ประวัติคลินิกการประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว

 
คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว
หรือ "คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว"
เดิมใช้ชื่อว่า “คลินิกหัวเฉียวไทย-จีน แพทย์แผนไทย”

 
  


ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2538 โดยความตั้งใจที่ดีของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งในความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข
เพื่อรวบรวมองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนจีนมาใช้เพื่อการรักษา ป้องกัน ส่งเสริม และฟื้นฟูสภาพร่างกายของผู้ป่วย
อันนำไปสู่ความร่วมมือในระดับประเทศกับสถาบันการศึกษาชั้นนำของสาธารณรัฐประชาชนจีน
ที่มาร่วมกันพัฒนาระบบการให้บริการรักษาโรคด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีนที่ได้มาตรฐานในระดับสากลให้แก่คลินิก
และเป็นการแพทย์ทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ เป็นที่รู้จักและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนชาวไทย

  

ในช่วงปี พ.ศ. 2538 – 2542

 


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งมีบทบาทสำคัญอย่างหนึ่ง คือ บทบาทด้านการรักษาพยาบาลและฟื้นฟูสมรรถภาพ จึงได้เริ่มกิจกรรมรักษาพยาบาล
แก่ประชาชนในกรุงเทพฯ และเล็งเห็นว่าการแพทย์แผนจีนเป็นศาสตร์ที่มีรากฐานที่แข็งแกร่ง มีประวัติความเป็นมายาวนานหลายพันปี
และได้เข้ามาร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์แผนไทยในการดูแลสุขภาพของคนไทย เพื่อสนองนโยบายในการพัฒนา
ระบบบริการให้การรักษาพยาบาลแก่ประชาชนด้วยการแพทย์ทางเลือกของกระทรวงสาธารณสุข

ดังนั้น มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งจึงได้จัดตั้ง “สถานพยาบาลหัวเฉียวแผนโบราณ” ซึ่งปัจจุบันใช้ชื่อว่า “คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว”
เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2538 โดยมีนายสุษิร สุรัตนกวีกุล เป็นผู้อำนวยการคนแรก ในขณะนั้นมีแพทย์จีนประจำ 7 คน และเจ้าหน้าที่ 5 คน

 

ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 สถานพยาบาลหัวเฉียวฯ ได้เปิดให้บริการรักษาด้วยการฝังเข็ม ซึ่งเป็นการรักษารูปแบบใหม่ในขณะนั้น
ทำให้ผู้มาใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง สถานพยาบาลหัวเฉียวฯ จึงได้เพิ่มจำนวนเตียงเพื่อรักษาผู้ป่วย มีห้องฝังเข็มขนาด 30 เตียง
และห้องทุยหนา 2 ห้อง และได้เริ่มมีห้องยาจีน เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2539 โดยมีชนิดของสมุนไพรที่ใช้บ่อยประมาณ 200 ชนิด
มีห่อยาประมาณ 80 – 90 ห่อต่อวัน และค่อยๆ เพิ่มเป็น 200 ห่อต่อวัน


วันที่ 29 พฤษภาคม 2540 ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกระทรวงสาธารณสุขไทยและจีน ณ กรุงปักกิ่ง
สาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้บันทึกความเข้าใจดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมการแพทย์
ได้จัดให้มีการอบรมหลักสูตร “การฝังเข็ม รมยา 3 เดือน” ให้กับแพทย์แผนปัจจุบันเป็นรุ่นแรก ระหว่างวันที่ 27 เมษายน – 24 กรกฎาคม 2541
โดยมี รศ.พจ.เฉิงจื่อเฉิง (程子成) ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝังเข็มจากโรงพยาบาลหลงหัว มหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเซี่ยงไฮ้
ซึ่งเป็นแพทย์จีนประจำ ณ สถานพยาบาลหัวเฉียวฯ ได้ให้เกียรติมาเป็นวิทยากรและจัดทำหลักสูตร
นับเป็นอาจารย์แพทย์จีนท่านแรกที่ได้วางรากฐานการฝังเข็มให้กับแพทย์แผนปัจจุบันในประเทศไทย สถานพยาบาลหัวเฉียวฯ ในขณะนั้น
ให้ความร่วมมือแก่กระทรวงสาธารณสุขในทุกกิจกรรมที่เป็นการสนับสนุนและพัฒนาศาสตร์การแพทย์แผนจีนในประเทศไทย
อาทิ การจัดการอบรม การประชุมวิชาการ และการจัดนิทรรศการด้านการแพทย์แผนจีน

