Last updated: 29 มิ.ย. 2569 | 57 จำนวนผู้เข้าชม |
ในยุคที่คอลลาเจนกลายเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ยอดนิยมของวงการความงาม หลายคนเริ่มต้นวันด้วยการชงคอลลาเจนดื่มทุกเช้า บางคนเลือกคอลลาเจนระดับพรีเมียมราคาแพง หวังว่าจะช่วยให้ผิวกระจ่างใส ริ้วรอยลดลง และดูอ่อนเยาว์กว่าวัย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้หลายคนจะรับประทานคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง ผิวกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างที่คาดหวัง บางคนยังคงมีปัญหาผิวแห้ง ผิวหมองคล้ำ หรือริ้วรอยที่เพิ่มขึ้นตามวัย คำถามคือ เกิดอะไรขึ้น? แท้จริงแล้ว สิ่งที่ผิวต้องการอาจไม่ใช่แค่ "คอลลาเจนเพิ่ม" แต่เป็น "ร่างกายที่สามารถสร้างคอลลาเจนได้เองอย่างมีประสิทธิภาพ"
คอลลาเจน (Collagen) เป็นโปรตีนโครงสร้างหลักของร่างกาย คิดเป็นประมาณ 30% ของโปรตีนทั้งหมดที่มีอยู่ในร่างกาย และเป็นส่วนประกอบสำคัญของผิวหนัง กระดูก เส้นเอ็น และหลอดเลือด หน้าที่สำคัญของคอลลาเจนคือช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น กระชับ และกักเก็บความชุ่มชื้น
คอลลาเจนมีหลายชนิด แล้วชนิดไหนสำคัญต่อผิว?
ปัจจุบันพบคอลลาเจนมากกว่า 28 ชนิด แต่ชนิดที่เกี่ยวข้องกับความงามมากที่สุดคือ
Type I
พบมากที่สุดในผิวหนัง กระดูก เส้นเอ็น และเส้นผม เป็นคอลลาเจนหลักที่ช่วยให้ผิวมีความแข็งแรงและกระชับ
Type III
พบร่วมกับ Type I ในผิวหนังและหลอดเลือด มีบทบาทต่อความยืดหยุ่นและการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
ส่วนคอลลาเจน Type II พบมากในกระดูกอ่อนและข้อต่อ จึงมักใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลข้อเข่าและการเคลื่อนไหวมากกว่าความงาม
อย่างไรก็ตาม หลังอายุประมาณ 25 ปี ร่างกายจะเริ่มผลิตคอลลาเจนลดลงตามธรรมชาติ และกระบวนการนี้จะชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ เมื่ออายุเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในผู้หญิงวัย 35 ปีขึ้นไปที่ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนเริ่มเปลี่ยนแปลง นอกจากอายุแล้ว ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่เร่งการสลายตัวของคอลลาเจน เช่น
• การนอนดึก
• ความเครียดสะสม
• แสงแดด
• มลภาวะ
• การสูบบุหรี่
• การรับประทานน้ำตาลมากเกินไป
• อาหารแปรรูปสูง
ดังนั้น การมีผิวที่ดูอ่อนเยาว์จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณคอลลาเจนที่รับประทานเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของร่างกายในการสร้างและปกป้องคอลลาเจนที่มีอยู่ด้วย
