Circadian Rhythm กับแพทย์แผนจีน: ความเชื่อมโยงระหว่าง นาฬิกาชีวิต และ 子午流注

Last updated: 22 ก.ย. 2569  |  6 จำนวนผู้เข้าชม  | 

Circadian Rhythm กับแพทย์แผนจีน: ความเชื่อมโยงระหว่าง นาฬิกาชีวิต และ 子午流注

Circadian Rhythm หรือจังหวะชีวภาพ เป็นระบบนาฬิกาภายในร่างกายที่มีรอบประมาณ 24 ชั่วโมง ทำหน้าที่ประสานการทำงานของระบบต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับช่วงเวลาของวัน โดยเฉพาะวงจรกลางวันและกลางคืน ระบบนี้เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ–ตื่น ฮอร์โมน อุณหภูมิร่างกาย ระบบเผาผลาญ การทำงานของหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงการทำงานของภูมิคุ้มกัน ในทางการแพทย์ตะวันตก นาฬิกาชีวภาพส่วนกลางที่สำคัญอยู่บริเวณ Suprachiasmatic Nucleus (SCN) ในสมอง ซึ่งรับข้อมูลจากแสงผ่านดวงตาและทำหน้าที่ประสานจังหวะของร่างกาย นอกจากนาฬิกากลางแล้ว เนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ยังมี “นาฬิกาชีวภาพ” ของตนเอง และได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น แสง เวลาอาหาร การนอน และกิจกรรมทางกาย เมื่อจังหวะเหล่านี้ถูกรบกวน เช่น นอนดึกเป็นประจำ ทำงานเป็นกะ เดินทางข้ามเขตเวลา ได้รับแสงสว่างในเวลากลางคืน หรือมีเวลารับประทานอาหารไม่สม่ำเสมอ อาจเกิดภาวะ Circadian Misalignment ซึ่งมีความสัมพันธ์กับปัญหาการนอน ระบบเผาผลาญ และสุขภาพโดยรวม

“เวลา” ในมุมมองของแพทย์แผนจีน มีแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับ “เวลา” เช่น 子午流注 (Zi Wu Liu Zhu) หรือแนวคิดเรื่องการไหลเวียนของชี่(气)ตามช่วงเวลา โดยแบ่ง 24 ชั่วโมงออกเป็น 12 ช่วง ช่วงละประมาณ 2 ชั่วโมง และเชื่อมโยงกับเส้นลมปราณ 12 เส้น ตัวอย่างเช่น ตามทฤษฎีแพทย์แผนจีน ช่วง 23.00–01.00 น.สัมพันธ์กับเส้นลมปราณถุงน้ำดี 01.00–03.00 น.สัมพันธ์กับเส้นลมปราณตับ 03.00–05.00 น.สัมพันธ์กับเส้นลมปราณปอด และช่วง 07.00–09.00 น.สัมพันธ์กับเส้นลมปราณกระเพาะอาหาร แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณา เวลาในการรักษา โดยเฉพาะการฝังเข็มตามหลัก 子午流注 อย่างไรก็ตาม ควรทำความเข้าใจว่า 子午流注 และ Circadian Rhythm ไม่ใช่ทฤษฎีเดียวกัน Circadian Rhythm สามารถอธิบายผ่านกลไกทางชีววิทยา เช่น SCN ฮอร์โมน melatonin, cortisol และ clock genes ขณะที่ 子午流注เป็นทฤษฎีภายในกรอบแนวคิดของแพทย์แผนจีน ดังนั้นการเชื่อมโยงสองศาสตร์นี้ควรอยู่ในระดับ “ความคล้ายคลึงทางแนวคิด” มากกว่าการกล่าวว่าเป็นกลไกทางสรีรวิทยาเดียวกัน

