หอบหืดชนิดพึ่งสเตียรอยด์: อีกทางเลือกของการดูแลร่วมแบบแพทย์จีน

Last updated: 1 ก.ย. 2569  |  32 จำนวนผู้เข้าชม  | 

หอบหืดชนิดพึ่งสเตียรอยด์: อีกทางเลือกของการดูแลร่วมแบบแพทย์จีน

แม้โรคหอบหืดส่วนใหญ่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยการยาพ่นหอบหืดตามแนวทางมาตรฐาน แต่ในความเป็นจริง ยังมีผู้ป่วยอีกไม่น้อยที่อาการกลับกำเริบซ้ำ คุมได้ยาก และต้องพึ่งพาสเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน บางรายพอลดยาเมื่อไร อาการก็กลับมาเร็ว จนเข้าข่ายภาวะหอบหืดชนิดพึ่งสเตียรอยด์ หรือ steroid-dependent asthma (SDA) ภาวะนี้ไม่เพียงทำให้การรักษาซับซ้อนขึ้น แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาวอีกด้วย 

บทความนี้จะชวนทุกท่านมาทำความเข้าใจว่า เหตุใดผู้ป่วยบางรายจึงลดสเตียรอยด์ได้ยาก แนวทางดูแลตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน และแพทย์แผนจีนมีบทบาทช่วยเสริมการดูแลร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันอย่างไร เพื่อให้ควบคุมอาการหอบหืดได้ดีขึ้นและลดการพึ่งพาสเตียรอยด์ทั้งชนิดพ่นและชนิดรับประทานในอนาคตกันครับ

1.ทำความรู้จักกับภาวะ SDA เบื้องต้น

โรคหอบหืดเกิดจากการอักเสบเรื้อรังของหลอดลมทางเดินหายใจจึงแคบลง ผู้ป่วยมักมีอาการหายใจไม่สะดวกติดขัด การรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันจึงเลือกใช้ ยาพ่นสเตียรอยด์ (ICS) เป็นยาหลักที่ช่วยลดการอักเสบและคุมอาการในระยะยาว แต่ผู้ป่วยบางรายไม่สามารถใช่ยาพ่นในการคุมอาการได้เพียงอย่างเดียว     จึงจำเป็นต้องใช้สเตียรอยด์ชนิดกิน (OCS) ร่วมด้วย ถ้า     หากใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องนานเกิน 6 เดือนขึ้นไป แล้วพอลดยาหรือหยุดยา อาการกลับมากำเริบอีกได้ง่ายและรุนแรง ทั้งที่ใช้ยาได้ถูกต้องและสม่ำเสมอ สามารถวินิจฉัยได้ว่าผู้ป่วยเกิดภาวะ  “หอบหืดชนิดพึ่งสเตียรอยด์” ภาวะนี้มักทำให้การรักษายุ่งยากขึ้น ร่างกายตอบสนองต่อสเตียรอยด์ได้ไม่ดีเหมือนเดิม การอักเสบในร่างกายที่คุมได้ยาก      การสร้างฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตลดลงและหากมีภาวะนี้นานๆ หลอดลมก็อาจค่อยๆ ตีบและอุดกั้นง่ายขึ้น จนควบคุมโรคได้ยาก      ในผู้ป่วยบางรายแพทย์อาจต้องพิจารณาใช้ยาฉีดชีววัตถุ (Monoclonal Antibody)      เพื่อช่วยคุมอาการและลดการพึ่งพาสเตียรอยด์ทั้งแบบพ่นและแบบกินในระยะยาว

สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยไม่ควรลดหรือหยุดสเตียรอยด์เองเพราะการลดยาไม่ได้ดูจากความรู้สึกเพียงอย่างเดียว     แต่ต้องอาศัยการประเมินจากแพทย์ร่วมด้วย เช่น     การประเมินการควบคุมอาการหอบหืด (ACT score) การตรวจวัดสมรรถภาพปอดจากค่า FEV1 และ PEF เพื่อประเมินการตีบของหลอดลม      ค่าการอักเสบของหลอดลมจากค่า FeNO อีกทั้งยังต้องพิจารณาด้วยว่าต่อมหมวกไตยังสร้างฮอร์โมนตามธรรมชาติได้เพียงพอหรือไม่ ดังนั้นการลดยาจึงควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภายใต้การดูแลของแพทย์แผนปัจจุบัน เพื่อให้ปลอดภัยและลดโอกาสที่อาการจะกลับมากำเริบซ้ำ