คณะแพทย์จีนและเจ้าหน้าที่
ผู้ให้บริการในระยะแรก
การเปิดให้บริการฝังเข็มในปี
พ.ศ. 2539
ห้องยาจีนที่เปิดให้บริการในระยะแรก
ร่วมงานนิทรรศการการ
แพทย์แผนจีนปี พ.ศ. 2539

ในช่วงปี พ.ศ. 2543 – 2548

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเห็นความสำคัญของการแพทย์แผนจีนว่าเป็นประโยชน์ในการดูแลสุขภาพแบบผสมผสานวิธีหนึ่งของชุมชนในยุคปัจจุบัน
และเห็นว่าสถานพยาบาลหัวเฉียวแผนโบราณมีความคับแคบ ไม่สามารถรองรับผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จึงได้จัดสร้างอาคารศูนย์การแพทย์ไทย-จีนขึ้น เนื่องในวาระที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งครบรอบ 90 ปี และวาระครบรอบ 25 ปี
แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน เป็นอาคาร 8 ชั้น ทรงสถาปัตยกรรมแบบจีนประยุกต์ในบริเวณถนนกรุงเกษม
มีเนื้อที่ใช้สอย 4,900 ตารางเมตร เพื่อให้การรักษาผู้ป่วย การวิจัย และเป็นฐานการเรียนการสอนด้านการแพทย์แผนจีน

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จมาทรงเปิดอาคารศูนย์การแพทย์ไทย-จีน วันที่ 7 มกราคม 2548
พิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารศูนย์การแพทย์ไทย-จีน วันที่ 1 กรกฎาคม 2543

 
อาคารแพทย์จีนหลังใหม่เป็นอาคารเอนกประสงค์ มีห้องตรวจวินิจฉัยโรคและห้องรักษาโรค ห้องยา ห้องฝึกอบรม ห้องประชุม เป็นต้น
มีการจัดการใช้ระบบสารสนเทศ ตั้งแต่การบันทึกประวัติผู้ป่วยจนถึงการสั่งยา และชำระเงิน

โดยให้บริการการรักษาได้แก่ แผนกฝังเข็ม แผนกอายุรกรรมทั่วไป แผนกนรีเวช-บุรุษเวช
แผนกผิวหนังและความงาม แผนกกระดูกและทุยหนา แผนกหย่างเซิง และงานบริการด้านเภสัชกรรมสมุนไพรจีน

ห้องหัตถการฝังเข็ม
ห้องหัตถการทุยหนาและอบสมุนไพร
บริเวณชั้น 1 ทางเข้าด้านหน้าห้องจ่ายเงินและรอรับยา
ห้องประชุมคณะกรรมการบริหาร ชั้น 6
ห้องประชุม ชั้น 8
ห้องจัดยาฝ่ายเภสัชกรรม

ในช่วงปี พ.ศ. 2549 – 2559

คลินิกหัวเฉียวไทย-จีน แพทย์แผนไทย ภายใต้การนำของผู้อำนวยการ นายสุษิร  สุรัตนกวีกุล
ได้เปิดให้บริการรักษาประชาชนโดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม โดยไม่แบ่งชนชั้น เชื้อชาติ ศาสนา
ได้ดำเนินการพัฒนางานของคลินิกอย่างต่อเนื่อง และเป็นต้นแบบของสถานพยาบาลที่ให้บริการการแพทย์แผนจีนครบวงจร 

 
ต่อมาในปี พ.ศ. 2549 นายอัมพร  เอี่ยมสุรีย์ ได้เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการคลินิกสืบต่อจากนายสุษิร สุรัตนกวีกุล
โดยเริ่มแต่งตั้งพนักงานบัญชี 1 คน เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2549 เป็นผู้รับผิดชอบบันทึกรายการรับและจ่าย จัดซื้อ
ตรวจรับยา ตรวจสอบค่าล่วงเวลา ส่งให้พนักงานโรงพยาบาลหัวเฉียวเป็นผู้บันทึกบัญชีและทำเช็คจ่ายเจ้าหนี้



