泰国华侨中医院是由泰国规模最大已有百年历史的慈善性机构——泰国华侨报德善堂下设的中医医疗机构,隶属泰国卫生部。从1975年7月5日成立至今已有25年历史,由华人侨领郑午楼博士创建。

华侨中医院总部设在曼谷,发展至今已在泰国呵叻府和春武里府的是拉差市各设了分院。目前共有员工218名,其中包括 57名中医师,设有普通内科、针灸科、推拿科、外科和肿瘤科、妇科、内分泌科等。2018年病人总数约为二十万人,病人总数逐年增长。医院始终坚持“全心全意为泰国人民服务”的宗旨,以为泰国人民提供有标准的、经济实惠以及优质的中医药服务为目标,努力以成为泰国中医药界服务最好,并得到国际认可的中医院为发展策略,不断改革创新和注重人才培养。医院注重跟中国著名中医药大学和中医院合作,持续派送31名青年医生到国内9所中医药大学攻读硕士及博士学位,和上海龙华医院已有20多年的医务合作,邀请中医药专家到泰国进行中医药培训和学术指导。医院还成为泰国6所高校中医系学生的临床实习基地和泰国各政府机构针灸培训的中心。截止目前,已有约1000多位中医实习生在医院完成实习培训。华侨中医院于 2018及2019连续两年被中国国家中医药管理局入选为海外合作项目中的“泰国—中国中医药中心(2018年度及2019年度)”。医院还成立了“中医家园”,为泰国新一代中医师提供中医药学术交流和学习的平台,推动泰国中医可持续的稳步发展。

此外,华侨中医院还建立了中药综合学习中心,该中心设有除了用于贮存每年从中国大药厂进口的、具有安全保证的百吨优质道地药材外,还设有中药材展览室、太阳能烘干室和中药炮制室,成为泰国各界人士和中医系学生学习中药材知识的平台,在保证病人用药安全的同时也促使泰国民众对中药材有更全面的认识,实现了“好医配好药”的管理理念。还重点发展院内中成药制剂,研究出适合泰国人民病症的中成药,将中成药发送到泰国偏远乡村,使那里的人民也能有机会享受到中医药的治疗,推动中医药在泰国更广泛的发展。

华侨中医院在履行救死扶伤的职责的同时,还担负着在海内外发扬中医药文化的责任。 持续多年每个月都在院内为泰国民众免费举行关于各种中医药知识的讲座,并跟随华侨报德善堂的服务队伍深入到泰国民众中为他们进行中医义诊,参加泰国各大医药健康展会为民众提供中医药咨询等,让民众更贴近中医,得到了泰国人民的好评。

跟随中国“一带一路”推动中医药发展的脚步,华侨中医院将在不断提高自身管理的同时,秉承科学严谨的工作态度,为用中医药服务人类社会和传播中医药文化而继续努力,为人类健康奉献自己的力量。

 



 

คณะแพทย์จีนและเจ้าหน้าที่
ผู้ให้บริการในระยะแรก
การเปิดให้บริการฝังเข็มในปี
พ.ศ. 2539
ห้องยาจีนที่เปิดให้บริการในระยะแรก
ร่วมงานนิทรรศการการ
แพทย์แผนจีนปี พ.ศ. 2539

ในช่วงปี พ.ศ. 2543 – 2548

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเห็นความสำคัญของการแพทย์แผนจีนว่าเป็นประโยชน์ในการดูแลสุขภาพแบบผสมผสานวิธีหนึ่งของชุมชนในยุคปัจจุบัน
และเห็นว่าสถานพยาบาลหัวเฉียวแผนโบราณมีความคับแคบ ไม่สามารถรองรับผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จึงได้จัดสร้างอาคารศูนย์การแพทย์ไทย-จีนขึ้น เนื่องในวาระที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งครบรอบ 90 ปี และวาระครบรอบ 25 ปี
แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน เป็นอาคาร 8 ชั้น ทรงสถาปัตยกรรมแบบจีนประยุกต์ในบริเวณถนนกรุงเกษม
มีเนื้อที่ใช้สอย 4,900 ตารางเมตร เพื่อให้การรักษาผู้ป่วย การวิจัย และเป็นฐานการเรียนการสอนด้านการแพทย์แผนจีน