2.แล้วแพทย์แผนจีนมองภาวะ “หอบหืดชนิดพึ่งสเตียรอยด์” นี้อย่างไร

ถ้ามองในทางแพทย์แผนจีน ผู้ป่วยหอบหืดชนิดพึ่งสเตียรอยด์มักไม่ได้มีปัญหาแค่ที่หลอดลมอย่างเดียว แต่เป็นภาวะที่ร่างกายรากฐานพร่อง แต่แสดงอาการแกร่ง  (本虚标实)  อีกทั้งยังมักมีทั้งอาการร้อนและเย็นปนกัน (寒热错杂) รวมถึงมีเสมหะ (痰) และเลือดคั่ง (瘀) ร่วมด้วย      

พื้นฐานของโรคมักเกี่ยวข้องกับปอด ม้าม และไตที่อ่อนแอ โดยเฉพาะ “ไต” ซึ่งแพทย์แผนจีนมองว่าเป็นรากฐานสำคัญของการหายใจ เมื่อใช้สเตียรอยด์ต่อเนื่องนาน ๆ แพทย์แผนจีนมองว่าเหมือนร่างกายได้รับแรงกระตุ้นจากยาที่มีฤทธิ์ร้อนอยู่ตลอด จึงอาจทำให้เริ่มมีอาการร้อนใน เช่น ปากแห้ง คอแห้ง หน้าแดง กระหายน้ำ นอนหลับไม่ค่อยสนิท หรือหลับยาก นานวันเข้า สารน้ำและชี่ของร่างกายจะค่อย ๆ พร่องลง เสมหะจึงเหนียวข้นขึ้น เสมหะเหลืองข้น คั่งอยู่ในปอด และกีดขวางทางเดินหายใจ ทำให้หอบ แน่นหน้าอก หรือมีเสียงหวีดมากขึ้น 

ขณะเดียวกัน เมื่อร่างกายเสียสมดุลเป็นระยะเวลานาน ๆ การไหลเวียนของเลือดจึงติดขัด เกิดภาวะเลือดคั่ง จนส่งผล     ให้เสมหะคั่งค้างมากขึ้น อาการหอบกำเริบบ่อยขึ้น การควบคุมโรคจึงยากกว่าเดิม 

ในผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย รากฐานของปัญหามัก     อยู่ที่ภาวะไตพร่อง โดยเฉพาะไตหยางพร่อง ส่งผลให้เหนื่อยง่าย หอบง่าย หายใจไม่สุด หนาวง่าย ปัสสาวะบ่อย และไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ จึงทำให้โรคมีแนวโน้มเป็นๆ หายๆ และเรื้อรังได้ง่าย     

3. ประสานการดูแลร่วมกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย

การดูแลผู้ป่วยหอบหืดชนิดพึ่งสเตียรอยด์ ร่วมด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน มักแบ่งเป็น 3 ช่วงหลัก เพื่อช่วยให้ร่างกายค่อย ๆ ปรับตัวและควบคุมอาการได้ดีขึ้น 

① ช่วงแรกคือระยะที่ยังต้องใช้สเตียรอยด์ต่อเนื่อง ผู้ป่วยมักมีอาการอินพร่อง ร้อนในร่วมกับเสมหะเหนียวข้น      เสมหะขับยาก ปากแห้ง คอแห้ง หรือหน้าแดง ระยะนี้แพทย์แผนจีนใช่วิธีบำรุงอินของปอด ลดความร้อนภายใน ละลายเสมหะ บรรเทาอาการหอบ และค่อย ๆ ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัว ตำรับยาที่เลือกใช้ เช่น จือไป๋ตี้หวงหวาน (知柏地黄丸)

② ช่วงที่สองคือระยะเริ่มลดยา ซึ่งต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะอาการควบคุมได้ยาก เมื่อฤทธิ์ของยาที่เคยกดอาการไว้ค่อย ๆ ลดลง ความอ่อนแอที่ซ่อนอยู่ภายในก็จะเริ่มแสดงชัดขึ้น โดยภาวะร้อนพร่องยังคงค้างอยู่ในปอด ขณะเดียวกันภาวะพร่องของร่างกายก็เด่นขึ้นมากกว่าเดิม จึงเกิดลักษณะที่ทั้งเย็นและร้อนปะปนกัน พร้อมกับมีภาวะที่     อินและหยางอ่อนแอร่วมกัน ผู้ป่วยบางรายจึงอาจมีอาการทั้งสองด้านพร้อมกัน เช่น ปากแห้ง มือเท้าร้อน แต่กลับกลัวหนาว ท้องเสียง่าย หรือมีเสมหะใส ระยะนี้จึงต้องค่อย ๆ ประคองให้ร่างกายกลับมาสมดุล ดูแลทั้งด้านเย็นและร้อนไปพร้อมกัน ช่วยฟื้นกำลังของร่างกาย ละลายเสมหะ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดลม และบรรเทาอาการหอบ โดยตำรับยาที่อาจเลือกใช้ตามความเหมาะสม เช่น อูเหมยหวาน (乌梅丸)

