จากลำไส้สู่สมอง: มุมมองการแพทย์แผนจีน

Last updated: 29 ก.ย. 2569  |  19 จำนวนผู้เข้าชม  | 

จากลำไส้สู่สมอง: มุมมองการแพทย์แผนจีน

ภาวะสมองเสื่อม โดยเฉพาะโรคอัลไซเมอร์ เป็นกลุ่มโรคที่มีความผิดปกติของการทำงานและโครงสร้างของสมองเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมางานวิจัยได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างระบบทางเดินอาหาร จุลินทรีย์ในลำไส้ และการทำงานของสมองมากขึ้น

เนื่องจากภายในระบบทางเดินอาหารมีจุลินทรีย์หลากหลายชนิดอาศัยอยู่ร่วมกับร่างกาย โดยมีบทบาทเกี่ยวข้องกับกระบวนการย่อยอาหาร การสร้างสารเมแทบอไลต์ (ซึ่งเป็นสารที่เกิดขึ้นจากกระบวนการทำงานของจุลินทรีย์ และสารเหล่านี้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสื่อสารระหว่างลำไส้กับสมอง) บางชนิด และการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน จากการศึกษาในปัจจุบันจึงมีความเป็นไปได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้อาจสัมพันธ์กับกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของสมอง นอกจากนั้น ยังพบว่าผู้ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ อาจมีองค์ประกอบและลักษณะของจุลินทรีย์ในลำไส้แตกต่างจากผู้ที่ไม่มีภาวะดังกล่าว แต่ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า ความผิดปกติของจุลินทรีย์ในลำไส้เป็นสาเหตุโดยตรงของภาวะสมองเสื่อม เนื่องจากหลักฐานที่มีอยู่ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถแยกได้อย่างชัดเจน


นอกจากนั้น อาหารก็เป็นอีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อองค์ประกอบของจุลินทรีย์ในลำไส้ การรับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และอาหารที่มีใยอาหารหลากหลายชนิด อาจช่วยสนับสนุนความหลากหลายของจุลินทรีย์ ขณะที่อาหารแปรรูปสูงและรูปแบบการดำเนินชีวิตบางประการอาจสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในลำไส้

มุมมองการแพทย์แผนจีน

ในศาสตร์การแพทย์แผนจีน ภาวะสมองเสื่อมสามารถพิจารณาจำแนกกลุ่มอาการตามลักษณะความไม่สมดุลของร่างกาย โดยอาจแบ่งเป็นกลุ่มอาการแกร่ง (实证) และกลุ่มอาการพร่อง (虚证) ซึ่งแต่ละกลุ่มมีลักษณะแตกต่างกัน ดังนี้

1) กลุ่มอาการแกร่ง (实证) ได้แก่ กลุ่มอาการเสมหะและสิ่งสกปรกอุดกั้น และกลุ่มอาการเลือดคั่งอุดกั้นเส้นลมปราณ

2) กลุ่มอาการพร่อง (虚证) ได้แก่ กลุ่มอาการม้ามและไตพร่อง และกลุ่มอาการสารจำเป็นไขกระดูกไม่เพียงพอ


ในส่วนของกลุ่มอาการพร่อง ซึ่งเกี่ยวข้องกับม้าม (脾), ไต (肾), จิง (精) และสุ่ย/ไขกระดูก (髓) โดยมีความสัมพันธ์กันเป็นลำดับ โดยเฉพาะเมื่ออธิบายกลุ่มอาการพร่องที่เกี่ยวข้องกับความจำและการรู้คิด สามารถสรุปหน้าที่สำคัญได้ดังนี้

1) ม้าม (脾)

มีหน้าที่ลำเลียงและแปรสภาพอาหารและสารอาหาร เพื่อสร้างชี่และเลือด

สัมพันธ์กับสมองและการรู้คิด คือ ชี่และเลือดเป็นพื้นฐานในการหล่อเลี้ยงร่างกาย หากม้ามพร่อง การสร้างชี่และเลือดลดลง อาจทำให้สมองได้รับการหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ

