อาหารเป็นยา สำหรับผู้สูงวัย

最終更新: 2021-10-01  |  8464 ビューアー  | 

อาหารเป็นยา สำหรับผู้สูงวัย

วัยผู้สูงอายุป็นวัยที่ร่างกายมีการเสื่อมถอยในทางร่างกายหลายด้าน เช่น ระบบการย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย ระบบประสาทและสมอง ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ เป็นต้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ อารมณ์ สังคม และเศรษฐกิจ

ในมุมมองทางการแพทย์แผนจีน วัยผู้สูงอายุเป็นวัยที่ไต ซึ่งเป็นรากฐานของชีวิตทำงานถดถอยลง ส่งผลกระทบต่อการเก็บกัก “สารจิง” ซึ่งเป็นสารจำเป็นของร่างกาย เมื่อสารจิงลดลง ร่างกายเสื่อมถอยลง ทำให้เกิดการชราภาพเร็วขึ้น ไม่เพียงแต่ไตเท่านั้นที่ทำงานถดถอยลง ปอดและม้ามซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ได้รับมาภายหลังเริ่มทำงานถดถอย ส่งผลให้ระบบการย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย เป็นต้น ทำงานผิดปกติ

บรรดาอาหารที่พบในชีวิตประจำวัน มีอาหารบางชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย การที่เรารับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็เหมือนกับเรารับประทานยาที่มาจากธรรมชาติ ดังคำกล่าวของ ฮิปโปเครติส บิดาทางการแพทย์ของชาวกรีกที่ว่า “จงใช้อาหารเป็นยารักษาโรค” ผู้เขียนจะมาแนะนำอาหาร 5 ชนิด ที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อผู้สูงวัย

"ขิงสด"
ลักษณะยา : รสเผ็ด ฤทธิ์อุ่น เข้าสู่เส้นลมปราณปอด ม้ามและกระเพาะอาหาร
สรรพคุณทางการแพทย์แผนจีน
- ขับเหงื่อกระจายความเย็น รักษาอาการหวัดที่มีสาเหตุมาจากความเย็น
- ให้ความอบอุ่นแก่กระเพาะอาหาร รักษาอาการคลื่นไส้อาเจียนจากภาวะที่กระเพาะมีความเย็นสูง
- ให้ความอบอุ่นแก่ปอด ระงับอาการไอที่มีสาเหตุมาจากความเย็น

สรรพคุณอื่นๆ
ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
ขิงมีสารที่มีคุณสมบัติกระตุ้นการทำงานของอินซูลินในร่างกาย ช่วยเพิ่มอัตราการนำน้ำตาลในร่างกายไปใช้ได้มากขึ้น จึงมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ผู้บริโภคควรที่จะปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานขิงร่วมกับยา เพราะขิงอาจทำปฏิกิริยากับยาที่ใช้รักษาได้ และควรติดตามผลระดับน้ำตาลอย่างใกล้ชิด

ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพของออสเตรเลีย Kathleen McFarlane ค้นพบว่า ผู้หญิงที่มีอายุในช่วง 50-60 ปี ที่รับประทานขิงเป็นประจำมีประสิทธิภาพของสมองดีขึ้นเนื่องจากขิงมีส่วนช่วยให้ระบบการป้องกันเซลล์ประสาท (Neuroprotective function) ทำงานดีขึ้น

ลดอาการจุกเสียด
ขิงมีน้ำมันหอมระเหยคือ เมนทอล (Menthol) และซีนีออล (Cineole) ซึ่งสามารถกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อระบบทางเดินอาหารให้บีบตัวมากขึ้น จึงเกิดการขับลมออกมา ลดอาการจุกเสียด

ลดอาการปวดศีรษะ
ขิงสามารถใช้รักษาอาการปวดศีรษะได้ ทั้งชนิดปวดแบบสองข้าง และข้างเดียวหรือไมเกรน สารเคมีที่อยู่ในขิงจะสามารถปรับสารไอโคซานอยด์ (eicosanoid) ทำให้อาการปวดศีรษะบรรเทาลง

วิธีการรับประทาน
- สามารถรับประทานได้ในอาหารทั่วไปเช่น ไก่ผัดขิง ปลานึ่ง เป็นต้น
- นำขิงสดหั่น 5-6 แว่นใส่ลงในน้ำต้มเดือด ปิดฝา 15-20 นาที ดื่มเป็นชาจิบระหว่างวัน