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จมาทรงเปิดอาคารศูนย์การแพทย์ไทย-จีน วันที่ 7 มกราคม 2548
พิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารศูนย์การแพทย์ไทย-จีน วันที่ 1 กรกฎาคม 2543

 
อาคารแพทย์จีนหลังใหม่เป็นอาคารเอนกประสงค์ มีห้องตรวจวินิจฉัยโรคและห้องรักษาโรค ห้องยา ห้องฝึกอบรม ห้องประชุม เป็นต้น
มีการจัดการใช้ระบบสารสนเทศ ตั้งแต่การบันทึกประวัติผู้ป่วยจนถึงการสั่งยา และชำระเงิน

โดยให้บริการการรักษาได้แก่ แผนกฝังเข็ม แผนกอายุรกรรมทั่วไป แผนกนรีเวช-บุรุษเวช
แผนกผิวหนังและความงาม แผนกกระดูกและทุยหนา แผนกหย่างเซิง และงานบริการด้านเภสัชกรรมสมุนไพรจีน

ห้องหัตถการฝังเข็ม
ห้องหัตถการทุยหนาและอบสมุนไพร
บริเวณชั้น 1 ทางเข้าด้านหน้าห้องจ่ายเงินและรอรับยา
ห้องประชุมคณะกรรมการบริหาร ชั้น 6
ห้องประชุม ชั้น 8
ห้องจัดยาฝ่ายเภสัชกรรม

ในช่วงปี พ.ศ. 2549 – 2559

คลินิกหัวเฉียวไทย-จีน แพทย์แผนไทย ภายใต้การนำของผู้อำนวยการ นายสุษิร  สุรัตนกวีกุล
ได้เปิดให้บริการรักษาประชาชนโดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม โดยไม่แบ่งชนชั้น เชื้อชาติ ศาสนา
ได้ดำเนินการพัฒนางานของคลินิกอย่างต่อเนื่อง และเป็นต้นแบบของสถานพยาบาลที่ให้บริการการแพทย์แผนจีนครบวงจร 

 
ต่อมาในปี พ.ศ. 2549 นายอัมพร  เอี่ยมสุรีย์ ได้เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการคลินิกสืบต่อจากนายสุษิร สุรัตนกวีกุล
โดยเริ่มแต่งตั้งพนักงานบัญชี 1 คน เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2549 เป็นผู้รับผิดชอบบันทึกรายการรับและจ่าย จัดซื้อ
ตรวจรับยา ตรวจสอบค่าล่วงเวลา ส่งให้พนักงานโรงพยาบาลหัวเฉียวเป็นผู้บันทึกบัญชีและทำเช็คจ่ายเจ้าหนี้



ในปี พ.ศ. 2551 คลินิกหัวเฉียวไทย-จีน แพทย์แผนไทย รับโอนการบันทึกบัญชีจากโรงพยาบาลหัวเฉียวมาทำเองทั้งระบบ
โดยเริ่มใช้โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป “GL” มาบันทึกบัญชีและจัดทำงบการเงิน และได้มีการพัฒนาห้องยาจีนอย่างต่อเนื่อง
เป็นผลให้การใช้ยาสมุนไพรจีนมีการเติบโตอย่างชัดเจน ทำให้ต้องปรับโครงสร้างการบริหารให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ในขณะนั้น
โดยตั้งเป็นฝ่ายเภสัชกรรม มีการแบ่งหน้าที่บุคลากรในฝ่ายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น แบ่งเป็น 4 แผนก
ได้แก่ แผนกจัดยา แผนกต้มยา แผนกคลังยา และแผนกคิดราคายา


