Last updated: 1 ก.ย. 2569 | 26 จำนวนผู้เข้าชม |
แม้โรคหอบหืดส่วนใหญ่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยการยาพ่นหอบหืดตามแนวทางมาตรฐาน แต่ในความเป็นจริง ยังมีผู้ป่วยอีกไม่น้อยที่อาการกลับกำเริบซ้ำ คุมได้ยาก และต้องพึ่งพาสเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน บางรายพอลดยาเมื่อไร อาการก็กลับมาเร็ว จนเข้าข่ายภาวะหอบหืดชนิดพึ่งสเตียรอยด์ หรือ steroid-dependent asthma (SDA) ภาวะนี้ไม่เพียงทำให้การรักษาซับซ้อนขึ้น แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาวอีกด้วย
บทความนี้จะชวนทุกท่านมาทำความเข้าใจว่า เหตุใดผู้ป่วยบางรายจึงลดสเตียรอยด์ได้ยาก แนวทางดูแลตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน และแพทย์แผนจีนมีบทบาทช่วยเสริมการดูแลร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันอย่างไร เพื่อให้ควบคุมอาการหอบหืดได้ดีขึ้นและลดการพึ่งพาสเตียรอยด์ทั้งชนิดพ่นและชนิดรับประทานในอนาคตกันครับ
1.ทำความรู้จักกับภาวะ SDA เบื้องต้น
โรคหอบหืดเกิดจากการอักเสบเรื้อรังของหลอดลมทางเดินหายใจจึงแคบลง ผู้ป่วยมักมีอาการหายใจไม่สะดวกติดขัด การรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันจึงเลือกใช้ ยาพ่นสเตียรอยด์ (ICS) เป็นยาหลักที่ช่วยลดการอักเสบและคุมอาการในระยะยาว แต่ผู้ป่วยบางรายไม่สามารถใช่ยาพ่นในการคุมอาการได้เพียงอย่างเดียว จึงจำเป็นต้องใช้สเตียรอยด์ชนิดกิน (OCS) ร่วมด้วย ถ้า หากใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องนานเกิน 6 เดือนขึ้นไป แล้วพอลดยาหรือหยุดยา อาการกลับมากำเริบอีกได้ง่ายและรุนแรง ทั้งที่ใช้ยาได้ถูกต้องและสม่ำเสมอ สามารถวินิจฉัยได้ว่าผู้ป่วยเกิดภาวะ “หอบหืดชนิดพึ่งสเตียรอยด์” ภาวะนี้มักทำให้การรักษายุ่งยากขึ้น ร่างกายตอบสนองต่อสเตียรอยด์ได้ไม่ดีเหมือนเดิม การอักเสบในร่างกายที่คุมได้ยาก การสร้างฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตลดลงและหากมีภาวะนี้นานๆ หลอดลมก็อาจค่อยๆ ตีบและอุดกั้นง่ายขึ้น จนควบคุมโรคได้ยาก ในผู้ป่วยบางรายแพทย์อาจต้องพิจารณาใช้ยาฉีดชีววัตถุ (Monoclonal Antibody) เพื่อช่วยคุมอาการและลดการพึ่งพาสเตียรอยด์ทั้งแบบพ่นและแบบกินในระยะยาว
สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยไม่ควรลดหรือหยุดสเตียรอยด์เองเพราะการลดยาไม่ได้ดูจากความรู้สึกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการประเมินจากแพทย์ร่วมด้วย เช่น การประเมินการควบคุมอาการหอบหืด (ACT score) การตรวจวัดสมรรถภาพปอดจากค่า FEV1 และ PEF เพื่อประเมินการตีบของหลอดลม ค่าการอักเสบของหลอดลมจากค่า FeNO อีกทั้งยังต้องพิจารณาด้วยว่าต่อมหมวกไตยังสร้างฮอร์โมนตามธรรมชาติได้เพียงพอหรือไม่ ดังนั้นการลดยาจึงควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภายใต้การดูแลของแพทย์แผนปัจจุบัน เพื่อให้ปลอดภัยและลดโอกาสที่อาการจะกลับมากำเริบซ้ำ
2.แล้วแพทย์แผนจีนมองภาวะ “หอบหืดชนิดพึ่งสเตียรอยด์” นี้อย่างไร
ถ้ามองในทางแพทย์แผนจีน ผู้ป่วยหอบหืดชนิดพึ่งสเตียรอยด์มักไม่ได้มีปัญหาแค่ที่หลอดลมอย่างเดียว แต่เป็นภาวะที่ร่างกายรากฐานพร่อง แต่แสดงอาการแกร่ง (本虚标实) อีกทั้งยังมักมีทั้งอาการร้อนและเย็นปนกัน (寒热错杂) รวมถึงมีเสมหะ (痰) และเลือดคั่ง (瘀) ร่วมด้วย