ข้อห้ามใช้ ข้อควรระวังและอาการข้างเคียง
- ขิงสดไม่เหมาะกับผู้ที่มีกลุ่มอาการร้อนและอินพร่อง
- หากมีการใช้ยาละลายลิ่มเลือด ควรระมัดระวังการรับประทานขิงเนื่องจากขิงสามารถยับยั้งการแข็งตัวของเลือดได้

"งาดำ"



ลักษณะยา : รสหวาน ฤทธิ์กลาง เข้าสู่เส้นลมปราณตับ ไตและลำไส้ใหญ่
สรรพคุณทางการแพทย์แผนจีน
- บำรุงตับและไต รักษากลุ่มอาการจิงและเลือดพร่อง เวียนศีรษะ ตาพร่ามัว
- ให้ความชุ่มชื้นแก่ลำไส้ รักษาอาการท้องผูกจากลำไส้ขาดความชุ่มชื้น

สรรพคุณอื่นๆ
ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
งาดำอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 และกรดไขมันโอเมก้า 6 ที่มีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด สามารถช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดแข็งตัวหรือโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและโรคหัวใจได้ดี

บำรุงผิวและผม
งาดำอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระทั้งวิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซีและวิตามินอี ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว งาดำยังมีส่วนช่วยสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวเปล่งปลั่งสดใส ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย

เพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมัน
งาดำมีส่วนช่วยในการเผาผลาญและสลายไขมันโดยงาดำจะช่วยให้ไขมันแตกตัวได้ดีขึ้น ส่งผลให้ไขมันถูกย่อยสลายเร็วขึ้น ทำให้ไขมันสะสมลดลง

บำรุงระบบประสาทและสมอง
งาดำช่วยบำรุงระบบประสาทและสมองโดยช่วยฟื้นฟูเซลล์ประสาทรวม ช่วยป้องกันและฟื้นฟูโรคเกี่ยวกับระบบประสาทและสมอง เช่น เส้นเลือดอุดตันในสมอง เส้นเลือดแตก ช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์ในระบบประสาท ป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์

บำรุงเลือด
งาดำอุดมด้วยธาตุเหล็ก ช่วยบำรุงเลือด ลดความดันโลหิต ขยายหลอดเลือด และป้องกันเกล็ดเลือดที่จะเกาะตัวกันเป็นลิ่ม

กระตุ้นระบบขับถ่าย
งาดำมีเส้นใยอาหารสูง ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย บรรเทาอาการของโรคริดสีดวงทวารและป้องกันโรคท้องผูก

ลดผมหงอก ผมร่วง
งาดำอุดมไปด้วยไขมันดีคือ กรดไขมันไลโนเลอิก ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยทำให้ผมดกดำเงางาม ลดการหลุดร่วงของเส้นผมและป้องกันผมหงอก

ป้องกันโรคกระดูกพรุน
จากการวิจัยค้นพบว่างาดำมีสารเซซามิน ซึ่งช่วยในการยับยั้งการพัฒนาเซลล์ต้นกำเนิดของเซลล์สลายกระดูกที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคข้อเสื่อม โรคกระดูกพรุนได้ และเซซามินยังช่วยทำให้แคลเซียมประสานกับกระดูกเพิ่มมากขึ้น

วิธีการรับประทาน
- นำงาดำใส่ในอาหารเช่น ใส่ในขนมปัง โรยในจานข้าว
- รับประทานงาดำเปล่าๆโดยเคี้ยวให้ละเอียด ให้เม็ดงาแตกออกเพื่อให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารจากงาดำได้ดี

ข้อห้ามใช้ ข้อควรระวังและอาการข้างเคียง
- ไม่ควรรับประทานเกินวันละ 15 กรัมหรือ 1 ช้อนโต๊ะ
-  ผู้ที่มีปัญหาเรื่องการขับทองแดงไม่ควรรับประทาน (โรค Wilson's disease หรือภาวะทองแดงคั่งในร่างกาย เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เกิดจากระบบการทำงานของตับไม่สามารถกำจัดแร่ธาตุทองแดงส่วนเกินออกไปได้ ทำให้เกิดการสะสมของแร่ธาตุทองแดงเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ตับทำงานผิดปกติ เป็นโรคตับแข็ง หรือมีปัญหาด้านระบบประสาทและความผิดปกติที่ดวงตา ตัวอย่างอาการเช่น ตัวเหลือง ตับโต ม้ามโต ตามมาด้วยอาการทางระบบประสาท เคลื่อนไหวผิดปกติ กลืนลำบาก)


