การดูแลผู้ป่วย โรคหอบหืด ด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน ในภาวะฝุ่น PM 2.5

Last updated: 13 พ.ค. 2569  |  74 จำนวนผู้เข้าชม  | 

การดูแลผู้ป่วย โรคหอบหืด ด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน ในภาวะฝุ่น PM 2.5

โรคหอบหืดคือโรคที่เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุหลอดลมร่วมกับภาวะผิดปกติของหลอดลมที่ตอบสนองไวต่อสิ่งกระตุ้นกว่าภาวะปกติ มีสาเหตุจากพันธุกรรมและภูมิแพ้ร่วมกันเป็นสาเหตุหลัก ผู้ป่วยบางรายเกิดจากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม หรือปัจจัยทางกายภาพที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่สามารถกระตุ้นการเกิดโรคได้ โดยสารก่อภูมิแพ้เป็นสาเหตุการเกิดโรคที่พบได้บ่อยเช่น ฝุ่น ควันหรือเกสรดอกไม้เป็นต้น และในยุคปัจจุบันนี้อย่างที่ทราบกันว่า ฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมหลักและน่าหนักใจส่งผลกระทบและกระตุ้นให้จำนวนผู้ป่วยโรคหอบหืดมีมากขึ้นหรือมีอาการหนักขึ้นได้ โดย PM2.5 นั้นมีขนาดเล็กมาก (ไม่เกิน 2.5 ไมครอน) มีขนาดเล็กกว่าเส้นผมไม่สามารถถูกกรองโดยขนจมูกได้ ตามรายงานวิจัยจากต่างประเทศพบว่า ฝุ่น PM2.5 ส่งผลต่อการอักเสบของหลอดลมในผู้ป่วยหอบหืดเกิดความรุนแรงมากขึ้น และส่งผลให้หลอดลมจึงตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ไวขึ้น[1] ทั้งยังมีผลต่อสมรรถภาพของปอดที่ลดลงอีกด้วย[2] ดังนั้นในวันนี้ผมจะพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับโรคหอบหืดที่มีความสัมพันธ์กับฝุ่น PM2.5ในมุมมองแพทย์แผนจีนกันครับ 

1.ความสัมพันธ์ของฝุ่น PM2.5 กับโรคหอบหืดในมุมมองแพทย์แผนจีน

ในมุมมองของการแพทย์แผนจีน ฝุ่น PM2.5 จัดเป็น “ปัจจัยก่อโรค” (邪气) ชนิดหนึ่งที่เข้าสู่ร่างกายผ่านจมูกซึ่งเป็นทวารของปอดส่งผลให้ชี่ปอด (肺气) เสียสมดุล การกระจายชี่และสารน้ำในร่างกายจึงผิดปกติเกิดอาการไอ มีเสมหะหรือหอบเหนื่อยตามมาในที่สุด แนวคิดนี้สอดคล้องกับตำรา “จูปิ้งหยวนโหวลุ่น” (诸病源候论) ที่กล่าวว่า “เมื่อปัจจัยก่อโรครุกรานปอด ปอดจึงขยายตัวบวมพองส่งผลให้หลอดลมทำงานผิดปกติติดขัดดังนั้นจึงเกิดภาวะชี่ไหลย้อนขึ้นเกิดอาการหายใจหอบ” (邪乘于肺则肺胀,胀则肺管不利,故气上喘逆)[3]  หากโรคหอบหืดมีลักษณะเรื้อรังหรือควบคุมอาการได้ไม่ดี อาจส่งผลกระทบต่อชี่ของม้ามและไต ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อาการหอบหืดกำเริบบ่อยและต้องใช้เวลารักษาค่อนข้างนาน

2. การดูแลตัวเองด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน

2.1 การปรับสมดุลร่างกายด้วยยาสมุนไพรจีน

การแพทย์แผนจีนมุ่งเน้นการเสริมสร้าง “เจิ้งชี่” (正气) ซึ่งเป็นภูมิต้านทานของร่างกายในทางแพทย์แผนจีน สามารถต้านทาน กำจัดเชื้อโรคและฟื้นฟูร่างกายได้ การสร้างเจิ้งชี่ของปอด ม้ามและไตให้แข็งแรง เพื่อป้องกันการรุกล้ำของปัจจัยก่อโรค หากชี่ปอด ม้ามและไตแข็งแรง ร่างกายจะสามารถต้านทานโรคได้ดีขึ้น ช่วยป้องกันการเกิดโรคและส่งเสริมการลำเลียงสารน้ำรวมถึงการไหลเวียนของชี่ในร่างกายได้อย่างเหมาะสม แพทย์แผนจีนจะเลือกใช้ยาสมุนไพรจีนที่เหมาะสมกับสภาวะของผู้ป่วยแต่ละรายเพื่อการบำรุงอย่างจำเพาะ ซึ่งสอดคล้องกับหลัก “การป้องกันก่อนเกิดโรค” (治未病) นั่นเอง

