Last updated: 24 มี.ค. 2569 | 15 จำนวนผู้เข้าชม |
ผู้ป่วยมะเร็งบางราย หลังได้รับยาเคมีบำบัดหรือยารักษามะเร็งบางชนิด อาจเริ่มมีอาการฝ่ามือหรือฝ่าเท้าแดง แสบ ร้อน หรือผิวแตกลอก อาการนี้เรียกว่า “กลุ่มอาการมือเท้า” (Hand-foot syndrome, HFS) หรือในทางการแพทย์เรียกว่า “ภาวะผิวหนังบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้าอักเสบ” (Palmar-plantar erythrodysesthesia, PPE) อาการนี้เกิดจาก ผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดหรือยามุ่งเป้า (targeted therapy) บางชนิด ที่ทำให้ผิวหนังบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้าเกิดการระคายเคืองและอักเสบ ซึ่งยาเคมีบำบัดบางชนิดทำให้เกิดอาการนี้ได้ เช่น Capecitabine, 5-Fluorouracil (5-FU), Doxorubicin, Docetaxel, Paclitaxel เป็นต้น และยามุ่งเป้าบางชนิด เช่น Sunitinib, Sorafenib เป็นต้น เมื่อใช้ยารักษาไประยะหนึ่งมักพบกลุ่มอาการมือเท้าได้ค่อนข้างบ่อย อาจพบได้ถึงประมาณ 40–60% ของผู้ป่วย ซึ่งอาจมีผลต่อการรักษาไม่ว่าจะเป็นการลดปริมาณยารักษาที่ใช้ ไปจนถึงการหยุดรักษา ทำให้ประสิทธิผลการรักษาลดลง
อาการที่พบได้ เช่น
- ผิวหนัง แดง ร้อน หรือบวม
- รู้สึก ชา แสบ หรือเหมือนถูกเข็มทิ่ม
- ผิวหนัง แห้ง ลอก หรือแตกเป็นแผล
- บางรายอาจมี ตุ่มพอง เลือดออก หรือปวดมากจนเดินลำบาก
แบ่งตามความรุนแรงได้ 3 ระดับ
ระดับที่ 1 (เริ่มต้น) : มีอาการชา แสบ หรือร้อนเล็กน้อย ผิวหนังแดงเล็กน้อย แต่ยังไม่เจ็บ และยังใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
ระดับที่ 2 (ปานกลาง) : เริ่มมีอาการบวมและปวด ทำให้การใช้มือหรือการเดินเริ่มลำบากขึ้น
ระดับที่ 3 (รุนแรง) : ผิวหนังลอก แตก เป็นแผล หรือมีตุ่มน้ำพอง อาจมีเลือดออกและปวดมาก จนทำกิจวัตรประจำวันหรือการทำงานลำบาก
ในมุมมองของการแพทย์แผนจีน
แม้ในตำราแพทย์จีนโบราณจะไม่ได้มีชื่อโรคนี้โดยตรง แต่จากลักษณะอาการ เช่น ปวด แดง บวม ชา หรือผิวหนังแตก สามารถจัดอยู่ในขอบเขตโรคที่เรียกว่า “ปี้เจิ้ง” (痹证) ซึ่งหมายถึง ภาวะโรคที่เส้นลมปราณและเลือดไหลเวียนติดขัด หรือ “ตู๋ชวง”( 毒疮) คือภาวะโรคบริเวณผิวหนังที่เกิดจากพิษร้อนที่คั่งค้าง ชี่และเลือดติดขัดอุดกั้น ตำแหน่งโรคอยู่ที่มือและเท้า ภาวะโรคเป็นลักษณะเปิ่นพร่องเปียวแกร่ง (本虚标实) คือ อาการที่แสดงออกมานั้นมาจากร่างกายที่อ่อนแอเป็นพื้นฐานสำคัญ ซึ่งผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่มักมีภาวะชี่และเลือดพร่อง (气血虚弱) ม้ามและกระเพาะอาหารอ่อนแอ (脾胃虚弱) เนื่องจากการรักษาต่างๆ เช่น การผ่าตัด การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดหรือยามุ่งเป้า ซึ่งมีฤทธิ์ค่อนข้างแรง ทำให้กระทบต่อการทำงานของม้ามและกระเพาะอาหาร ชี่และเลือดถูกทำลายหรือสร้างไม่เพียงพอ นานวันเจิ้งชี่หรือภูมิพื้นฐานร่างกายอ่อนแอ ไม่สามารถต้านทานปัจจัยก่อโรคที่เข้ามากระทบร่างกายได้ ซึ่งในทางการแพทย์แผนจีนมองว่า ยาเคมีบำบัดหรือยามุ่งเป้านั้นเป็นปัจจัยด้านพิษ บางชนิดเป็นพิษร้อน บางชนิดเป็นพิษเย็นหรือความชื้น เมื่อพิษก่อตัวสะสมทำให้ชี่และเลือดถูกทำลาย โจมตีเส้นลมปราณแล้วก่อให้เกิดโรคดังกล่าว