ต่อมา นายอร่าม  เอี่ยมสุรีย์ ได้รับการแต่งตั้งจากประธานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเป็นผู้อำนวยการคลินิกหัวเฉียวไทย-จีน แพทย์แผนไทย
เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2552 ซึ่งเป็นช่วงที่คลินิกมีการดำเนินงานที่ค่อนข้างมั่นคง มีจำนวนผู้ป่วยที่สนใจใช้การแพทย์แผนจีน
เป็นทางเลือกในการรักษาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 - 2559 นับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญยิ่ง
สำหรับคลินิกหัวเฉียวไทย-จีน แพทย์แผนไทย ท่านมีวิสัยทัศน์ยาวไกล ได้กำหนดทิศทางและใช้การบริหารจัดการระบบคุณภาพ
เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันการพัฒนาระบบงานต่างๆของคลินิกให้มีประสิทธิ ภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น ในด้านการบัญชีและการเงิน
ได้เริ่มมีผู้จัดการฝ่ายการบัญชีและการเงิน ในปี พ.ศ. 2552 มีการเปลี่ยนโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปจาก “GL” เป็น “Express”
และเริ่มใช้โปรแกรม “HC Hospital” ในการบริหารคลังยา ได้แก่ การบันทึกค่ารักษาพยาบาล ค่ายา และเวชภัณฑ์ต่างๆ ในด้านการแพทย์


ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 – 2559 คลินิกได้จัดทำแผนพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์อย่างมีทิศทางและต่อเนื่อง
เพื่อการพึ่งตนเองด้านบริการการแพทย์แผนจีนขององค์กรในอนาคต โดยคลินิกได้จัดส่งแพทย์จีนรุ่นใหม่ที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี
ทั้งในและต่างประเทศที่ได้รับการบรรจุเข้าทำงานที่คลินิก ไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก รวมทั้งไปรับการฝึกอบรมระยะสั้น
ในหลักสูตรเฉพาะทางตามความต้องการของคลินิก ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อทดแทนแพทย์จีนผู้เชี่ยวชาญอาวุโสที่เชิญมาจากมหาวิทยาลัย
ชั้นนำของจีน และทยอยกลับภูมิลำเนาตามวาระ


ในด้านการพยาบาล ได้พัฒนาระบบบริหารจัดการและควบคุมกำกับดูแลงานด้านการรักษาพยาบาล
และด้านบริการอย่างมีประสิทธิภาพ มีทีมในการดูแลให้การบริการพยาบาลเบื้องต้นและช่วยเหลือผู้ป่วยที่มารับบริการในคลินิก
ให้ปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาการและสิทธิของวิชาชีพ มีการจัดการงานเวชระเบียนให้ครบถ้วนถูกต้องตามระบบและติดตามผู้ป่วยตามระบบนัดหมาย
รวมทั้งดูแลเวชภัณฑ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ และเอกสารต่างๆ ให้มีความเพียงพอและพร้อมใช้งาน 


ในด้านเภสัชกรรม มีการพัฒนางานด้านเภสัชกรรมอย่างต่อเนื่อง  ได้มีการพัฒนาการให้บริการต้มยาให้คนไข้
รวมถึงบริการส่งยาให้ถึงบ้านให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับรูปแบบยานั้นมีความหลากหลายและมีจำนวนชนิดเพิ่มขึ้น
เช่น ยาแคปซูล ยาลูกกลอน ยาพอก ยาครีม ยาแขวนตะกอน รวมถึงการแปรรูปสมุนไพรจีนโดยวิธีเผาจื้อ

 

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 เป็นต้นมา ได้มีการนำยารูปแบบใหม่เข้ามาใช้ในคลินิก คือ “ยาผงเคอรี่” เป็นยาเตรียมที่ได้จากสารสกัดยาจีน
กับสารปรุงแต่งยาที่เหมาะสมซึ่งพกพาง่ายและใช้สะดวก สอดคล้องกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบของสังคมเมืองในปัจจุบัน
  