"เก๋ากี้"


ลักษณะยา : รสหวาน ฤทธิ์กลาง เข้าสู่เส้นลมปราณตับและไต
สรรพคุณทางการแพทย์แผนจีน
- บำรุงหล่อเลี้ยงตับและไต
- บำรุงสายตาและสารจิง รักษากลุ่มอาการอินของตับและไตพร่อง ปวดเมื่อยเอวและสีข้าง เวียนศีรษะ หูมีเสียง แก่ก่อนวัยอันควร เป็นต้น

สรรพคุณอื่นๆ
บำรุงสายตา
เก๋ากี้มีสารซิแซนทิน(Zeaxanthin) ที่สามารถช่วยบำรุงสายตา ป้องกันแสงสีน้ำเงินที่ทำลายดวงตา ช่วยผู้มีอาการ ต้อลม ตาพร่า ตามัว ให้คืนสู่สภาพปกติ

ชะลอวัย
เก๋ากี้มีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระดังกล่าวช่วยยับยั้งการเสื่อมสภาพของเซลล์จากควันพิษ ควันบุหรี่ หรือสารก่อมะเร็ง จึงทำให้ผิวพรรณดูอ่อนเยาว์

รักษาระดับน้ำตาลในเลือด
เก๋ากี้มีสรรพคุณที่เกี่ยวข้องกับระดับน้ำตาลในร่างกาย ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด เพิ่มความทนทานต่อน้ำตาล ลดภาวะดื้อต่ออินซูลิน บำรุงและเสริมสร้างเซลล์ที่ช่วยในการสร้างอินซูลิน ผู้บริโภคควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มรับประทานเก๋ากี้โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ

เพิ่มระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน
เก๋ากี้ถูกใช้เป็นเพื่อเป็นยาในการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศมาอย่างยาวนานตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน โดยจากการศึกษาค้นพบว่าเก๋ากี้สามารถเพิ่มปริมาณอสุจิ ทำให้อสุจิเคลื่อนไหวได้ดียิ่งขึ่น เพิ่มระดับเทสโทสเตอโรน เพิ่มสมรรถภาพทางเพศและลดระยะเวลาการหลั่ง

เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ต้านทานหวัด
เก๋ากี้อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญเช่น วิตามินบี1 บี2 บี6 และวิตามินอี มีวิตามินซี สังกะสีเหล็ก ทองแดง แคลเซียม เจอมันเนียม เซเรเนียมและฟอสฟอรัส และสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก ส่งผลทำให้ร่างกายมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น และยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรงต้านทานการเป็นหวัดได้

วิธีการรับประทาน
- ใส่เก๋ากี้ 1 ช้อนโต๊ะ ในแก้ว เติมน้ำร้อน แช่ไว้ 10-15 นาที แล้วดื่มน้ำ ทานเนื้อเก๋ากี้ด้วย รับประทานก่อนอาหาร 30 นาที ช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานและสารอาหาร อิ่มท้อง ดื่มได้ทั้ง 3 มื้อ แต่มื้อที่ควรดื่มที่สุดคือ ในตอนเช้าก่อนอาหาร เพราะดูดซึมได้ดี และช่วยให้รู้สึกสดชื่น ไม่โหยในระหว่างวัน

- ประกอบอาหารเช่น ซุป เป็นต้น

ข้อห้ามใช้ ข้อควรระวังและอาการข้างเคียง
- ไม่เหมาะกับผู้ที่กำลังจะรับการผ่าตัด หรือ ทำทันตกรรม เนื่องจากมีผลทำให้เลือดแข็งตัวช้าลงส่งผลให้เลือดหยุดไหลช้า

-  ผู้ที่ใช้ยับยั้งการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาวาร์ฟารินและผู้ที่เป็นโรคเบาหวานควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

"ลูกเดือย"