ในปี พ.ศ. 2551 คลินิกหัวเฉียวไทย-จีน แพทย์แผนไทย รับโอนการบันทึกบัญชีจากโรงพยาบาลหัวเฉียวมาทำเองทั้งระบบ
โดยเริ่มใช้โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป “GL” มาบันทึกบัญชีและจัดทำงบการเงิน และได้มีการพัฒนาห้องยาจีนอย่างต่อเนื่อง
เป็นผลให้การใช้ยาสมุนไพรจีนมีการเติบโตอย่างชัดเจน ทำให้ต้องปรับโครงสร้างการบริหารให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ในขณะนั้น
โดยตั้งเป็นฝ่ายเภสัชกรรม มีการแบ่งหน้าที่บุคลากรในฝ่ายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น แบ่งเป็น 4 แผนก
ได้แก่ แผนกจัดยา แผนกต้มยา แผนกคลังยา และแผนกคิดราคายา


ต่อมา นายอร่าม  เอี่ยมสุรีย์ ได้รับการแต่งตั้งจากประธานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเป็นผู้อำนวยการคลินิกหัวเฉียวไทย-จีน แพทย์แผนไทย
เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2552 ซึ่งเป็นช่วงที่คลินิกมีการดำเนินงานที่ค่อนข้างมั่นคง มีจำนวนผู้ป่วยที่สนใจใช้การแพทย์แผนจีน
เป็นทางเลือกในการรักษาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 - 2559 นับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญยิ่ง
สำหรับคลินิกหัวเฉียวไทย-จีน แพทย์แผนไทย ท่านมีวิสัยทัศน์ยาวไกล ได้กำหนดทิศทางและใช้การบริหารจัดการระบบคุณภาพ
เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันการพัฒนาระบบงานต่างๆของคลินิกให้มีประสิทธิ ภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น ในด้านการบัญชีและการเงิน
ได้เริ่มมีผู้จัดการฝ่ายการบัญชีและการเงิน ในปี พ.ศ. 2552 มีการเปลี่ยนโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปจาก “GL” เป็น “Express”
และเริ่มใช้โปรแกรม “HC Hospital” ในการบริหารคลังยา ได้แก่ การบันทึกค่ารักษาพยาบาล ค่ายา และเวชภัณฑ์ต่างๆ ในด้านการแพทย์


ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 – 2559 คลินิกได้จัดทำแผนพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์อย่างมีทิศทางและต่อเนื่อง
เพื่อการพึ่งตนเองด้านบริการการแพทย์แผนจีนขององค์กรในอนาคต โดยคลินิกได้จัดส่งแพทย์จีนรุ่นใหม่ที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี
ทั้งในและต่างประเทศที่ได้รับการบรรจุเข้าทำงานที่คลินิก ไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก รวมทั้งไปรับการฝึกอบรมระยะสั้น
ในหลักสูตรเฉพาะทางตามความต้องการของคลินิก ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อทดแทนแพทย์จีนผู้เชี่ยวชาญอาวุโสที่เชิญมาจากมหาวิทยาลัย
ชั้นนำของจีน และทยอยกลับภูมิลำเนาตามวาระ


ในด้านการพยาบาล ได้พัฒนาระบบบริหารจัดการและควบคุมกำกับดูแลงานด้านการรักษาพยาบาล
และด้านบริการอย่างมีประสิทธิภาพ มีทีมในการดูแลให้การบริการพยาบาลเบื้องต้นและช่วยเหลือผู้ป่วยที่มารับบริการในคลินิก
ให้ปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาการและสิทธิของวิชาชีพ มีการจัดการงานเวชระเบียนให้ครบถ้วนถูกต้องตามระบบและติดตามผู้ป่วยตามระบบนัดหมาย
รวมทั้งดูแลเวชภัณฑ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ และเอกสารต่างๆ ให้มีความเพียงพอและพร้อมใช้งาน 


ในด้านเภสัชกรรม มีการพัฒนางานด้านเภสัชกรรมอย่างต่อเนื่อง  ได้มีการพัฒนาการให้บริการต้มยาให้คนไข้
รวมถึงบริการส่งยาให้ถึงบ้านให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับรูปแบบยานั้นมีความหลากหลายและมีจำนวนชนิดเพิ่มขึ้น
เช่น ยาแคปซูล ยาลูกกลอน ยาพอก ยาครีม ยาแขวนตะกอน รวมถึงการแปรรูปสมุนไพรจีนโดยวิธีเผาจื้อ

 

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 เป็นต้นมา ได้มีการนำยารูปแบบใหม่เข้ามาใช้ในคลินิก คือ “ยาผงเคอรี่” เป็นยาเตรียมที่ได้จากสารสกัดยาจีน
กับสารปรุงแต่งยาที่เหมาะสมซึ่งพกพาง่ายและใช้สะดวก สอดคล้องกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบของสังคมเมืองในปัจจุบัน
  