คอลลาเจนที่กินเข้าไป ไม่ได้วิ่งตรงไปเติมที่ผิว นี่คือความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อย หลายคนคิดว่าการดื่มคอลลาเจนคือการเติมคอลลาเจนกลับเข้าสู่ผิวโดยตรง แต่ในความเป็นจริง เมื่อคอลลาเจนเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร ร่างกายจะย่อยให้กลายเป็นกรดอะมิโนและเปปไทด์ขนาดเล็กก่อน จากนั้นร่างกายจึงนำสารเหล่านี้ไปใช้ตามความจำเป็น ไม่ได้ส่งตรงไปยังใบหน้าเพียงอย่างเดียว งานวิจัยในปัจจุบันพบว่า Hydrolyzed Collagen Peptides อาจช่วยกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ให้สร้างคอลลาเจน อิลาสติน และกรดไฮยาลูรอนิกเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผิวมีความชุ่มชื้นและยืดหยุ่นดีขึ้นในบางกลุ่มประชากร แต่ผลลัพธ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ดีเมื่อร่างกายมีสารอาหารพื้นฐานที่เพียงพออยู่แล้ว เปรียบเสมือนการสร้างบ้าน คอลลาเจนอาจเป็นอิฐก้อนหนึ่ง แต่ร่างกายยังต้องการวัสดุอีกมากมายเพื่อสร้างบ้านให้สมบูรณ์
แล้วร่างกายต้องการอะไรในการสร้างคอลลาเจน? การสร้างคอลลาเจนไม่ใช่หน้าที่ของสารอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง ร่างกายจำเป็นต้องมีวัสดุเพิ่มเติมได้แก่
• โปรตีนคุณภาพดี
• วิตามินซี
• สังกะสี
• ทองแดง
• กรดอะมิโนจำเป็น
• สารต้านอนุมูลอิสระ
• กรดไขมันจำเป็น
หากขาดองค์ประกอบเหล่านี้ ต่อให้ดื่มคอลลาเจนทุกวัน ร่างกายก็อาจไม่สามารถสร้างหรือซ่อมแซมคอลลาเจนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้เชี่ยวชาญด้าน Longevity และ Functional Medicine ในปัจจุบันเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับอาหารทั้งมื้อ มากกว่าการมองหาอาหารเสริมเพียงตัวเดียว
Real Food: เทรนด์ความงามจากภายในที่กำลังมาแรงทั่วโลก
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิด Real Food กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์สำคัญของวงการสุขภาพและความงาม
Real Food หมายถึงอาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด และยังคงคุณค่าทางโภชนาการตามธรรมชาติ
ตัวอย่างเช่น
• ปลา
• ไข่
• ผักสด
• ผลไม้
• ถั่วและธัญพืช
• เห็ด
• สมุนไพรธรรมชาติ
อาหารเหล่านี้ไม่ได้ให้เพียงโปรตีนหรือวิตามินชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่ให้สารอาหารหลากหลายชนิดที่ทำงานร่วมกันในการซ่อมแซม ฟื้นฟู และปกป้องเซลล์ผิว ในทางตรงกันข้าม อาหารแปรรูปสูง (Ultra-Processed Food) มักมีน้ำตาล ไขมันคุณภาพต่ำ และสารปรุงแต่งจำนวนมาก ซึ่งมีความสัมพันธ์กับภาวะอักเสบเรื้อรังและการเร่งกระบวนการชราของเซลล์
แล้วคอลลาเจนผงกับเวย์โปรตีนถือเป็นอาหารแปรรูปหรือไม่?