ในด้านพัฒนาธุรกิจ ได้จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2557 เพื่อเป็นหน่วยงานสนับสนุนและบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานภายในองค์กร
โดยนำข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาศึกษา วิเคราะห์สภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์กร หาจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และความท้าทายใหม่ของคลินิก
และได้มีการจัดทำแผนกลยุทธ์กิจกรรมทางการตลาด กำหนดแนวทางการพัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์หลากหลายรูปแบบตามความเหมาะสม
เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณชน นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่องค์กร



เพื่อให้ประชาชนในส่วนภูมิภาคมีโอกาสเข้าถึงบริการทางการแพทย์แผนจีนได้มากขึ้น ท่านได้จัดตั้งคลินิกหัวเฉียวไทย-จีน แพทย์แผนไทย สาขาโคราช ขึ้น
เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและคลินิกหัวเฉียวไทย-จีน แพทย์แผนไทยที่มีสาขาในส่วนภูมิภาค
ซึ่งที่สาขาโคราช จะเป็นต้นแบบของการขยายคลินิกสาขาไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ ในอนาคต  
 

ดร.สมาน โอภาสวงศ์ ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ สาขาโคราช เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2556
งานครบรอบ 1 ปี พิธีอัญเชิญองค์ไต่ฮงกงมาประดิษฐาน ณ สาขาโคราช เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2558
งานครบรอบ 1 ปี พิธีอัญเชิญองค์ไต่ฮงกงมาประดิษฐาน ณ สาขาโคราช เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2558
Prof. Gao Xiumei รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเทียนจิน และคณะ เดินทางมาประชุมความร่วมมือทางวิชาการ

     นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2558 คลินิกหัวเฉียวไทย-จีน แพทย์แผนไทย ได้จัดงานฉลองครบรอบ 20 ปีของการเปิดให้บริการทางการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย โดยใช้ชื่องานว่า “2 ทศวรรษแห่งความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศด้านการแพทย์แผนจีน” และประเทศไทยได้เข้าสู่ “ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community)” ในปี พ.ศ. 2558 คลินิกจึงได้เตรียมความพร้อมสู่องค์กรที่เป็นเลิศด้านบริการทางการแพทย์แผนจีนให้สอดคล้องกับพันธกิจขององค์กร มีการปรับโครงสร้างและพัฒนาระบบการบริหารงาน เดินหน้าทั้ง 6 ยุทธศาสตร์หลัก คือ

1. ยุทธศาสตร์พัฒนาระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
2. ยุทธศาสตร์พัฒนามาตรฐานการบริการการแพทย์แผนจีน
3. ยุทธศาสตร์พัฒนาบุคลากรให้มีความเป็นเลิศด้านบริการ
4. ยุทธศาสตร์พัฒนาความเข้มแข็งของศูนย์ฝึกอบรม
5. ยุทธศาสตร์พัฒนาองค์กรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง
6. ยุทธศาสตร์เสริมสร้างบทบาทและความรับผิดชอบต่อสังคม

เพื่อให้เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาคุณภาพ และการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในยุคโลกไร้พรมแดน

ปัจจุบันราคายาสมุนไพรจีนในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งคุณภาพไม่สม่ำเสมอ บางครั้งขาดตลาด ซึ่งมีผลกระทบต่อคุณภาพการให้บริการ ดังนั้น นายอร่าม เอี่ยมสุรีย์ผู้อำนวยการคลินิกได้เล็งเห็นถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และมีดำริให้มีแผนนำเข้ายาสมุนไพรจีนที่ใช้บ่อยๆจำนวนมากจากประเทศจีน เพื่อลดต้นทุนยาสมุนไพรจีน ได้ยาสมุนไพรจีนที่มีคุณภาพและมีประสิทธิผลในการรักษาโรค และสามารถรองรับการขยายธุรกิจของคลินิกในอนาคต แต่พื้นที่การจัดเก็บยาสมุนไพรจีนไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ดังนั้นทางคลินิกจึงได้ขอความอนุเคราะห์ที่ดินของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งบริเวณถนนศรีสมาน อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โฉนดเลขที่ ฉ.31133 เลขที่ 26 จำนวนพื้นที่ 4 ไร่ 2 งาน 66.7 ตารางวา เมื่อวันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2558 ได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารคลังยาสมุนไพรจีน การก่อตั้งคลังยาศรีสมาน มีแผนการดำเนินการเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ก่อสร้างคลังยาสมุนไพรจีน ระยะที่ 2 ขยายพื้นที่แปรรูปสมุนไพรจีนที่ได้มาตรฐานสากล ระยะที่ 3 ก่อสร้างอาคาร 6 ชั้น ภายในมีห้องพิพิธภัณฑ์สมุนไพรจีน หอประวัติศาสตร์มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ประวัติคลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว ประวัติการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย ห้องแสดงนิทรรศการผลิตภัณฑ์ยาสำเร็จรูปของคลินิก ห้องสมุด ห้องประชุม ห้องฝึกอบรม เป็นต้น เมื่อเดือนตุลาคม 2559 ระยะที่1 การก่อสร้างคลังยาสมุนไพรจีนได้แล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อย
 
