Last updated: 8 พ.ค. 2569 | 175 จำนวนผู้เข้าชม |
หลายคนอาจจะเคยมีภาวะ "เครียดแล้วต้องกิน " หรือ การรับประทานอาหารมากขึ้นเมื่อมีภาวะเครียดหรือซึมเศร้า (Emotional Eating) ซึ่งสภาวะแบบนี้สามารถอธิบายได้ด้วยกลไกทางชีววิทยาและระบบประสาท โดยเมื่อร่างกายเผชิญกับความเครียดหรือความเศร้า จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีและฮอร์โมนดังนี้
1. วงจรของฮอร์โมนความเครียด (Cortisol)
เมื่อเราเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมน คอร์ติซอล (Cortisol) ออกมา ซึ่งมีหน้าที่กระตุ้นให้ร่างกายเตรียมพร้อมรับมือกับภาวะอันตราย โดยการเพิ่มความอยากอาหารเพื่อสะสมพลังงานสำรอง คอร์ติซอลจะไปกระตุ้นให้เกิดความต้องการอาหารประเภท น้ำตาล ไขมัน และโซเดียม (Comfort Food) เนื่องจากร่างกายมองว่าอาหารเหล่านี้ให้พลังงานสูงและเร็วที่สุด ทำให้เกิดความรู้สึกอยากมากขึ้น
2. การขาดสมดุลของสารสื่อประสาท (Serotonin , Dopamine)
ในภาวะซึมเศร้าหรือเครียดสะสม มักพบการหลั่งหรือการทำงานของสารสื่อประสาทในสมองที่ผิดปกติ เช่น Serotonin (สารแห่งความสุข) เมื่อต่ำ เราจะรู้สึกหดหู่ การกินอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลจะช่วยเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งไปกระตุ้นการสร้างเซโรโทนินชั่วคราว ทำให้เรารู้สึก "สบายใจ" ขึ้นในระยะสั้นๆ, ส่วน Dopamine (โดพามีน) การกินอาหารที่อร่อยจะกระตุ้นการหลั่งโดพามีนในสมองส่วน Reward System ทำให้เกิดความพึงพอใจชั่วขณะ ส่งผลให้สมองจดจำว่า "การกินเปรียบเสมือนทางออกของความทุกข์" บ่อยครั้งจนกลายเป็นพฤติกรรมเสพติดนั่นเอง
3. ฮอร์โมนหิวและอิ่มที่ทำงานคลาดเคลื่อน
ความเครียดส่งผลโดยตรงต่อการทำงานที่คลาดเคลื่อนของฮอร์โมนควบคุมความหิว 2 ตัวหลักๆ คือ Ghrelin (ฮอร์โมนหิว) การที่ระดับตัวนี้จะสูงขึ้น จะทำให้รู้สึกหิวตลอดเวลาแม้เพิ่งกินไปก็ตาม, ส่วนLeptin (ฮอร์โมนอิ่ม) ความเครียดเรื้อรังอาจทำให้เกิดภาวะ "ดื้อเลปติน" คือร่างกายไม่รับสัญญาณว่าอิ่มแล้ว ทำให้เรากินได้เรื่อยๆ โดยไม่หยุด
4. กลไกการป้องกันตัวทางจิตวิทยา (Coping Mechanism)
ในทางวิทยาศาสตร์พฤติกรรม การกินถือเป็น กลไกการเบี่ยงเบนความสนใจ (Distraction) ประเภทหนึ่ง โดยที่ร่างกายเปลี่ยนจุดโฟกัสจากความเจ็บปวดทางอารมณ์ ไปอยู่ที่การรับรสและการเคี้ยว ซึ่งเป็นการกระตุ้นประสาทสัมผัสที่ช่วยบรรเทาความรู้สึกว่างเปล่าหรือความเจ็บปวดทางจิตใจได้ชั่วคราว โดยมักพบว่าพฤติกรรมนี้มักนำไปสู่ "วงจรความรู้สึกผิด" (Guilt Cycle) เริ่มจากเครียดซึมเศร้า ทำให้กินเพื่อชดเชยอารมณ์ เกิดความรู้สึกผิดและกังวลเรื่องน้ำหนักหรือสุขภาพ ส่งผลให้เครียดกังวลกว่าเดิม และกลับไปกินซ้ำ เกิดวนเป็นวงจรซ้ำๆต่อเนื่อง