เคยสังเกตไหมว่า ในแต่ละช่วงเวลาของวัน ร่างกายของเรามีความรู้สึกและการทำงานแตกต่างกันออกไป บางช่วงรู้สึกตื่นตัวและมีพลัง บางช่วงเริ่มง่วง เหนื่อย หรืออยากพักผ่อน ในศาสตร์การแพทย์แผนจีนมีแนวคิดที่เรียกว่า “子午流注 (จื่ออู่หลิวจู้)” ซึ่งเป็นทฤษฎีด้านเวลาในทางการแพทย์แผนจีน โดยอาศัยแนวคิด “天人相应 (เทียนเหรินเซียงอิ้ง)” หรือ “มนุษย์กับธรรมชาติมีความสัมพันธ์และสอดคล้องกัน”ทฤษฎีนี้มองว่า การไหลเวียนของ ชี่ (气) และเลือด (血) ในร่างกายมีความสัมพันธ์กับช่วงเวลาต่าง ๆ ของวัน และในแต่ละช่วงเวลาจะมีเส้นลมปราณหนึ่งเส้นที่ถูกมองว่าเป็นช่วงที่มีพลังงานเด่นที่สุด จึงสามารถนำแนวคิดเรื่องเวลามาประยุกต์ใช้ในการดูแลสุขภาพและการรักษาได้ 

คำว่า 子午 (จื่ออู่) หมายถึง “เวลา” โดยเฉพาะช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนแปลงของหยินและหยาง

子时 (จื่อสือ) หรือช่วง 23.00–01.00 น. เป็นช่วงที่หยางเริ่มก่อกำเนิดขึ้นอีกครั้ง

 午时 (อู่สือ) หรือช่วง 11.00–13.00 น. เป็นช่วงที่หยินเริ่มเกิดขึ้นท่ามกลางหยางที่กำลังรุ่ง

ส่วนคำว่า 流注 (หลิวจู้) หมายถึง “การไหลเวียนและหล่อเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง”

จึงอาจเข้าใจง่าย ๆ ว่า 子午流注 คือแนวคิดเรื่อง “จังหวะเวลาของการไหลเวียนของชี่และเลือดในร่างกาย” ตามมุมมองของแพทย์แผนจีน

12 ช่วงเวลา กับ 12 เส้นลมปราณตามทฤษฎีจื่ออู่หลิวจู้ 24 ชั่วโมงของหนึ่งวันแบ่งออกเป็น 12 ช่วงเวลา หรือ 12 时辰 (สือเฉิน) แต่ละช่วงมีระยะเวลา 2 ชั่วโมง และสัมพันธ์กับเส้นลมปราณหนึ่งเส้น แนวคิดนี้เปรียบเสมือนนาฬิกาชีวิต ที่บอกว่า ในแต่ละช่วงเวลามีระบบใดของร่างกายที่เด่นเป็นพิเศษ

23.00–01.00 น. ถุงน้ำดี (胆经)เป็นช่วงเริ่มต้นของหยาง จึงเน้นการพักผ่อนและเข้านอน
01.00–03.00 น. ตับ (肝经)เป็นช่วงที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรักษาเลือด
และการทำงานของตับ
ตามแนวคิดแพทย์จีน
จึงควรอยู่ในภาวะหลับพักผ่อน
03.00–05.00 น. ปอด (肺经)เป็นช่วงที่ชี่เริ่มเคลื่อนไหวจากความสงบไปสู่การตื่นตัว
จึงยังเหมาะกับการพักผ่อน
05.00–07.00 น. ลำไส้ใหญ่ (大肠经)เป็นช่วงที่เหมาะกับการตื่นนอนและขับถ่าย
07.00–09.00 น. กระเพาะอาหาร (胃经)เป็นช่วงที่ระบบย่อยอาหารมีความพร้อม
จึงเหมาะกับการรับประทานอาหารเช้า
09.00–11.00 น. ม้าม (脾经)ตามแนวคิดแพทย์จีน เป็นช่วงที่ม้ามทำหน้าที่ “运化”
หรือแปรเปลี่ยนและลำเลียงสารอาหาร
จึงเหมาะกับการทำงานและเรียนรู้
11.00–13.00 น. หัวใจ (心经)เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของหยินและหยาง
เหมาะกับการรับประทานอาหารกลางวันและพักผ่อนช่วงสั้น ๆ
13.00–15.00 น. ลำไส้เล็ก (小肠经)เกี่ยวข้องกับแนวคิดเรื่อง “แยกใสขุ่น”
หรือการคัดแยกสารที่เป็นประโยชน์
และของเสียตามทฤษฎีแพทย์จีน
15.00–17.00 น. กระเพาะปัสสาวะ (膀胱经)เป็นช่วงที่เหมาะกับการทำกิจกรรมและดื่มน้ำ
ให้เพียงพอตามความเหมาะสม
17.00–19.00 น. ไต (肾经)เป็นช่วงที่ร่างกายเริ่มเข้าสู่ระยะเก็บสะสมและสงบลง
จึงเหมาะกับการลดกิจกรรมที่หนักเกินไป
19.00–21.00 น. เยื่อหุ้มหัวใจ (心包经)เหมาะกับการผ่อนคลาย เดินเล่น
ทำกิจกรรมที่ช่วยให้จิตใจสงบ



