ตรุษจีนนี้อิ่มท้อง พร้อมฟื้นพลังชีวิต การแพทย์แผนจีนกับการ ตั้งหลักชีวิตใหม่ ในยุคเศรษฐกิจเปราะบาง

Last updated: 15 ม.ค. 2569  |  120 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ตรุษจีนนี้อิ่มท้อง พร้อมฟื้นพลังชีวิต การแพทย์แผนจีนกับการ ตั้งหลักชีวิตใหม่ ในยุคเศรษฐกิจเปราะบาง

ปัจจุบันสังคมและเศรษฐกิจในประเทศไทย พบว่าประชากรในวัยวยทำงาน วัยกลางคนถึงสูงอายุจำนวนมากมีภาวะอ่อนล้าเรื้อรัง เหนื่อยง่าย ขาดพลังชีวิต แม้ตรวจสุขภาพแล้ว ผลตรวจไม่ปรากฏโรคหรือความผิดปกติของร่างกายอย่างชัดเจน แล้วเราจะจัดการกับภาวะอ่อนล้าเรื้อรัง เหนื่อยง่าย ขาดพลังชีวิตได้อย่างไร บทความนี้จะอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวผ่านกรอบแนวคิดของการแพทย์แผนจีน โดยเชื่อมโยงช่วงเข้าสู่เทศกาลตรุษจีนลี่ชุน(立春) และการเริ่มก่อกำเนิดของพลังชีวิตใหม่ (新气始生) พร้อมนำเสนอแนวทางการฟื้นฟูพลังชีวิตในมิติอาหาร พฤติกรรม และจิตใจ ภายใต้หลักทุกสรรพสิ่งล้วนสัมพันธ์กันเป็นองค์รวม (整体观念) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และการตั้งหลักชีวิตใหม่อย่างยั่งยืนตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน

เทศกาลตรุษจีนในวัฒนธรรมจีนมิได้เป็นเพียงการเฉลิมฉลองการเปลี่ยนศักราช หากแต่เป็นช่วงเวลาสำคัญทางชีวพลัง (bioenergetic timing) ที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ จากฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งในปฏิทินคติจีนเรียกว่า “ลี่ชุน” เป็นฤดูเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวและการฟื้นตัวของพลังชีวิต พลังหยางเริ่มฟื้นตัว พลังอินเริ่มลดลง ความหนาวเย็นเริ่มคลายตัว ความอบอุ่นและอุณหภูมิเพิ่มมากขึ้น สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ เริ่มตื่นจากการหลับไหลจำศีล วนเวียนเป็นวัฎจักรเกิดเป็นฤดูต่าง ๆ วนรอบครบเรียกว่า “หนึ่งปี”

ในสังคมปัจจุบัน การพัฒนาของวิทยาศาสตร์สามารถทำให้เรามีพลังงานทางกายภาพใช้ได้ตลอดเวลา กลางคืนสว่างได้แบบกลางวัน ท่ามกลางความหนาวเย็นก็สามารถอบอุ่นได้ หรือแม้กลางความร้อนก็สามารถเย็นสบายได้ ด้วยเครื่องมือต่างๆ นำไปสู่การพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด 

ตามทฤษฎีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เราก็ควรมีความสุขมากขึ้น เมื่อคนขับเคลื่อนเศรษฐกิจมีความสุขมากขึ้น เศรษฐกิจก็ยิ่งแข็งแรงมากขึ้น แต่วันนี้กลับกัน บนความไม่แน่นอนของยุคเศรษฐกิจเปราะบาง ความแปรปวนของสังคม พบว่าประชาชนจำนวนมากกลับประสบภาวะ “มีชีวิตอยู่ แต่ขาดพลังชีวิต” เป็นปรากฏการณ์ที่สามารถอธิบายและให้แนวทางดูแลสุภาพกาย-ใจได้อย่างลึกซึ้งด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน ภายใต้กรอบแนวคิดหลักทุกสรรพสิ่งล้วนสัมพันธ์กันแบบองค์รวม กับสุขภาพกาย-ใจในยุคปัจจุบันการแพทย์แผนจีนยึดหลักทุกสรรพสิ่งล้วนสัมพันธ์กัน (Holistic View) มองร่างกายมนุษย์เป็นระบบเดียวกันที่เชื่อมโยงร่างกายกับจิตใจ อารมณ์ วิถีชีวิต บริบททางสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมชาติ เป็นต้น