③ ช่วงสุดท้ายคือหลังลดสเตียรอยด์ลงได้มาก หรือหยุดยาได้แล้ว อาการร้อนในมักค่อย ๆ ลดลง แต่อาการอ่อนแอของร่างกายจะเริ่มเห็นชัดขึ้น โดยเฉพาะอาการเย็นพร่อง เช่น หอบกำเริบเมื่อเวลาออกแรง เหนื่อยง่าย หนาวง่าย ปวดเมื่อยเอว เข่าอ่อน เหงื่อออกง่าย หรือปัสสาวะบ่อย ระยะนี้แพทย์แผนจีนจะเน้นฟื้นกำลังพื้นฐานของร่างกาย ช่วยบำรุงไตหยาง บำรุงชี่และเลือด ละลายเสมหะ และป้องกันไม่ให้อาการกลับมากำเริบซ้ำ เป้าหมายสำคัญคือช่วยให้ผู้ป่วยหายใจได้ดีขึ้น ควบคุมอาการได้มั่นคงขึ้น และลดโอกาสกลับไปพึ่งสเตียรอยด์อีกในระยะยาว ตำรับยาที่เลือกใช้ เช่น จินคุ่ยเสิ้นชี่หวาน (金匮肾气丸)

ในผู้ป่วยหอบหืดชนิดพึ่งสเตียรอยด์ การดูแลรักษาควรมองแบบต่อเนื่องและรอบด้าน โดยแพทย์แผนปัจจุบันยังมีบทบาทสำคัญในการประเมินความรุนแรงของโรค ติดตามการอักเสบของหลอดลม ตรวจสมรรถภาพปอด และวางแผนการใช้หรือลดยาสเตียรอยด์อย่างปลอดภัย ขณะเดียวกัน การใช้ยาจีนร่วมอย่างเหมาะสมภายใต้การดูแลของแพทย์แผนจีน ก็อาจช่วยประคองอาการ ลดโอกาสกำเริบ ช่วยให้ร่างกายปรับตัวได้ดีขึ้นในช่วงใช้ยาและช่วงลดยา รวมถึงช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นในบางรายอย่างไรก็ตาม ทั้งสองแนวทางไม่ควรมองว่าใช้แทนกัน แต่ควรทำงานเสริมกัน โดยอาศัยการประเมินโรคอย่างเป็นระบบ ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และเลือกวิธีรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละคน เพื่อช่วยให้คุมโรค     ลดภาวะแทรกซ้อน และปลอดภัยมากขึ้นในระยะยาว

เอกสารอ้างอิง

[1] Lee JH, Kim HJ, Park CS, Park SY, Park SY, Lee H, et al. Clinical characteristics and disease burden of severe asthma according to oral corticosteroid dependence: real-world assessment from the Korean Severe Asthma [2] Registry (KoSAR). Allergy Asthma Immunol Res. 2022;14(4):412-423. doi:10.4168/aair.2022.14.4.412. 
[3] Calzetta L, Aiello M, Frizzelli A, Bertorelli G, Rogliani P, Chetta A. Oral corticosteroids dependence and biologic drugs in severe asthma: myths or facts? A systematic review of real-world evidence. Int J Mol Sci. 2021;22(13):7132. doi:10.3390/ijms22137132. 
[4] Pérez de Llano LA, García Rivero JL, Pallares A, Mengual N, Golpe R. Cortico-dependent asthma: our clinical experience. Arch Bronconeumol. 2015;51(12):660-661.
[5] Yang S, Wu WP, Cui HS. Discussion on the pathogenesis and syndrome differentiation treatment of steroid-dependent asthma in traditional Chinese medicine. Xin Zhongyi. 2004;36(12):5-6. doi:10.13457/j.cnki.jncm.2004.12.002. [in Chinese].
[6] Project Group for the Traditional Chinese Medicine Diagnosis and Treatment Guideline of Steroid-Dependent Asthma, China Association of Chinese Medicine. Traditional Chinese medicine diagnosis and treatment guideline for steroid-dependent asthma (2023). Journal of Traditional Chinese Medicine. 2024;65(8):870-876. doi:10.13288/j.11-2166/r.2024.08.017. [in Chinese].

______________________________________________

บทความโดย
แพทย์จีน ปัณณวิชญ์ โสภณธิติพันธุ์ (หมอจีน หลี่ จิน เสียง)
李金祥 中医师
TCM. Dr. Punnavitch Sopondhitipun (Li Jin Xiang)
เลขที่ใบประกอบโรคศิลปะ พจ.2407
แผนกอายุรกรรมระบบทางเดินหายใจ
คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้