หัวใจสำคัญของจื่ออู่หลิวจู้ไม่ได้หมายความว่า “ทุกคนต้องทำกิจกรรมตามเวลาเหล่านี้อย่างเคร่งครัด” แต่เป็นการชวนให้เราเข้าใจว่า ร่างกายมีจังหวะของการตื่นตัว การทำงาน การย่อยอาหาร การขับถ่าย และการพักผ่อน ตัวอย่างเช่น ช่วงเช้า ตื่นนอน ดื่มน้ำ รับประทานอาหารเช้า และเริ่มต้นกิจกรรมต่าง ๆ ของวัน ช่วงกลางวันรับประทานอาหารและหาเวลาพักสั้น ๆ เพื่อให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย ช่วงบ่ายทำงานหรือกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิ พร้อมดูแลเรื่องน้ำและการเคลื่อนไหวร่างกาย ช่วงเย็นลดความหนักของกิจกรรม รับประทานอาหารเย็นอย่างเหมาะสม และค่อย ๆ เปลี่ยนเข้าสู่โหมดพักผ่อน ช่วงกลางคืนลดแสงและสิ่งกระตุ้น หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ตื่นตัวมากเกินไป และเตรียมตัวเข้านอน กล่าวง่าย ๆ คือ “เมื่อถึงเวลาทำงานก็ทำงาน เมื่อถึงเวลาพักก็พัก” ซึ่งสอดคล้องกับหลักการสำคัญของแพทย์แผนจีนที่ต้องการให้มนุษย์ดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับจังหวะของธรรมชาติ แนวคิดเรื่องเวลาไม่ได้ใช้เฉพาะกับการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่ยังถูกนำมาใช้ในศาสตร์การฝังเข็มด้วย แพทย์แผนจีนบางสำนักใช้หลัก “因时施治” (อินสือซือจื้อ) หรือ การรักษาโดยคำนึงถึงเวลา โดยพิจารณาว่าอาการและภาวะของผู้ป่วยสัมพันธ์กับช่วงเวลาใด และเลือกวิธีการรักษาหรือจุดฝังเข็มให้สอดคล้องกับหลักดังกล่าว

นอกจากนี้ยังมีระบบการเลือกจุดตามเวลา เช่น 纳子法 (น่าจื่อฝ่า) และ 纳甲法 (น่าเจี่ยฝ่า) ซึ่งเป็นศาสตร์การคำนวณที่ซับซ้อนขึ้น และใช้เวลาเป็นหนึ่งในปัจจัยประกอบการเลือกจุดฝังเข็ม ดังนั้น “เวลา” ในแพทย์แผนจีนจึงไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขบนหน้าปัดนาฬิกา แต่เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ใช้ทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง ร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อม สิ่งสำคัญที่ควรเข้าใจ子午流注 เป็น ทฤษฎีตามกรอบความคิดของการแพทย์แผนจีน ไม่ควรนำตารางเวลาเหล่านี้ไปตีความว่าเป็นช่วงเวลาที่อวัยวะนั้น ๆ หยุดทำงาน หรือ ทำงานเต็มที่ทางสรีรวิทยา ในความหมายเดียวกับการแพทย์แผนปัจจุบัน การนอนให้เพียงพอ รับประทานอาหารอย่างเหมาะสม ออกกำลังกาย และมีตารางชีวิตที่สม่ำเสมอ ยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญของสุขภาพ จื่ออู่หลิวจู้จึงอาจมองได้ว่าเป็น “นาฬิกาสุขภาพในมุมมองของแพทย์แผนจีน” ที่ชวนให้เรากลับมาใส่ใจกับจังหวะชีวิตของตัวเอง และเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติของร่างกายมากขึ้น