ในด้านพัฒนาธุรกิจ ได้จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2557 เพื่อเป็นหน่วยงานสนับสนุนและบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานภายในองค์กร
โดยนำข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาศึกษา วิเคราะห์สภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์กร หาจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และความท้าทายใหม่ของคลินิก
และได้มีการจัดทำแผนกลยุทธ์กิจกรรมทางการตลาด กำหนดแนวทางการพัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์หลากหลายรูปแบบตามความเหมาะสม
เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณชน นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่องค์กร



เพื่อให้ประชาชนในส่วนภูมิภาคมีโอกาสเข้าถึงบริการทางการแพทย์แผนจีนได้มากขึ้น ท่านได้จัดตั้งคลินิกหัวเฉียวไทย-จีน แพทย์แผนไทย สาขาโคราช ขึ้น
เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและคลินิกหัวเฉียวไทย-จีน แพทย์แผนไทยที่มีสาขาในส่วนภูมิภาค
ซึ่งที่สาขาโคราช จะเป็นต้นแบบของการขยายคลินิกสาขาไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ ในอนาคต  
 

ดร.สมาน โอภาสวงศ์ ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ สาขาโคราช เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2556
งานครบรอบ 1 ปี พิธีอัญเชิญองค์ไต่ฮงกงมาประดิษฐาน ณ สาขาโคราช เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2558
งานครบรอบ 1 ปี พิธีอัญเชิญองค์ไต่ฮงกงมาประดิษฐาน ณ สาขาโคราช เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2558
Prof. Gao Xiumei รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเทียนจิน และคณะ เดินทางมาประชุมความร่วมมือทางวิชาการ

     นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2558 คลินิกหัวเฉียวไทย-จีน แพทย์แผนไทย ได้จัดงานฉลองครบรอบ 20 ปีของการเปิดให้บริการทางการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย โดยใช้ชื่องานว่า “2 ทศวรรษแห่งความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศด้านการแพทย์แผนจีน” และประเทศไทยได้เข้าสู่ “ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community)” ในปี พ.ศ. 2558 คลินิกจึงได้เตรียมความพร้อมสู่องค์กรที่เป็นเลิศด้านบริการทางการแพทย์แผนจีนให้สอดคล้องกับพันธกิจขององค์กร มีการปรับโครงสร้างและพัฒนาระบบการบริหารงาน เดินหน้าทั้ง 6 ยุทธศาสตร์หลัก คือ

1. ยุทธศาสตร์พัฒนาระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
2. ยุทธศาสตร์พัฒนามาตรฐานการบริการการแพทย์แผนจีน
3. ยุทธศาสตร์พัฒนาบุคลากรให้มีความเป็นเลิศด้านบริการ
4. ยุทธศาสตร์พัฒนาความเข้มแข็งของศูนย์ฝึกอบรม
5. ยุทธศาสตร์พัฒนาองค์กรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง
6. ยุทธศาสตร์เสริมสร้างบทบาทและความรับผิดชอบต่อสังคม

เพื่อให้เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาคุณภาพ และการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในยุคโลกไร้พรมแดน

ปัจจุบันราคายาสมุนไพรจีนในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งคุณภาพไม่สม่ำเสมอ บางครั้งขาดตลาด ซึ่งมีผลกระทบต่อคุณภาพการให้บริการ ดังนั้น นายอร่าม เอี่ยมสุรีย์ผู้อำนวยการคลินิกได้เล็งเห็นถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และมีดำริให้มีแผนนำเข้ายาสมุนไพรจีนที่ใช้บ่อยๆจำนวนมากจากประเทศจีน เพื่อลดต้นทุนยาสมุนไพรจีน ได้ยาสมุนไพรจีนที่มีคุณภาพและมีประสิทธิผลในการรักษาโรค และสามารถรองรับการขยายธุรกิจของคลินิกในอนาคต แต่พื้นที่การจัดเก็บยาสมุนไพรจีนไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ดังนั้นทางคลินิกจึงได้ขอความอนุเคราะห์ที่ดินของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งบริเวณถนนศรีสมาน อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โฉนดเลขที่ ฉ.31133 เลขที่ 26 จำนวนพื้นที่ 4 ไร่ 2 งาน 66.7 ตารางวา เมื่อวันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2558 ได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารคลังยาสมุนไพรจีน การก่อตั้งคลังยาศรีสมาน มีแผนการดำเนินการเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ก่อสร้างคลังยาสมุนไพรจีน ระยะที่ 2 ขยายพื้นที่แปรรูปสมุนไพรจีนที่ได้มาตรฐานสากล ระยะที่ 3 ก่อสร้างอาคาร 6 ชั้น ภายในมีห้องพิพิธภัณฑ์สมุนไพรจีน หอประวัติศาสตร์มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ประวัติคลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว ประวัติการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย ห้องแสดงนิทรรศการผลิตภัณฑ์ยาสำเร็จรูปของคลินิก ห้องสมุด ห้องประชุม ห้องฝึกอบรม เป็นต้น เมื่อเดือนตุลาคม 2559 ระยะที่1 การก่อสร้างคลังยาสมุนไพรจีนได้แล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อย
 