 
พิธีวางศิลาฤกษ์อาคารคลังยาสมุนไพรจีน เมื่อวันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2558
พิธีวางศิลาฤกษ์อาคารคลังยาสมุนไพรจีน เมื่อวันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2558

กว่า 8 ปี ที่แพทย์จีนได้ร่วมกันผลักดันกฎกระทรวงเกี่ยวกับสถานพยาบาลและคลินิกการแพทย์แผนจีน จนกระทั่ง 24 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมา ท่านรัฐมนตรีได้ลงนามให้ออกกฎกระทรวงที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2558 จำนวน 4 ฉบับดังนี้ (1) กฎกระทรวงกำหนด ชื่อสถานพยาบาล ผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล อัตราค่ารักษาพยาบาล ค่าบริการ และสิทธิของผู้ป่วย พ.ศ. 2558 (2) กฎกระทรวงกำหนดชนิดและจำนวนเครื่องมือ เครื่องใช้ ยา และเวชภัณฑ์ หรือยานพาหนะที่จำเป็นประจำสถานพยาบาล พ.ศ. 2558 (3) กฎกระทรวงกำหนดวิชาชีพและจำนวนผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล พ.ศ. 2558 (4) กฎกระทรวงกำหนดลักษณะของสถานพยาบาลและลักษณะการให้บริการของสถานพยาบาล พ.ศ. 2558 หลังจากที่คณะอนุกรรมการมาตรฐานกรรมการวิชาชีพและทีมงานจากสมาคมฯ ได้ดำเนินจัดทำรายละเอียดคลินิกการแพทย์แผนจีนเพื่อทำประชาพิจารณ์ จนในที่สุดประกาศใช้สำหรับคลินิกการแพทย์แผนจีนทั่วประเทศ และเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2559 คลินิกหัวเฉียวไทย-จีน แพทย์แผนไทย จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว” อย่างเป็นทางการตามระเบียบใหม่ของสำนักพยาบาล กระทรวงสาธารณสุขกำหนด และใช้ชื่อย่อว่า “คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว”

ดังนั้นในปี 2559 จึงถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของคลินิก ในเดือนพฤษภาคม 2559 นับเป็นครั้งแรกที่คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียวได้เข้าร่วมงานประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และร่วมมือกันเพื่อกระตุ้นวงการแพทย์ของชาวจีนโพ้นทะเลในแถบถูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ชื่อเสียงของคลินิกเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทำให้ผู้นำของสาธารณรัฐประชาชนจีนรวมทั้งผู้นำประเทศต่างๆและสื่อมวลชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และในเดือนมิถุนายน 2559 คลินิกก็เริ่มมีการนำโปรแกรมนับสต็อคขึ้นมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในด้านสต๊อกยา และคลังอุปกรณ์ มีการพัฒนาปรับปรุงระบบคลังยา และระบบการจัดซื้ออย่างต่อเนื่อง เพื่อความความสะดวกและง่ายต่อการใช้การของแพทย์และเภสัชกร ซึ่งระบบคลังยาและระบบจัดซื้อสามารถใช้งานได้ทั้งสำนักงานใหญ่กรุงเทพ สาขาโคราช และคลังยาศรีสมาน มีการปรับปรุงสถานที่ภายในคลินิก ปรับปรุงการบันทึกประวัติผู้ป่วยใหม่เพื่อให้เป็นไปตามที่กฏกระทรวงกำหนด และนอกจากนี้ยังได้ทีมแพทย์จีนรุ่นใหม่ที่ทยอยจบการศึกษาระดับปริญญาโทและเอกกลับมาซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญเข้ามาช่วยกันผลักดันและพัฒนาคลินิกให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