จุดร่วมที่น่าสนใจระหว่างสองศาสตร์ ได้แก่

1. ร่างกายไม่ได้ทำงานเหมือนเดิมตลอด 24 ชั่วโมง

Circadian Biology แสดงให้เห็นว่าการทำงานของร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงตามเวลา เช่น ระดับฮอร์โมน อุณหภูมิร่างกาย ความตื่นตัว และกระบวนการเผาผลาญ ในขณะที่แพทย์แผนจีนใช้แนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงของชี่ และความสัมพันธ์กับเวลา ดังนั้น จุดร่วมสำคัญคือ ทั้งสองศาสตร์มองว่าร่างกายมี “จังหวะ” และไม่ได้อยู่ในสภาวะเดียวกันตลอดทั้งวัน

2. ความสัมพันธ์ระหว่างกลางวันและกลางคืน

ใน Circadian Biology แสงและความมืดเป็นตัวกำหนดสำคัญของนาฬิกาชีวิต โดยแสงสามารถส่งสัญญาณผ่าน SCN เพื่อควบคุมวงจรหลับ–ตื่นและระบบอื่น ๆ ในแพทย์แผนจีน แนวคิดอินหยาง ก็ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงระหว่างกลางวันและกลางคืน โดยกลางวันสัมพันธ์กับ หยาง และกลางคืนสัมพันธ์กับ อิน จึงมีความคล้ายคลึงกันในเชิงแนวคิดว่า มนุษย์ควรดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับจังหวะของธรรมชาติ

3. เวลาอาหารและพฤติกรรมมีความสำคัญ

ปัจจุบันพบว่าเวลาในการรับประทานอาหารและกิจกรรมทางกายสามารถเป็นสัญญาณที่มีผลต่อจังหวะชีวภาพของเนื้อเยื่อส่วนปลายได้ ขณะที่แพทย์แผนจีนให้ความสำคัญกับเวลาในการรับประทานอาหารและการทำงานของระบบม้าม–กระเพาะอาหาร แม้ทั้งสองศาสตร์จะอธิบายด้วยภาษาที่แตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมคือ พฤติกรรมในแต่ละช่วงเวลาสามารถสัมพันธ์กับการทำงานของร่างกาย

4. เวลาอาจเป็นปัจจัยหนึ่งของการรักษา

แนวคิดของการแพทย์สมัยใหม่ที่เรียกว่า Chronotherapy คือการคำนึงถึงช่วงเวลาในการรักษา เนื่องจากการทำงานของร่างกายและการตอบสนองต่อยาและการรักษาบางอย่างอาจเปลี่ยนแปลงตาม Circadian Rhythm ในแพทย์แผนจีน แนวคิดการเลือกเวลาในการรักษาตาม 子午流注 ก็ให้ความสำคัญกับช่วงเวลาที่ทำการรักษาเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ยังไม่ควรสรุปว่า Chronotherapy และ 子午流注 มีหลักการหรือกลไกเดียวกัน แต่สามารถมองว่าเป็น แนวคิดที่ให้ความสำคัญกับ “เวลา” ในการดูแลสุขภาพเช่นเดียวกัน

ปัจจุบันมีงานวิจัยที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการฝังเข็มกับ Circadian Rhythm โดยเฉพาะด้านการนอนหลับ งานทบทวนบางส่วนพบว่าการฝังเข็มอาจมีผลต่อระบบประสาทและตัวชี้วัดทางชีวภาพบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับการนอนและจังหวะชีวภาพ แต่ หลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันกลไกทั้งหมดอย่างชัดเจน ดังนั้น การกล่าวว่าการฝังเข็ม “ปรับนาฬิกาชีวิต” ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรนำแนวคิด 子午流注 มาอธิบายแทนกลไก Circadian Biology โดยตรง

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดอาจไม่ใช่การพยายามพิสูจน์ว่าแพทย์แผนจีนกับแพทย์ตะวันตกกำลังพูดถึงสิ่งเดียวกัน แต่คือการนำ จุดแข็งของทั้งสองศาสตร์มาพิจารณาร่วมกัน การแพทย์ตะวันตกช่วยอธิบาย “กลไก” ของนาฬิกาชีวิตผ่านระบบประสาท ฮอร์โมน ยีน และ เมตาบอลิซึม ขณะที่แพทย์แผนจีนให้ความสำคัญกับ “รูปแบบและจังหวะ” ของชีวิต เช่น เวลาที่เกิดอาการ เวลานอน เวลากินอาหาร การทำงาน และการพักผ่อน