ลักษณะยา : รสหวานและจืด ฤทธิ์เย็น เข้าสู่เส้นลมปราณม้าม กระเพาะอาหารและปอด
สรรพคุณทางการแพทย์แผนจีน
- ขับปัสสาวะ ลดบวม สลายความชื้น ช่วยในการขับปัสสาวะ รักษาอาการบวมน้ำบริเวณขา  
- เสริมบำรุงม้าม รักษากลุ่มอาการม้ามพร่อง ถ่ายกระปิดกระปรอย บวมน้ำ ท้องมาน
- บรรเทาอาการปวดข้อ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ตะคริว
- ระบายความร้อน ขับหนอง รักษาโรคปอดอักเสบ ลำไส้อักเสบ ขับหนองและแผลฝีอื่นๆ

สรรพคุณอื่นๆ
ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
ลูกเดือยมีเส้นใยอาหารสูงโดยเส้นใยอาหารจะเข้าไปจับตัวกับคอเลสเตอรอลในลำไส้และยับยั้งการดูดซึมไขมันในร่างกาย ส่งผลให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดลดต่ำลง นอกจากนี้ลูกเดือยยังมีแคลอรี่ต่ำในขณะที่มีเส้นใยอาหารสูง ซึ่งดีต่อการควบคุมน้ำหนักและการลดความอ้วนโดยเส้นใยอาหารจะช่วยทำให้อยู่ท้องและอิ่มนาน

ลดความดันโลหิต
ลูกเดือยประกอบด้วยสารโอลิโกเปปไทด์ (Oligopeptide) ที่มีฤทธิ์ยับยั้งแอนจิโอเทนซิน I-คอนเวอร์ติงเอนไซม์ (Angiotensin-I Converting Enzyme) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดความดันโลหิต

บำรุงกระดูก
ลูกเดือยอุดมไปด้วยแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง แก้ปวดเมื่อยตามข้อกระดูกและร่างกาย บำรุงเส้นเอ็น ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน

แก้ท้องผูก
ลูกเดือยมีเส้นใยอาหารสูง ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายคล่อง ป้องกันลำไส้อักเสบ แก้อาการท้องผูก

วิธีการรับประทาน
- สามารถนำหุงรวมกับข้าว รับประทานเป็นข้าวสวยผสมลูกเดือย
- ต้มลูกเดือยรับประทาน สามารถใส่น้ำตาลเล็กน้อยเพื่อให้ง่ายต่อการรับประทาน

ข้อห้ามใช้ ข้อควรระวังและอาการข้างเคียง
- หญิงตั้งครรภ์หรือหญิงที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานลูกเดือย (เนื่องจากมีการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าลูกเดือยอาจเป็นพิษต่อตัวอ่อนในครรภ์ เป็นเหตุให้มดลูกบีบตัว และเป็นอันตรายต่อการตั้งครรภ์ได้ รวมถึงยังไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยหากรับประทานลูกเดือยในช่วงที่ให้นมบุตร)

- ผู้ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด ควรหยุดรับประทานลูกเดือยอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัด เพราะลูกเดือยอาจรบกวนการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดทั้งในระหว่างและหลังการผ่าตัด

- ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ควรระมัดระวังในการรับประทานลูกเดือย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด เช่น อินซูลิน ไกลพิไซด์ ไกลเบนคาไมด์ ไพโอกลิตาโซน เป็นต้น เนื่องจากลูกเดือยอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลงมากเกินไป ดังนั้น ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานลูกเดือย เพราะอาจต้องปรับปริมาณยาและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างใกล้ชิด

"พุทราจีน"

ลักษณะยา : รสหวาน ฤทธิ์อุ่น เข้าสู่เส้นลมปราณม้าม กระเพาะอาหารและหัวใจ
สรรพคุณทางการแพทย์แผนจีน
- เสริมพลังชี่
- บำรุงม้ามและกระเพาะอาหาร รักษากลุ่มอาการม้ามพร่อง เช่น เบื่ออาหาร ถ่ายเหลว อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เป็นต้น
- บำรุงเลือด
- สงบประสาท รักษากลุ่มอาการเลือดพร่อง ซีดเซียว สตรีที่มีอาการของระบบประสาท กระวนกระวาย