และด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจของนายอร่าม เอี่ยมสุรีย์ ผู้อำนวยการคลินิกฯ และคณะผู้บริหาร ที่ต้องการให้ประชาชนในส่วนภูมิภาคมีโอกาสเข้าถึงบริการทางการแพทย์แผนจีนได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งเป็นการเพิ่มโอกาสให้แพทย์จีนในประเทศไทยที่สำเร็จการศึกษาใหม่อีกด้วย ท่านจึงได้จัดตั้งคลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา ขึ้นในภาคตะวันออก นับเป็นคลินิกฯ สาขาที่ 2 โดยได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาลเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2561  และเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 

 

ภาพคลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา

ภาพคลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา

ภาพพิธีเปิด “คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562

จากปี พ.ศ. 2552 - 2562 นับเป็น 11 ปีที่มีการพัฒนาแบบก้าวกระโดดของคลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว ภายใต้ผู้อำนวยการคลินิกฯ นายอร่าม  เอี่ยมสุรีย์ และทีมคณะผู้บริหาร และยังคงพัฒนาปรับปรุงระบบบริหาร การบริการรักษา และด้านวิชาการอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อวันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม 2561 คลินิกฯ ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการแพทย์แผนจีนแห่งชาติ (国家中医药管理局 National Administration of Traditional Chinese Medicine of the People’s Republic of China) ให้เป็น “ศูนย์กลางการแพทย์แผนจีนแห่งสาธารณรัฐ ประชาชนจีนในประเทศไทย (China-Thailand Traditional Chinese Medicine Center)”  โดยได้รับเกียรติจาก นายหลี่ ชุนหลิน อุปทูตและกงสุลใหญ่สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย นายเซียวเจิน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหลงหัว มหานครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน  ดร.วิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และนายอร่าม เอี่ยมสุรีย์ ผู้อำนวยการคลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว มาร่วมพิธีเปิดป้ายอย่างเป็นทางการ  โดยมีวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของการจัดตั้งศูนย์กลางการแพทย์แผนจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนในประเทศไทย ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาการแพทย์แผนจีนของทั้งสองประเทศ และเป็นการดำเนินงานภายใต้นโยบาย “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (One Belt, One Road)” ในด้านการแพทย์แผนจีน ซึ่งมีประโยชน์ต่อการค้นหารูปแบบใหม่ในด้านความร่วมมือของโรงพยาบาลหลงหัว ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนที่ดีเลิศของสาธารณรัฐประชาชนจีน และคลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว ซึ่งเป็นผู้นำด้านการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย ผลการศึกษาวิเคราะห์ทางด้านการรักษา และรูปแบบการบริหาร จะช่วยยกระดับชื่อเสียงของการแพทย์แผนจีน ทำให้การพัฒนาศาสตร์การแพทย์แผนจีนมีเวทีที่กว้างขึ้น ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการใช้บริการและการวิจัยด้านการแพทย์แผนจีนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังดำเนินต่อเนื่องในปี 2562


ภาพพิธีเปิดป้าย “ศูนย์กลางการแพทย์แผนจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนในประเทศ


ภาพพิธีเปิดป้าย “ศูนย์กลางการแพทย์แผนจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนในประเทศไทย 2018” เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2561