ในยุคปัจจุบันนั้น ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อระบบพลังชีวิตอย่างมีนัยสำคัญคือ ความเครียดทางเศรษฐกิจการประกอบอาชีพ หรือความไม่มั่นคงทางสังคม รวมถึงการใช้ชีวิตที่ฝืนจังหวะชีวภาพ การบริโภคอาหารที่ขาดสมดุล ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อพลังของร่างกายทั้งสิ้น ผลที่เกิดขึ้นคือภาวะ เจิ้งชี่พร่อง (正气不足) ถึงแม้ความผิดปกตินี้ยังไม่พัฒนาเป็นโรคอย่างชัดเจน แต่ความผิดปกตินี้สามารถแสดงออกผ่านความรู้สึก เหนื่อยล้าเรื้อรัง และการฟื้นตัวที่ลดลง เป็นต้น

ภาวะ “ไม่ป่วยแต่ไม่มีแรง” ในมุมมองแพทย์แผนจีน

จากการวิเคราะห์เชิงแพทย์แผนจีน ภาวะดังกล่าวมักเกี่ยวข้องกับความผิดสมดุลของอวัยวะหลัก 3 ระบบ ได้แก่ ตับ ม้าม และไต โดยมีรายละเอียดตามอวัยวะดังนี้

ตับ การคั่งของชี่ในตับเกิด ที่จากภาวะอารมณ์ที่ไม่ปกติ เช่น ได้รับแรงกดดันเป็นระยะเวลานาน ความเครียด ความกังวล และความคาดหวังในสังคม ชี่ของตับจึงคั่งติดขัด ส่งผลต่อการไหลเวียนของชี่และเลือดในร่างกาย เมื่อสามารถไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้เพียงพอ จึงเกิดอาการอ่อนล้าเรื้อรัง เหนื่อย ขาดพลังชีวิต หน้าอกแน่น อึดอัด อารมณ์แปรปวน หงุดหงิด นอนไม่หลับ หรือหลับได้ไม่ลึก เป็นต้น

ม้าม ม้ามพร่องที่เกิดจากอารมณ์ก่อโรค ทั้ง 7 คือการครุ่นคิดมากเกินไป หรือพฤติกรรมการกินที่ไม่ปกติ การใช้พลังทางความคิดอย่างต่อเนื่อง ครุ่นคิดกังวล คิดมาก เครียด ประกอบกับพฤติกรรมการกินที่ไม่เป็นเวลา รับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่นอาหารรสจัด เผ็ด มัน ทอด อาหารดิบ หมักดอง อาหารที่มีฤทธิ์เย็น หรือการดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้นม้ามจึงพร่อง การย่อยและการแปรสภาพพลังงานในร่างกายเสียสมดุลร่างกายจึงเหนื่อยล้า ไม่มีแรง อ่อนเพลียรื้อรัง ขาดพลังชีวิต สมาธิลดลง เกิดความผิดปกติเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร เช่น ท้องอืดท้องเฟ้อ เป็นต้น

ไต การใช้พลังชีวิตสะสมเกินขีดจำกัด เช่น การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ นอนดึก การฝืนทำงานหนัก ออกกำลังกายมากเกินไป เป็นระยะเวลานาน ๆส่งผลให้เกิดภาวะสารจิงของไตพร่อง ซึ่งสัมพันธ์กับความเหนื่อยล้า ไม่มีแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณเอว และหัวเข่าไม่มีแรงหรือเกิดความกลัวโดยไม่มีเหตุผล เป็นต้น 

การลดลงของแรงจูงใจในการดำเนินชีวิต ส่งผลให้สมรรถภาพทางเพศหย่อนตัวลง อารมณ์ทางเพศไม่กระชุ่มกระชวย คุณภาพของไข่และอสุจิถดถอย เป็นต้น 

ตรุษจีนปีใหม่เริ่ม ปรับระบบชีวิตใหม่ 

ในศาสตร์การแพทย์แผนจีนกล่าวว่าทุกปีของตรุษจีนเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการ “ปรับจังหวะชีวิต” มากกว่าการเร่งกระตุ้นพลัง โดยสอดคล้องกับแนวคิดการดูแลร่างกายตามกาลเวลา  (顺时而养) การปรับระบบชีวิต ในช่วงนี้ไม่จำเป็นต้องใช้การรักษาเชิงรุก แต่เน้นจัดระบบร่างกายจิตใจใหม่ คือ

การลดภาระต่อร่างกาย ปรับพฤติกรรมให้สอดคล้องกับชีวภาพ ฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกายและใจ ผ่อนคลายแรงกดดัน ไม่ใช้สมองมากเกินไป คลายความกังวล คลายความเครียด ควบคุมความคิจิตใจและอารมณ์ให้เป็นปกติ เพื่อให้ชี่ของตับไหลเวียนได้อย่างสะดวก ให้ชี่ได้นำพาพลังงาน สารอาหาร และเลือด ส่งไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างเต็มที่

ปรับการรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา การรับประทานอาหารที่มากเกินไป งด หรือลดอาหารรสเผ็ด ของมันของทอด อาหารฤทธิ์เย็น อาหารดิบ อาหารประเภทหมักดอง หรือเลิกดื่มแอลกออฮอล์ ควบคุมอารมณ์ความคิดกังวลเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ อยู่กับปัจจุบัน ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย เพื่อให้ม้ามย่อยอาหารและแปรสภาพอาหารสู่ ชี่ เลือด สารจิง หรือสารจินเย่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การใช้ชีวิตอย่างสมดุล ไม่ใช้ร่างกายอย่างทรหดโดยไม่จำเป็น ออกกำลังกายอย่างพอดี (กล่าวคือออกกำลังกายแล้วร่างกายไม่รู้สึกปวดเมื่อย) นอนหลับให้เร็วขึ้น หรือไม่มีเพศสัมพันธ์มากเกินไป เพื่อฟื้นฟูและทะนุถนอม ไตจิง ให้อยู่กับเราได้นานที่สุดเท่าที่ทำได้ ศาสตร์การแพทย์แผนจีน ให้ความสำคัญต่อ “จิงไต” ยิ่งมีมากยิ่งชราช้า

แนวทางการฟื้นพลังชีวิตหลังตรุษจีนง่าย ๆ ทดลองทำวันละนิด

ด้านอาหาร

ลดอาหารรสจัด อาหารรสเผ็ด ของมัน ของทอด อาหารดิบ อาหารที่มีฤทธิ์เย็น หมักดอง และแอลกอฮอล์ งดได้งด งดไม่ได้ก็หลีกเลี่ยง ทานน้อยลง เพิ่มการรับประทานอาหารปรุงสุก อุ่น ย่อยง่าย เพื่อเสริมสร้างม้ามให้แข็งแรง กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจำเป็นต้องรับประทานอาหารเป็นเวลา เพื่อฟื้นและคงรักษาจังหวะชีวภาพ ไม่ทานอาหารดึกเกินไป เพิ่มการนอนหลับที่ดียิ่งขึ้น

ด้านพฤติกรรม

- เข้านอนก่อน 23.00 น. เพื่อฟื้นฟู ตับและไต โดยเฉพาะการฟื้นฟูของ สารอินตับ สารจิงไต ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

- เคลื่อนไหวร่างกายเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นระบบการไหลเวียนชี่และเลือด สารจินเย่ ให้มีการไหลเวียนที่สะดวกไม่ติดขัด และที่สำคัญระหว่างวัน ไม่ควรนั่งติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะทำให้การไหลเวียนติดขัดได้ง่าย

ด้านจิตใจ

- ลดการกดดันตนเอง ปล่อยว่างเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ คิดมากไปไม่มีอะไรดีเลย ควบคุมให้ความคิด จิตใจสบาย ๆ อารมณ์ไม่ขึ้นลงมากเกินไป

- ยอมรับสัญญาณความเหนื่อยล้า ถ้าเหนื่อยก็พัก เหนื่อยก็เปลี่ยนอริยบท ให้ร่างกายได้เกิดการผ่อนคลายไม่ตึงเกร็ง 

- สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์ การฝึกสร้างพื้นที่ปลอดภัย มีส่วนสำคัญยิ่งต่อการทำให้จิตใจเข้มแข็งขึ้น เมื่อโลกและสังคมมันไม่ได้ดั่งใจ เราก็ดึงอารมณ์กลับเข้าสู่ตัวเราเอง หายใจเข้าออกลึก ๆ ช้า ๆ เมื่อผ่อนคลาย การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ การไหวเวียนก็สมดุล

ในยุคที่ความไม่แน่นอนคือเป็นความปกติของชีวิต การดูแลสุขภาพไม่ควรมุ่งเพียงการป้องกันโรค แต่เราควรต้องให้ความสำคัญต่อการฟื้นฟูพลังชีวิตอย่างมีความหมายการแพทย์แผนจีนให้ความสำคัญกับช่วยฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงตรุษจีนและการเข้าสช่วง “ลี่ชุน” ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่ชี่เริ่มฟื้นขึ้นจากการเก็บกักตัวเองตลอดช่วงฤดูหนาว ทำให้ร่างกายมีชีวิตชีวา กลับมาเจริญเติบโตอีกครั้งหนึ่ง สามารถทำหน้าที่เป็นกรอบการตั้งหลักชีวิตใหม่ได้ ดังนั้นจากที่กล่าวมาข้างต้นตรุษจีนปีนี้เรามาทดลองเริ่มดูแลร่างกายตามกาลเวลา ตามหลักการแพทย์แผนจีนกันดูนะครับ
______________________________________________

บทความโดย
แพทย์จีน จิตติกร พิมลเศรษฐพันธ์ (หมอจีน พาน จ้าย ติง)
潘在丁  中医师   
TCM. Dr. Jittikorn  Pimolsettapun (Pan  Zai  Ding)

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้