ตัวอย่างเช่น หากผู้ป่วยมีอาการตื่นกลางดึกเป็นประจำ แพทย์แผนปัจจุบันอาจประเมินเรื่อง sleep disorder, circadian phase, sleep apnea ยา คาเฟอีน ความเครียด หรือปัจจัยทางเมตาบอลิซึม ขณะที่แพทย์แผนจีนอาจพิจารณาช่วงเวลาที่เกิดอาการร่วมกับอาการอื่น ลิ้น ชีพจร การวินิจฉัยและ กลุ่มอาการของผู้ป่วย ดังนั้น “เวลาเกิดอาการ” สามารถเป็นข้อมูลทางคลินิกที่มีประโยชน์ได้ในทั้งสองศาสตร์ เพียงแต่ใช้กรอบการตีความแตกต่างกัน

Circadian Rhythm และ 子午流注 ไม่ใช่ทฤษฎีเดียวกัน และยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะกล่าวว่าเป็นกลไกทางสรีรวิทยาเดียวกัน แต่ทั้งสองศาสตร์มีจุดร่วมที่น่าสนใจ คือการมองว่า ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงเป็นจังหวะ และ “เวลา” เป็นปัจจัยหนึ่งที่สัมพันธ์กับสุขภาพ Circadian Biology อธิบายเรื่องนี้ด้วยหลักฐานทางชีววิทยาสมัยใหม่ เช่น SCN ฮอร์โมน clock genes แสง อาหาร และ metabolism ส่วนแพทย์แผนจีนอธิบายผ่านแนวคิด อินหยาง ชี่ เลือด อวัยวะจั้งฝู่ และ 子午流注 การทำความเข้าใจทั้งสองศาสตร์อย่างแยกแยะระหว่าง “หลักฐานที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว” กับ “แนวคิดดั้งเดิมที่ยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติม” อาจเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการแพทย์บูรณาการในอนาคต

ร่างกายไม่ได้ทำงานเหมือนเดิมตลอดเวลา และการทำความเข้าใจ “จังหวะของร่างกาย” อาจช่วยให้เรามองสุขภาพได้ละเอียดกว่าการมองเพียงว่าอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งกำลังผิดปกติ


แหล่งอ้างอิงสำคัญ

1. National Heart, Lung, and Blood Institute (NHLBI). Circadian Rhythm Disorders. (NHLBI, NIH⁠ )

2. NHLBI. How Sleep Works: Your Sleep/Wake Cycle. (NHLBI, NIH⁠ )

3. Patke A, Young MW, Axelrod S. Molecular mechanisms and physiological importance of circadian rhythms. Nature Reviews Molecular Cell Biology. (Nature⁠ )

4. Reinke H, Asher G. Crosstalk between metabolism and circadian clocks. Nature Reviews Molecular Cell Biology. (Nature⁠ )

5. Samuels N. Chronotherapy in traditional Chinese medicine. American Journal of Chinese Medicine. (PubMed⁠ )

6. Wu J, Zhao Z. Acupuncture in circadian rhythm sleep-wake disorders and its potential neurochemical mechanisms. Frontiers in Neuroscience. 2024. (PubMed⁠ )

7. Zhou W, et al. Effects and mechanisms of acupuncture based on the principle of meridians. Journal of Acupuncture and Meridian Studies. (PubMed⁠ )


[1] https://www.bjacm.com.cn

[2] https://lius.cc

[3] https://cz96120.com

[4] https://zhuanlan.zhihu.com

[5] https://zh.wikipedia.org

[6] https://wap.oajrc.org

[7] https://baike.baidu.com

[8] https://www.hb3rm.com

______________________________________________

บทความโดย
แพทย์จีน กนิษฐา ใจเย็น แสงสกุล (หมอจีน จาง เยว่ ฟาง)
张月芳 中医师
TCM. Dr. Kanittha Jaiyen Saengsakul (Zhang Yue Fang)
เลขที่ใบประกอบโรคศิลปะ พจ.557
แผนกฝังเข็ม
คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้