สรรพคุณอื่นๆ
บำรุงโลหิต
เนื้อพุทราจีน มีแร่ธาตุโพแทสเซียม ช่วยลดความดันโลหิต ช่วยรักษาสมดุลความดันเลือด มีธาตุฟอสฟอรัสและธาตุเหล็ก ช่วยในการไหลเวียนเลือด ป้องกันการเกิดโรคโลหิตจาง

ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
ลดระดับคอลเรสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และไขมัน LDL ในเลือด ช่วยป้องกันหลอดเลือดหัวใจอุดตัน และป้องกันการเกิดเส้นเลือดในสมองตีบ

บำรุงกระดูก
พุทราจีนมีแคลเซียมที่ช่วยในการรักษาสมดุลความหนาแน่นของมวลกระดูก ลดการอักเสบบริเวณข้อและลดอาการบวม

แก้ท้องผูก
พุทราจีนอุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร ช่วยทำให้การขับถ่ายง่ายขึ้น ลดการเกิดท้องผูก ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญในการเกิดริดสีดวงทวาร สารในเนื้อพุทรายังช่วยส่งเสริมการสร้างเยื่อบุในกระเพาะอาหารและลำไส้ ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดแผลในทางเดินอาหารจากเชื้อแบคทีเรีย

ส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับ
เมล็ดพุทราจีนมีสารออกฤทธิ์ที่ระบบประสาทและสมอง ช่วยกระตุ้นให้เกิดการทำงานของกาบา (GABA) ที่เป็นสารสื่อประสาทและฮอร์โมนเซโรโทนิน (Serotonin) ช่วยรักษาสมดุลของระบบประสาท ลดความเครียด ทำให้ร่างกายสงบลง รู้สึกผ่อนคลาย ช่วยส่งเสริมคุณภาพการนอน ทำให้หลับสนิทและหลับลึก ป้องกันการเกิดโรคลมชัก โรคอัลไซเมอร์ เพิ่มทักษะการเรียนรู้และช่วยเพิ่มความจำ

วิธีการรับประทาน
- นำพุทราจีนแห้งฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ แช่ไว้ในน้ำเดือด ดื่มเป็นชาจิบได้ระหว่างวัน
- รับประทานสดวันละ 1-2 ลูก

ข้อห้ามใช้ ข้อควรระวังและอาการข้างเคียง
-  พุทราจีนแห้งมีน้ำตาลสูง ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานควรรับประทานแต่น้อย
-  น้ำตาลอาจทำให้ฟันผุได้ นอกจากนี้ผู้ที่มีอาการของโรคลำไส้และฟันผุควรหลีกเลี่ยง
- ไม่ควรรับประทานเกิน 20 ลูกต่อวัน เนื่องจากอาจทำให้ท้องผูก
-  การรับประทานพุทราจีนแบบสด ควรเคี้ยวให้ละเอียดก่อนทุกครั้ง เพราะเนื้อพุทราจีนมีเส้นใยอาหารเป็นจำนวนมาก อาจทำให้ท้องอืดได้

อาหารทั้ง 5 ชนิด ล้วนแต่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อผู้สูงวัย การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่เหมาะสมสามารถช่วยบรรเทาอาการที่ผู้สูงอายุพบได้บ่อย เช่น การขับถ่ายลำบาก กระดูกไม่แข็งแรง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดสูง ระบบย่อยอาหารทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ เป็นต้น และสามารถลดการบริโภคยา ปรับสมดุลของร่างกาย ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ

แพทย์จีน ฉันทัช เฉิน (พจ. 1312)
แผนกกระดูกและทุยหนา
คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว


เอกสารอ้างอิง
1. กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข.  คู่มือการใช้สมุนไพรไทย-จีน.  กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกิจการโรงพิมพ์องค์การทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์, 2551.

2. บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด.  มหัศจรรย์สมุนไพรจีน.  กรุงเทพมหานคร : บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด มหาชน, 2550.

3. ลัดดาวัลย์ บุญรัตนกรกิจ.  สมุนไพรน่าใช้.  กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ แท่นทองปริ้นติ้งเซอร์วิส, 2535.

4. GaoXueMin.   Zhongyaoxue gongzhongyiyaoleizhuanyeyong.  Beijing : China Traditional Chinese Medicine Publishing House, 2545.





This website uses cookies to optimize the performance and the experience of users. This website uses cookies to optimize the performance and the experience of users.