อธิบายตามศาสตร์แพทย์แผนจีน
ในทางการแพทย์แผนจีน (TCM) อาการเครียด ซึมเศร้า แล้วส่งผลให้กินมากขึ้น ไม่ได้มองว่าเป็นเพียงเรื่องของพฤติกรรม แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการไหลเวียนของ "ลมปราณ" (气, Qi) และความสัมพันธ์ของอวัยวะหลักคือ "ตับ(肝)" กับ "ม้าม(脾)" โดยตามทฤษฎีปัญจธาตุ (五行, Five Elements) อธิบายดังนี้
1. ชี่ตับติดขัด (肝气郁结 , Liver Qi Stagnation) ในทางแพทย์แผนจีน "ตับ" (肝, Liver) มีหน้าที่ควบคุมอารมณ์และการไหลเวียนของชี่ให้ราบรื่น เมื่อมีความเครียดหรือความซึมเศร้าสะสม การไหลเวียนของชี่ตับจะติดขัด (Stagnation) และเมื่อติดขัดนานๆ จะเกิดสภาพที่เรียกว่า "ตับข่มม้ามในความสัมพันธ์ของทฤษฎีปัญจธาตุ" (肝木乘脾, Liver Overacting on Spleen) กล่าวคือ ชี่ตับที่แกร่งเกินจะส่งผลกระทบต่อการทำงานระบบย่อยอาหารนั่นเอง
2. เมื่อ "ตับ" รุกราน "ม้ามและกระเพาะอาหาร" ในการแพทย์แผนจีน "ม้าม" (脾, Spleen ) และ "กระเพาะอาหาร"(胃, Stomach) เป็นธาตุดิน มีหน้าที่ย่อยและเปลี่ยนอาหารเป็นพลังงาน การกินเพื่อระบายความเครียดนั้น อธิบายได้ว่าเมื่อตับแกร่ง ร่างกายจะพยายามหาทางระบายความอัดอั้นนั้นออก โดยการกิน ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการ "ดึง" ชี่ที่อัดอั้นจากตับลงมาที่ระบบย่อย เพื่อลดความตึงเครียดของตับชั่วคราว ทำให้กลไกการเคลื่อนไหวของชี่ (气机) เสียสมดุล ส่งผลต่อการทำงานของม้ามและกระเพาะอาหาร กรณีที่มีความเครียดที่สะสมนาน ๆ จะเปลี่ยนเป็น "ไฟ" (火, Heat) เมื่อไฟจากตับรุกรานไปที่กระเพาะอาหาร จะทำให้เกิดภาวะ "กระเพาะอาหารร้อน" ซึ่งจะกระตุ้นให้รู้สึกหิวบ่อย กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม (Polyphagia) นั่นเอง หากความเครียดที่สะสมกลายเป็นความร้อน เมื่อการรับประทานมากเกินไปร่วมกับม้ามที่อ่อนแอ จะก่อให้เกิดความชื้นสะสม (湿) และพัฒนาเป็นเสมหะ (痰) เมื่อรวมกับความร้อนจะกลายเป็นภาวะ “เสมหะร้อน” (痰热) ซึ่งในทางแผนจีนสามารถส่งผลรบกวนจิตใจ (神, Shen) ทำให้เกิดอารมณ์ซึมเศร้า และควบคุมพฤติกรรมการกินได้ยาก
3. อารมณ์ "ครุ่นคิด" ส่งผลต่อม้าม โดยทั่วไปความซึมเศร้ากับการคิดวนเวียน (Overthinking) มักเกิดร่วมกัน ซึ่งตามศาสตร์แพทย์แผนจีน การครุ่นคิดมากเกินไปจะทำลายม้าม (思伤脾) เมื่อม้ามอ่อนแอลง จะเกิดความรู้สึกโหยหา "รสหวาน" (ซึ่งเป็นรสประจำธาตุดิน, ม้าม) เพื่อมาบำรุงพลังงานที่เสียไป ทำให้เราเกิดความอยากกินของหวานหรือแป้งมากขึ้นเมื่อรู้สึกเศร้าหรือคิดมาก
แนวทางการดูแลตามศาสตร์แพทย์แผนจีน