พื้นฐานของโรคมักเกี่ยวข้องกับปอด ม้าม และไตที่อ่อนแอ โดยเฉพาะ “ไต” ซึ่งแพทย์แผนจีนมองว่าเป็นรากฐานสำคัญของการหายใจ เมื่อใช้สเตียรอยด์ต่อเนื่องนาน ๆ แพทย์แผนจีนมองว่าเหมือนร่างกายได้รับแรงกระตุ้นจากยาที่มีฤทธิ์ร้อนอยู่ตลอด จึงอาจทำให้เริ่มมีอาการร้อนใน เช่น ปากแห้ง คอแห้ง หน้าแดง กระหายน้ำ นอนหลับไม่ค่อยสนิท หรือหลับยาก นานวันเข้า สารน้ำและชี่ของร่างกายจะค่อย ๆ พร่องลง เสมหะจึงเหนียวข้นขึ้น เสมหะเหลืองข้น คั่งอยู่ในปอด และกีดขวางทางเดินหายใจ ทำให้หอบ แน่นหน้าอก หรือมีเสียงหวีดมากขึ้น
ขณะเดียวกัน เมื่อร่างกายเสียสมดุลเป็นระยะเวลานาน ๆ การไหลเวียนของเลือดจึงติดขัด เกิดภาวะเลือดคั่ง จนส่งผล ให้เสมหะคั่งค้างมากขึ้น อาการหอบกำเริบบ่อยขึ้น การควบคุมโรคจึงยากกว่าเดิม
ในผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย รากฐานของปัญหามัก อยู่ที่ภาวะไตพร่อง โดยเฉพาะไตหยางพร่อง ส่งผลให้เหนื่อยง่าย หอบง่าย หายใจไม่สุด หนาวง่าย ปัสสาวะบ่อย และไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ จึงทำให้โรคมีแนวโน้มเป็นๆ หายๆ และเรื้อรังได้ง่าย
3. ประสานการดูแลร่วมกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย
การดูแลผู้ป่วยหอบหืดชนิดพึ่งสเตียรอยด์ ร่วมด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน มักแบ่งเป็น 3 ช่วงหลัก เพื่อช่วยให้ร่างกายค่อย ๆ ปรับตัวและควบคุมอาการได้ดีขึ้น
① ช่วงแรกคือระยะที่ยังต้องใช้สเตียรอยด์ต่อเนื่อง ผู้ป่วยมักมีอาการอินพร่อง ร้อนในร่วมกับเสมหะเหนียวข้น เสมหะขับยาก ปากแห้ง คอแห้ง หรือหน้าแดง ระยะนี้แพทย์แผนจีนใช่วิธีบำรุงอินของปอด ลดความร้อนภายใน ละลายเสมหะ บรรเทาอาการหอบ และค่อย ๆ ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัว ตำรับยาที่เลือกใช้ เช่น จือไป๋ตี้หวงหวาน (知柏地黄丸)
② ช่วงที่สองคือระยะเริ่มลดยา ซึ่งต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะอาการควบคุมได้ยาก เมื่อฤทธิ์ของยาที่เคยกดอาการไว้ค่อย ๆ ลดลง ความอ่อนแอที่ซ่อนอยู่ภายในก็จะเริ่มแสดงชัดขึ้น โดยภาวะร้อนพร่องยังคงค้างอยู่ในปอด ขณะเดียวกันภาวะพร่องของร่างกายก็เด่นขึ้นมากกว่าเดิม จึงเกิดลักษณะที่ทั้งเย็นและร้อนปะปนกัน พร้อมกับมีภาวะที่ อินและหยางอ่อนแอร่วมกัน ผู้ป่วยบางรายจึงอาจมีอาการทั้งสองด้านพร้อมกัน เช่น ปากแห้ง มือเท้าร้อน แต่กลับกลัวหนาว ท้องเสียง่าย หรือมีเสมหะใส ระยะนี้จึงต้องค่อย ๆ ประคองให้ร่างกายกลับมาสมดุล ดูแลทั้งด้านเย็นและร้อนไปพร้อมกัน ช่วยฟื้นกำลังของร่างกาย ละลายเสมหะ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดลม และบรรเทาอาการหอบ โดยตำรับยาที่อาจเลือกใช้ตามความเหมาะสม เช่น อูเหมยหวาน (乌梅丸)
③ ช่วงสุดท้ายคือหลังลดสเตียรอยด์ลงได้มาก หรือหยุดยาได้แล้ว อาการร้อนในมักค่อย ๆ ลดลง แต่อาการอ่อนแอของร่างกายจะเริ่มเห็นชัดขึ้น โดยเฉพาะอาการเย็นพร่อง เช่น หอบกำเริบเมื่อเวลาออกแรง เหนื่อยง่าย หนาวง่าย ปวดเมื่อยเอว เข่าอ่อน เหงื่อออกง่าย หรือปัสสาวะบ่อย ระยะนี้แพทย์แผนจีนจะเน้นฟื้นกำลังพื้นฐานของร่างกาย ช่วยบำรุงไตหยาง บำรุงชี่และเลือด ละลายเสมหะ และป้องกันไม่ให้อาการกลับมากำเริบซ้ำ เป้าหมายสำคัญคือช่วยให้ผู้ป่วยหายใจได้ดีขึ้น ควบคุมอาการได้มั่นคงขึ้น และลดโอกาสกลับไปพึ่งสเตียรอยด์อีกในระยะยาว ตำรับยาที่เลือกใช้ เช่น จินคุ่ยเสิ้นชี่หวาน (金匮肾气丸)