1) ยาที่มีลักษณะของพิษเย็น ส่วนใหญ่มักเป็นยาเคมีบำบัด ซึ่งความเย็นจะทำให้เลือดติดขัด ดังนั้นจึงมักพบว่า บริเวณผิวหนังโดยเฉพาะปลายมือปลายเท้าจะมีรอยดำคล้ำ จุดเลือดคั่ง เมื่อเจอความเย็นหรือลมทำให้เจ็บปวดมากขึ้น หากได้รับยาเป็นเวลายาวนาน เลือดและอินถูกทำลาย สีผิวจะยิ่งคล้ำมากขึ้น และเมื่อเลือดน้อยจึงเกิดลมภายใน ทำให้ผิวแห้ง แตก บางรายอาจมีอาการคันร่วมด้วย
2) ยาที่มีลักษณะของพิษร้อน ส่วนใหญ่มักเป็นยามุ่งเป้า ซึ่งพิษร้อนเมื่อเข้าสู่ภายในความร้อนก่อตัวอยู่บริเวณมือ เท้าและผิวหนัง ความร้อนจะพลุ่งพล่านเผาผลาญสารน้ำและเนื้อเยื่อทำให้เกิดการอักเสบ แดง แสบ บวม ปวด ผิวแตก มีตุ่มน้ำหนองหรือเลือดออกได้ง่าย
การดูแลและป้องกันตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน
ในระหว่างการรักษาผู้ที่รักษาด้วยยาเคมีบำบัด ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสความเย็น หรือการรับประทานอาหารฤทธิ์เย็น รวมทั้งน้ำเย็นน้ำแข็งในช่วงที่กำลังรักษา เนื่องจากทำให้พิษความเย็นก่อตัวสะสมมากยิ่งขึ้น โดยทั่วไปแล้วเมื่อจบคอร์ส
การรักษาอาการต่างๆ อาจค่อยๆ บรรเทาได้เอง แต่หากรักษายาวนานหรือไม่ได้ระวังทำให้ความเย็นก่อตัวมากขึ้น จะเป็นผลให้อาการข้างเคียงที่ตกข้างจะยาวนานรักษายากขึ้น สำหรับผู้ที่รักษาด้วยยามุ่งเป้า ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารฤทธิ์ร้อน รสเผ็ดจัด ของทอด ของมัน และอบแห้ง ซึ่งจะทำให้ความร้อนสะสมมากขึ้น และส่งผลต่ออาการเช่นกัน สำหรับผู้ที่มีอาการหลอดเลือดอักเสบบวมแดงระหว่างการรักษา หรือมีอาการปลายมือปลายเท้าปวดอักเสบมาก สามารถดูแลตนเองโดยใช้ “มันฝรั่ง (土豆)” ปลอกเปลือกล้างเอาเมือกยางออกให้สะอาด หั่นเป็นแว่นๆ บางๆ นำไปแช่น้ำ แล้วเอามาประคบวางไว้บริเวณที่อักเสบได้ หากเป็นมากอาจเปลี่ยนแผ่นทุก 30-60 นาที หรือสามารถเลือกใช้เป็น “ว่านหางจระเข้ (芦荟)” ปอกเปลือกและล้างเมือกยางให้สะอาด นำวุ้นว่านหางจระเข้ มาประคบวางบริเวณที่อักเสบได้เช่นเดียวกัน ซึ่งจะช่วยระบายร้อนขับพิษ ลดบวมอักเสบได้ หากอาการยังไม่ดีขึ้นสามารถใช้ยาสมุนไพรจีนในการรักษาควบคู่ไประหว่างการรักษาได้
ในการรักษาด้วยสมุนไพรจีนตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน มักใช้หลักการ “ใช้เย็นรักษาร้อน ใช้ร้อนรักษาเย็น” เช่น หากมีอาการผิวหนังแดงและแสบร้อนมาก มักใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็นช่วยระบายความร้อนและขับพิษ ร่วมกับยาจีนที่เสริมความชุ่มชื้น หากผิวดำคล้ำร่วมกับมือเท้าเย็น มักใช้ยาฤทธิ์อุ่นหรือร้อน ช่วยอบอุ่นเส้นลมปราณ กระจายความเย็น ร่วมกับยากระตุ้นการไหลเวียนของเลือด สลายเลือดคั่ง ทั้งนี้ยังขึ้นกับสภาพร่างกายพื้นฐานแต่ละบุคคลหรือภาวะอาการร่วมด้วย เช่นหากมีภาวะเลือดพร่องเป็นพื้นฐาน ร่วมกับมีผิวแห้ง แตกลอก จะเพิ่มตัวยาที่ช่วยบำรุงเลือด เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว เป็นต้น
ส่วนการรักษาสามารถใช้ทั้งยาสมุนไพรจีนชนิดรับประทานและชนิดใช้ทาภายนอก หรือแช่ยาสมุนไพรจีนไปควบคู่กัน เพื่อช่วยลดความรุนแรงของอาการ และช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น
___________________________________________
แพทย์จีนอาวุโส อรกช มหาดิลกรัตน์ (หมอจีน ไช่ เพ่ย หลิง)
蔡佩玲 中医师
TCM. Dr. Orakoch Mahadilokrat (Cai Pei Ling)
24 มี.ค. 2569