จะมุ่งเน้นไปที่การ "ปรับสมดุลอารมณ์ควบคู่กับการคุมไฟในกระเพาะอาหาร" โดยมีหลักการสำคัญดังนี้
1. ระบายชี่ตับ ช่วยให้เลือดและชี่ไหลเวียนดีขึ้น ลดอาการอยากกินเพื่อตอบสนองอารมณ์
2. บำรุงม้าม ระบายไฟในกระเพาะ ปรับสมดุลการย่อยและการเปลี่ยนอาหารเป็นพลังงาน ขจัดความชื้นและเสมหะ
3. สงบจิตใจ ปรับสมดุลให้จิตใจสงบ ลดการแปรปรวนทางสภาวะอารมณ์
การฝังเข็ม (Acupuncture) จะช่วยปรับระดับสารสื่อประสาท (Serotonin, Dopamine) และลดฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) จุดฝังเข็มที่เกี่ยวข้องนิยมใช้ในทางคลินิก เช่น
จุดไท่ชง (太冲, LV3): จุดที่สำคัญที่สุดในการระบายความเครียดและความอัดอั้นตันใจ
จุดจู๋ซานหลี่ (足三里, ST36): ปรับสมดุลระบบย่อยอาหาร ไม่ให้กระเพาะอาหารทำงาน มากจนเกินไปจนทำให้หิวบ่อย
จุดเน่ยกวาน (内关, PC6): ช่วยสงบใจ ลดอาการใจสั่น และลดพฤติกรรมกินเพราะอารมณ์
นอกจากนี้ยังมีการเสริมผลการรักษาต่อเนื่องด้วยการ ฝังเข็มหู (Ear Acupuncture) จุดที่นิยม เช่น "จุดระงับหิว" (饥点, Hunger Point) และ "จุดเสินเหมิน" (神门, Shen Men) เพื่อช่วยรู้สึกอิ่มเร็วขึ้นและสงบใจลง
การใช้ยาสมุนไพรจีน (Chinese Herbal Medicine) ตัวยาจีนที่เกี่ยวข้องนิยมใช้ในทางคลินิก เช่น
ไฉหู (柴胡, Chai Hu) ช่วยในการทะลวงพลังตับที่ติดขัด
หวงเหลียน (黄连, Huang Lian): ช่วยดับไฟของกระเพาะอาหาร ลดความอยากอาหารที่รุนแรง
เหอฮวนผี (合欢皮, Albizia Bark): ช่วยให้ผ่อนคลาย ลดความรู้สึกซึมเศร้า
ซานจา (山楂, Hawthorn): ช่วยย่อยอาหาร และลดความอยากทานของมัน
นอกจากวิธีการรักษาข้างต้นแล้ว การฝึกหายใจลึกๆ หรือการเคลื่อนไหวร่างกาย ออกกำลังกายเบาๆ ทำสมาธิ ก็สามารถช่วยเสริมให้พลังตับไหลเวียนดีขึ้น ทำให้ลดอาการอยากกินจากภาวะไม่สมดุลได้ การรักษาด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีนควรทำโดย แพทย์แผนจีนที่มีใบประกอบโรคศิลปะ เนื่องจากการรักษาต้องมีตรวจวินิจฉัยภาวะโรคตามสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล เพื่อผลการรักษาที่ดีและการรักษาที่ปลอดภัย
อ้างอิง
[1]Sominsky L, Spencer SJ. Eating behavior and stress: a pathway to obesity. Front Psychol. 2014 May 13;5:434. doi: 10.3389/fpsyg.2014.00434. PMID: 24860541; PMCID: PMC4026680.
__________________________________________________
บทความโดย
แพทย์จีน ธารทิพย์ ศิริปการ (หมอจีนหลี่ เหมย อิง)
李梅瑛 中医师
TCM. Dr. Tharntip Siripakarn (Li Mei Ying)
แผนกฝังเข็ม
คลินิกการประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา
13 พ.ค. 2569
13 พ.ค. 2569
31 มี.ค. 2569