 
พิธีวางศิลาฤกษ์อาคารคลังยาสมุนไพรจีน เมื่อวันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2558
พิธีวางศิลาฤกษ์อาคารคลังยาสมุนไพรจีน เมื่อวันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2558

กว่า 8 ปี ที่แพทย์จีนได้ร่วมกันผลักดันกฎกระทรวงเกี่ยวกับสถานพยาบาลและคลินิกการแพทย์แผนจีน จนกระทั่ง 24 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมา ท่านรัฐมนตรีได้ลงนามให้ออกกฎกระทรวงที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2558 จำนวน 4 ฉบับดังนี้ (1) กฎกระทรวงกำหนด ชื่อสถานพยาบาล ผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล อัตราค่ารักษาพยาบาล ค่าบริการ และสิทธิของผู้ป่วย พ.ศ. 2558 (2) กฎกระทรวงกำหนดชนิดและจำนวนเครื่องมือ เครื่องใช้ ยา และเวชภัณฑ์ หรือยานพาหนะที่จำเป็นประจำสถานพยาบาล พ.ศ. 2558 (3) กฎกระทรวงกำหนดวิชาชีพและจำนวนผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล พ.ศ. 2558 (4) กฎกระทรวงกำหนดลักษณะของสถานพยาบาลและลักษณะการให้บริการของสถานพยาบาล พ.ศ. 2558 หลังจากที่คณะอนุกรรมการมาตรฐานกรรมการวิชาชีพและทีมงานจากสมาคมฯ ได้ดำเนินจัดทำรายละเอียดคลินิกการแพทย์แผนจีนเพื่อทำประชาพิจารณ์ จนในที่สุดประกาศใช้สำหรับคลินิกการแพทย์แผนจีนทั่วประเทศ และเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2559 คลินิกหัวเฉียวไทย-จีน แพทย์แผนไทย จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว” อย่างเป็นทางการตามระเบียบใหม่ของสำนักพยาบาล กระทรวงสาธารณสุขกำหนด และใช้ชื่อย่อว่า “คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว”

ดังนั้นในปี 2559 จึงถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของคลินิก ในเดือนพฤษภาคม 2559 นับเป็นครั้งแรกที่คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียวได้เข้าร่วมงานประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และร่วมมือกันเพื่อกระตุ้นวงการแพทย์ของชาวจีนโพ้นทะเลในแถบถูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ชื่อเสียงของคลินิกเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทำให้ผู้นำของสาธารณรัฐประชาชนจีนรวมทั้งผู้นำประเทศต่างๆและสื่อมวลชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และในเดือนมิถุนายน 2559 คลินิกก็เริ่มมีการนำโปรแกรมนับสต็อคขึ้นมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในด้านสต๊อกยา และคลังอุปกรณ์ มีการพัฒนาปรับปรุงระบบคลังยา และระบบการจัดซื้ออย่างต่อเนื่อง เพื่อความความสะดวกและง่ายต่อการใช้การของแพทย์และเภสัชกร ซึ่งระบบคลังยาและระบบจัดซื้อสามารถใช้งานได้ทั้งสำนักงานใหญ่กรุงเทพ สาขาโคราช และคลังยาศรีสมาน มีการปรับปรุงสถานที่ภายในคลินิก ปรับปรุงการบันทึกประวัติผู้ป่วยใหม่เพื่อให้เป็นไปตามที่กฏกระทรวงกำหนด และนอกจากนี้ยังได้ทีมแพทย์จีนรุ่นใหม่ที่ทยอยจบการศึกษาระดับปริญญาโทและเอกกลับมาซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญเข้ามาช่วยกันผลักดันและพัฒนาคลินิกให้ดียิ่งขึ้นต่อไป