2.2 โภชนาการบำบัดตามหลักการแพทย์แผนจีน

การแพทย์แผนจีนมีแนวคิดว่า “อาหารและยามีแหล่งกำเนิดเดียวกัน” (食药同源) ในการดูแลตนเองเบื้องต้นของผู้ป่วยโรคหอบหืด เราสามารถเลือกวัตถุดิบที่ช่วยบำรุงปอด ม้ามและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ปอดตามหลักการแพทย์แผนจีนได้ เช่น สาลี่ ไป่เหอ (百合) และเห็ดหูหนูขาว นำมาตุ๋นรวมกันเพื่อเสริมการบำรุงร่างกายทั้งยังสามารถใช้สมุนไพรจีนจำนวนเล็กน้อย (ไม่เกิน2-3กรัม) เช่น หวงฉี (黄芪) ซานเย่า (山药) ไป๋จู๋ (白术) ฝูหลิง (茯苓) จินอิ๋นฮวา (金银花) แปะก๊วย (白果) ไป่เหอ (百合) และพุทราจีน (大枣) ชงเป็นชาร้อนดื่มระหว่างวันหรือใช้ตุ๋นร่วมกับน้ำซุปที่ไม่มัน เพื่อให้เหมาะกับการบำรุงและช่วยเสริมความแข็งแรงของชี่ปอดและม้ามได้ นอกจากนี้งานวิจัยพบว่าการรับประทานผักและผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินซี วิตามินอีและเบต้าแคโรทีน ยังมีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเกิดจากควันพิษและมลภาวะ ช่วยลดผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจได้อีกทางหนึ่ง[4]

2.3 การนวดกดจุดตามหลักการแพทย์แผนจีน

นอกจากการใช้สมุนไพรจีนแล้วผู้ป่วยโรคหอบหืดสามารถดูแลตนเองเพื่อเสริมความแข็งแรงของชี่ปอดตามหลักการแพทย์แผนจีนได้ โดยการกดจุดสำคัญ เช่น จู๋ซานหลี่ (ST36) ต้าจุย (GV14) เฟ่ยชู (BL13) ติ้งฉ่วน (Extra14) เกาฮวง (BL43) หย่งเฉวียน (KI1) และต้านจง (CV17) เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถเข้ารับการรมยาสมุนไพร (moxibustion) โดยแพทย์แผนจีนบริเวณจุดดังกล่าว เพื่อช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและปรับสมดุลร่างกาย

2.4 การออกกำลังกายตามแบบการแพทย์แผนจีน

ผู้ป่วยโรคหอบหืดควรออกกำลังกายเบา ๆ อย่างเหมาะสม เช่น เดินหรือว่ายน้ำ เพื่อเสริมสมรรถภาพปอดกล้ามเนื้อที่ใช้หายใจรวมถึงระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยควรติดตามค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) เพื่อหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้งเมื่อค่า AQI สูง และควรปรับเป็นการออกกำลังกายในร่ม เช่น เดินบนลู่วิ่ง โยคะหรือการออกกำลังกายตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน ได้แก่ ชี่กง (气功) ปาต้วนจิ่น (八段锦) หรืออู่ฉินซี่ (五禽戏) ซึ่งผู้ป่วยสามารถศึกษาและปฏิบัติตามได้จากแพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ ซึ่งมีงานวิจัยสนับสนุนว่าการฝึกชี่กงหรือปาต้วนจิ่นสามารถช่วยเสริมสมรรถภาพปอด ลดการอุดกั้นของทางเดินหายใจและอาการหอบหืดอีกทั้งยังเพิ่มความทนทานต่อการออกกำลังกาย ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตโดยรวมได้ดียิ่งขึ้น[5]


อย่างไรก็ดีในช่วงที่มีมลภาวะสูงผู้ป่วยหอบหืดควรดูแลตนเองอย่างเหมาะสม ควรสวมหน้ากากที่สามารถป้องกันฝุ่นได้ หากมีกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่ค่า AQI สูง นอกจากนี้ ควรลดการรับประทานอาหารรสหวาน มันและของทอด เพื่อลดการสะสมของเสมหะ รวมถึงหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มหรืออาหารฤทธิ์เย็น เช่น น้ำเย็น ไอศกรีมเป็นต้น เพื่อป้องกันไม่ให้ชี่ปอดอ่อนแอ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการป้องกันโรคดังกล่าว


เอกสารอ้างอิง

[1] Wang YH, et al. PM2.5 exacerbates allergic asthma involving in autophagy signaling pathway in mice. Int J Clin Exp Pathol. 2016;9(12):12247–12261.
[2] Abbah AP, Xu S, Johannessen A. Long-term health effects of outdoor air pollution on asthma and respiratory symptoms among adults in low- and middle-income countries (LMICs): a systematic review and meta-analysis. Front Environ Health. 2024;3:1352786. 
[3] Chao YF (Sui dynasty). Zhubing Yuanhou Lun. Huang ZZ, editor. Shenyang: Liaoning Science and Technology Press; 1997.
[4] Romieu I. Nutrition and lung health. Int J Tuberc Lung Dis. 2005 Apr;9(4):362-74. PMID: 15830741.
[5] Jiang XQ. Effect of Liuzijue breathing exercise combined with Baduanjin on pulmonary function and quality of life in patients with stable chronic obstructive pulmonary disease. Heilongjiang Journal of Traditional Chinese Medicine. 2023;(5):72–74.

__________________________________________________

บทความโดย
แพทย์จีน ปัณณวิชญ์ โสภณธิติพันธุ์ (หมอจีน หลี่ จิน เสียง)
李金祥  中医师
TCM. Dr. Punnavitch Sopondhitipun (Li Jin Xiang)

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้