คำตอบคือ "ใช่" ทั้งคอลลาเจนเปปไทด์และเวย์โปรตีนจัดเป็นอาหารแปรรูป แต่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเดียวกับอาหารแปรรูปสูงที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ในทางโภชนาการ เวย์โปรตีนและคอลลาเจนเปปไทด์ยังคงเป็นแหล่งโปรตีนที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่รับประทานโปรตีนจากอาหารไม่เพียงพอ ดังนั้นประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปทั้งหมด แต่คือการเน้นให้ Real Food เป็นพื้นฐานหลักของการรับประทานอาหารในแต่ละวัน
มุมมองจากศาสตร์แพทย์จีน: ผิวสวยไม่ได้เริ่มที่ผิว
หากมองจากศาสตร์การแพทย์แผนจีน ความงามไม่ได้สะท้อนเพียงสภาพผิวภายนอก แต่สะท้อนถึงความสมดุลของระบบภายในร่างกาย โดยเฉพาะอวัยวะสำคัญ 4 ระบบ ได้แก่
• ม้าม (脾) ทำหน้าที่เปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงานและสารอาหาร
• ปอด (肺) ดูแลผิวหนังและความชุ่มชื้น
• ตับ (肝) ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี
• ไต (肾) ถือเป็นรากฐานของความอ่อนเยาว์และการซ่อมแซมร่างกาย
แพทย์จีนมีคำกล่าวว่า "ม้ามคือรากฐานแห่งการสร้างชี่และเลือด" มีหมายความว่า ต่อให้ได้รับอาหารเสริมหรือสมุนไพรชั้นดีเพียงใด หากระบบย่อยอาหารทำงานไม่สมบูรณ์ ร่างกายก็ไม่สามารถนำสารอาหารเหล่านั้นไปใช้ได้เต็มประสิทธิภาพ
นี่เป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่อย่างน่าสนใจ เพราะปัจจุบันมีงานวิจัยจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่าระบบย่อยอาหาร สุขภาพลำไส้ และภาวะอักเสบเรื้อรัง ล้วนส่งผลต่อสุขภาพผิวโดยตรง
10 อาหารที่ช่วยสนับสนุนการสร้างคอลลาเจนจากภายใน
หากต้องการให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรให้ความสำคัญกับอาหารเหล่านี้
1. ปลาและปลาทะเลน้ำลึก
2. ไข่
3. ฝรั่ง
4. ส้มและผลไม้รสเปรี้ยว
5. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี
6. มะเขือเทศ
7. งาดำ
8. ถั่วดำ
9. วอลนัต
10. พุทราจีน
อาหารเหล่านี้ให้ทั้งโปรตีน วิตามินซี แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยสนับสนุนการสร้างและปกป้องคอลลาเจนตามธรรมชาติ แน่นอนว่าอาหารชนิดอื่นก็ยังคงมีความจำเป็นต่อร่างกายของคนเรา เพราะฉะนั้นจะเน้นทานแต่ของที่กล่าวมาเท่านั้นไม่ได้
ถ้าเป็นคนไข้ของหมอ หมอจะแนะนำอย่างไร?
กรณีที่ 1: กินโปรตีนไม่ถึง
หมอจะให้ความสำคัญกับอาหารก่อน เช่น ปลา ไข่ เนื้อสัตว์ ถั่ว
หากกินไม่ถึงจริง ๆ เวย์โปรตีนเป็นตัวเลือกที่มีเหตุผล เพราะช่วยเรื่องมวลกล้ามเนื้อ การฟื้นตัว และสุขภาพโดยรวม
กรณีที่ 2: ผู้หญิงวัย 35+
เริ่มมี ผิวแห้ง ริ้วรอย คอลลาเจนลดลง
ถ้าอาหารดี นอนดี ออกกำลังกายดี อยู่แล้ว อาจพิจารณาเสริมคอลลาเจน Type I ได้ หรือทำหัตถการเพิ่มเติม เช่นการนวดหน้า กวาซา พอกหน้า ฝังเข็ม ปรับสมดุล และกระตุ้นการหมุนเวียนเลือดและชี่ร่วมด้วย ซึ่งมีงานวิจัยสนับสนุนเรื่องความชุ่มชื้นผิว ความยืดหยุ่น ความลึกของริ้วรอย
กรณีที่ 3: มุมมองของศาสตร์การแพทย์แผนจีน
หมอมักอธิบายคนไข้ว่า ต่อให้กินคอลลาเจนวันละ 20 กรัม แต่ถ้า
• นอนดึก
• เครียด
• ระบบย่อยไม่ดี
• กินหวานมาก
• ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย
ผลลัพธ์ก็จะจำกัด เพราะในมุมมองของแพทย์แผนจีน "ม้าม" คือผู้เปลี่ยนอาหารให้กลายเป็นสารอาหารและ "ไต" คือรากฐานของการซ่อมแซมร่างกาย หากสองระบบนี้เสียสมดุล การบำรุงจากภายนอกก็ได้ผลไม่เต็มที่
สิ่งที่หมอจะแนะนำในปี 2026
เรียงลำดับความสำคัญดังนี้
1. กินโปรตีนให้ถึงเป้าหมายก่อน (ประมาณ 1.0-1.6 กรัม/กก.น้ำหนักตัวต่อวันสำหรับคนทั่วไปที่ต้องการดูแลสุขภาพ)
2. เน้น Real Food 80-90% ของอาหารทั้งหมด
3. กินผักและผลไม้หลากสีทุกวัน
4. นอนหลับให้มีคุณภาพ
5. ออกกำลังกายแบบแรงต้าน (Resistance Training)
6. ลดน้ำตาลและอาหาร Ultra-Processed
7. ค่อยพิจารณาเสริมเวย์หรือคอลลาเจนตามเป้าหมาย
ดังนั้น ถ้าถามว่า "คอลลาเจนจำเป็นไหม?"
