Last updated: 1 ต.ค. 2569 | 30 จำนวนผู้เข้าชม |
ขอบตาดำเป็นปัญหากวนใจของใครหลาย ๆ คน มีผลทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้าและไม่สดใส ส่งผลต่อบุคลิกภาพและความมั่นใจ
ขอบตาดำหรือ 黑眼圈 คือภาวะที่ผิวบริเวณใต้ตาดูคล้ำกว่าส่วนอื่นของใบหน้า สามารถเกิดได้ที่ตาข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง มักพบที่เปลือกตาล่าง และหากเป็นมากก็อาจพบได้ที่เปลือกตาบน รวมถึงคิ้วและโคนจมูกด้วย คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าอาการขอบตาดำหรือรอบตาคล้ำนั้นเกิดจากการนอนดึก แต่นั่นเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น ยังมีอีกหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
1. พันธุกรรม ผู้ที่มีกระดูกเบ้าตาลึกจะทำให้มองเห็นเงาชัดเจนกว่า
2. อายุที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ผิวบางลงจึงเห็นเส้นเลือดใต้ผิวชัดขึ้น
3. รังสี UV กระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานิน ทำให้ความหมองคล้ำเด่นชัดขึ้น
4. การพักผ่อนไม่เพียงพอและความเครียดกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่เพิ่มการสร้างเม็ดสี
5. ภูมิแพ้ผิวหนัง ส่งทำให้ผิวเกิดการอักเสบ ผิวหนังจะหนาตัวขึ้นและเห็นร่องผิวหนังชัดขึ้น
6. ดื่มน้ำน้อย ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื่น แลดูหมองคล้ำ
7. อาการไซนัสเรื้อรังซึ่งส่งผลให้เส้นเลือดใต้ตาขยายจนเห็นผิวใต้ตาเป็นสีดำคล้ำ
8. การใช้เครื่องสำอางรอบดวงตาบางชนิด
9. การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
ในมุมมองของการแพทย์แผนจีน บริเวณรอบดวงตามีความสัมพันธ์กับการทำงานของอวัยวะภายในโดยเฉพาะอวัยวะ ตับ ม้ามและไต ดังนี้
1. ภาวะม้ามพร่องและมีความชื้นสะสม (脾虚湿停 )
ตามทฤษฎีการแพทย์แผนจีน ม้ามมีหน้าที่สำคัญในการลำเลียงและแปรเปลี่ยนสารอาหารและของเหลวในร่างกาย นอกจากนี้ม้ามยังมีความสัมพันธ์กับเนื้อเยื่อรอบดวงตาด้วย(眼胞属脾) ดังนั้นเมื่อม้ามพร่องจึงส่งผลให้เกิดการคั่งของความชื้นและของเหลว ส่งผลให้บริเวณรอบดวงตาดูคล้ำ หรือออกสีเขียวอมเทา รวมถึงอาจมีอาการบวมและถุงใต้ตาหย่อนคล้อยร่วมด้วย
2. ภาวะสารจิงของไตพร่อง(肾精亏虚 )
ตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน สีดำมีความสัมพันธ์กับอวัยวะไตตามทฤษฎีปัญจธาตุ(肾色主黑) โดยผู้มีภาวะพร่องของสารจิงในไต จะพบลักษณะผิวบริเวณรอบดวงตามีสีคล้ำหรือดำมากขึ้น โดยจะมีลักษณะเข้มออกดำอย่างชัดเจน ต่างจากภาวะม้ามพร่องซึ่งรอยคล้ำรอบดวงตามักเป็นสีเขียวอมเทาหรือเทาคล้ำมากกว่า นอกจากนี้การแพทย์แผนจีนยังมองว่าไตมีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตและการเสื่อมของร่างกาย เมื่อมีภาวะไตพร่องจึงอาจพบอาการ อ่อนเพลีย ผมหงอกก่อนวัย หูอื้อ ร่วมกับอาการขอบตาดำคล้ำ
3. ภาวะตับติดขัดร่วมกับเลือดคั่ง(肝郁血瘀 )
การแพทย์แผนจีนมีแนวคิดว่า “肝开窍于目” หรือ “ตับเปิดทวารสู่ดวงตา” หากมีภาวะชี่ตับติดขัด อาจส่งผลต่อการไหลเวียนของชี่และเลือดทำให้การไหลเวียนบริเวณรอบดวงตาไม่ดี และอาจทำให้ผิวบริเวณใต้ตามีสีม่วงหรือออกม่วงคล้ำ
แนวทางการดูแลเพื่อบรรเทาอาการ
• พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการนอนดึก
• ปรับพฤติกรรม หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียดต่อร่างกาย
• ลดการใช้สายตาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน
• ดื่มน้ำมาก ๆ ลดการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์
• หลีกเลี่ยงแสงแดด ปกป้องผิวบริเวณรอบดวงตาจากแสง UV
• ใช้แผ่นเจลเย็นประคบรอบดวงตา ลดอาการขอบตาดำจากหลอดเลือดขยายตัว
• ทาครีมบำรุงรอบดวงตา โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไวท์เทนนิง เพื่อช่วยลดความหมองคล้ำ
• งดรบกวนผิวหนังใต้ตา เช่น ไม่ขยี้ตาบ่อย
• ส่งเสริมการไหลเวียนของชี่และเลือด โดยการนวดใต้ตาอย่างเบามือ หรือการประคบอุ่นรอบดวงตาประมาณ 10-15 นาที
จะเห็นได้ว่าภาวะขอบตาคล้ำไม่ได้เกิดจากการพักผ่อนน้อยเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย แม้มองเผิน ๆ ดูจะเป็นเพียงปัญหาเล็ก ๆ ที่เกี่ยวกับความสวยงาม แต่ปัญหาเล็ก ๆ นั้นกลับสะท้อนให้เห็นถึงการทำงานของอวัยวะภายใน และความสมดุลของชี่และเลือดในร่างกาย ดังนั้นอย่ามองข้ามและหมั่นดูแลสุขภาพผิวใต้ตากันเถอะ !
______________________________________________
บทความโดย
แพทย์จีน ธนัชภรณ์ มะโนวรรณ (หมอจีน หร่วน หมี ซิน)
阮弥新 中医师
TCM.DR.THANATCHAPHON MANOWAN
เลขที่ใบประกอบโรคศิลปะ พจ.1166
คลินิกดูแลสุขภาพผิวพรรณ
คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ
1 ต.ค. 2569
1 ต.ค. 2569
1 ต.ค. 2569