ในผู้ป่วยหอบหืดชนิดพึ่งสเตียรอยด์ การดูแลรักษาควรมองแบบต่อเนื่องและรอบด้าน โดยแพทย์แผนปัจจุบันยังมีบทบาทสำคัญในการประเมินความรุนแรงของโรค ติดตามการอักเสบของหลอดลม ตรวจสมรรถภาพปอด และวางแผนการใช้หรือลดยาสเตียรอยด์อย่างปลอดภัย ขณะเดียวกัน การใช้ยาจีนร่วมอย่างเหมาะสมภายใต้การดูแลของแพทย์แผนจีน ก็อาจช่วยประคองอาการ ลดโอกาสกำเริบ ช่วยให้ร่างกายปรับตัวได้ดีขึ้นในช่วงใช้ยาและช่วงลดยา รวมถึงช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นในบางรายอย่างไรก็ตาม ทั้งสองแนวทางไม่ควรมองว่าใช้แทนกัน แต่ควรทำงานเสริมกัน โดยอาศัยการประเมินโรคอย่างเป็นระบบ ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และเลือกวิธีรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละคน เพื่อช่วยให้คุมโรค ลดภาวะแทรกซ้อน และปลอดภัยมากขึ้นในระยะยาว
เอกสารอ้างอิง
[1] Lee JH, Kim HJ, Park CS, Park SY, Park SY, Lee H, et al. Clinical characteristics and disease burden of severe asthma according to oral corticosteroid dependence: real-world assessment from the Korean Severe Asthma [2] Registry (KoSAR). Allergy Asthma Immunol Res. 2022;14(4):412-423. doi:10.4168/aair.2022.14.4.412.
[3] Calzetta L, Aiello M, Frizzelli A, Bertorelli G, Rogliani P, Chetta A. Oral corticosteroids dependence and biologic drugs in severe asthma: myths or facts? A systematic review of real-world evidence. Int J Mol Sci. 2021;22(13):7132. doi:10.3390/ijms22137132.
[4] Pérez de Llano LA, García Rivero JL, Pallares A, Mengual N, Golpe R. Cortico-dependent asthma: our clinical experience. Arch Bronconeumol. 2015;51(12):660-661.
[5] Yang S, Wu WP, Cui HS. Discussion on the pathogenesis and syndrome differentiation treatment of steroid-dependent asthma in traditional Chinese medicine. Xin Zhongyi. 2004;36(12):5-6. doi:10.13457/j.cnki.jncm.2004.12.002. [in Chinese].
[6] Project Group for the Traditional Chinese Medicine Diagnosis and Treatment Guideline of Steroid-Dependent Asthma, China Association of Chinese Medicine. Traditional Chinese medicine diagnosis and treatment guideline for steroid-dependent asthma (2023). Journal of Traditional Chinese Medicine. 2024;65(8):870-876. doi:10.13288/j.11-2166/r.2024.08.017. [in Chinese].
______________________________________________
บทความโดย
แพทย์จีน ปัณณวิชญ์ โสภณธิติพันธุ์ (หมอจีน หลี่ จิน เสียง)
李金祥 中医师
TCM. Dr. Punnavitch Sopondhitipun (Li Jin Xiang)
เลขที่ใบประกอบโรคศิลปะ พจ.2407
แผนกอายุรกรรมระบบทางเดินหายใจ
คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ
31 ส.ค. 2569
31 ส.ค. 2569