คำตอบคือ ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน แต่คอลลาเจนไม่ใช่เรื่องหลอกลวง และงานวิจัยจำนวนมากสนับสนุนว่าคอลลาเจนเปปไทด์อาจช่วยเรื่องสุขภาพผิวได้จริงในบางคน แต่ถ้าพื้นฐานสุขภาพดีอยู่แล้ว และต้องการดูแลผิว ข้อต่อ หรือเพิ่มโปรตีนเฉพาะทาง คอลลาเจนเปปไทด์ก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับพอสมควร
ส่วนถ้าถามว่า "Real Food หรือคอลลาเจนผง อะไรสำคัญกว่า?"
หมอจะตอบว่า คอลลาเจนเป็นเพียงวัตถุดิบเสริม แต่ Real Food คือวัถตุดิบหลัก ที่ช่วยให้ร่างกายสร้างและปกป้องคอลลาเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สรุปก็คือ Real Food คือรากฐาน ส่วนคอลลาเจนผงคือส่วนเสริมนั่นเอง
เพราะร่างกายไม่ได้ต้องการแค่คอลลาเจน แต่ต้องการสารอาหารหลายร้อยชนิดที่ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างผิวพรรณ สุขภาพ และความอ่อนเยาว์ในระยะยาวค่ะ
เอกสารอ้างอิง
1. Proksch E, et al. Oral intake of specific bioactive collagen peptides reduces skin wrinkles and increases dermal matrix synthesis. Skin Pharmacology and Physiology. 2014.
2. Sibilla S, et al. An overview of the beneficial effects of hydrolysed collagen as a nutraceutical on skin properties. Open Nutraceuticals Journal. 2015.
3. Pullar JM, Carr AC, Vissers MCM. The roles of Vitamin C in skin health. Nutrients. 2017.
4. Monteiro CA, et al. Ultra-processed foods: what they are and how to identify them. Public Health Nutrition. 2019.
5. Lane MM, et al. Ultra-processed food exposure and adverse health outcomes. Nutrients. 2021.
6. Hall JE. Guyton and Hall Textbook of Medical Physiology. 14th Edition. Elsevier, 2021.
7. Maciocia G. The Foundations of Chinese Medicine. 3rd Edition. Elsevier, 2015.
8. Chen JK, Chen TT. Chinese Medical Herbology and Pharmacology. Art of Medicine Press, 2004.
9. World Health Organization (WHO). Traditional Medicine Strategy.
10. National Institutes of Health (NIH) Office of Dietary Supplements – Vitamin C Fact Sheet.
_______________________________________________________________________
บทความโดย
แพทย์จีนจีนดายุ สาธุกิจชัย (หมอจีน จาง ลี่ เจิน)
张丽真 中医师
TCM. Dr. Dayu Sathukijchai (Zhang li zhen)
25 มิ.ย. 2569
3 พ.ย. 2568