2) ไต (肾)

มีหน้าที่เก็บสะสมจิง (肾藏精) มีบทบาทต่อการเจริญเติบโต พัฒนาการ การสืบพันธุ์ และความเสื่อมตามวัย

สัมพันธ์กับสมองและการรู้คิด คือ จิงของไต (肾精) เป็นพื้นฐานสำคัญในการหล่อเลี้ยงสมอง ไตจิงพร่อง มักเชื่อมโยงกับความจำและการรู้คิดลดลง โดยเฉพาะในวัยสูงอายุ

3) จิง (精)

มีหน้าที่เป็นสารพื้นฐานสำคัญของร่างกาย เก็บสะสมอยู่ที่ไต และเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต พัฒนาการ และการเสื่อมตามวัย

สัมพันธ์กับสมองและการรู้คิด คือ จิงสามารถเป็นพื้นฐานในการสร้างสุ่ย/ไขกระดูก ซึ่งตามทฤษฎีจีนสัมพันธ์กับการหล่อเลี้ยงสมอง

4) สุ่ย/ไขกระดูก (髓)

ในทฤษฎีแพทย์จีนมีความสัมพันธ์กับจิง โดยมีแนวคิดว่า 精生髓,髓通于脑 (จิงสัมพันธ์กับการเกิดสุ่ย และสุ่ยเชื่อมต่อกับสมอง) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับสมอง จึงใช้เป็นกรอบอธิบายความผิดปกติด้านความจำ การรู้คิด และการเสื่อมของการทำงานทางสมอง

จะเห็นได้ว่า ม้าม, ไต, จิง  และสุ่ย/ไขกระดูก มีหน้าที่สำคัญที่สัมพันธ์กับสมองและการรู้คิด แต่กระบวนการก่อนที่ม้ามจะทำหน้าที่ลำเลียงอาหารได้จะต้องมีกระบวนการรับและย่อยอาหารก่อน โดยกระเพาะอาหารจะทำหน้าที่รับและย่อยอาหารเบื้องต้น ในขณะที่ม้ามมีหน้าที่แปรเปลี่ยนและลำเลียงสารจำเป็นจากอาหาร (水谷精微) ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างชี่และเลือดสำหรับหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย

ในศาสตร์การแพทย์แผนจีนจึงให้ความสำคัญกับการทำงานของระบบสมดุลของม้ามและกระเพาะอาหาร คือ ระบบการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการย่อย แปรเปลี่ยน และลำเลียงสารอาหารภายในร่างกาย หลังจากรับประทานอาหารเข้าไป

โดยม้ามและกระเพาะอาหารจะเปลี่ยนอาหารที่รับประทานเข้าไปให้เป็นสารที่ร่างกายนำไปใช้ได้ โดยเฉพาะชี่และเลือด ซึ่งมีความสำคัญต่อการหล่อเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงสมอง หากการทำงานของม้ามและกระเพาะอาหาร สมดุลและแข็งแรง ย่อมทำให้การสร้างและลำเลียงสารจิงเป็นไปอย่างเหมาะสม ในทางกลับกัน หากการทำงานของทั้ง 2 อวัยวะผิดปกติ ในศาสตร์การแพทย์แผนจีนอธิบายความผิดปกติด้านการทำงานของสมองว่า อาจก่อให้เกิดภาวะของเสมหะและความชื้นสะสมได้ เมื่อเสมหะและความชื้นไปรบกวนการไหลเวียนของชี่และเลือด จะส่งผลให้เกิดอาการหนักศีรษะ มึนงง ความคิดไม่ปลอดโปร่ง สมาธิลดลง หรือความจำไม่ดี (ศาสตร์การแพทย์แพทย์จีน ไม่ได้หมายถึงเสมหะในระบบทางเดินหายใจเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นแนวคิดเชิงทฤษฎีที่ใช้ในการอธิบายความผิดปกติของการสะสมและการเคลื่อนตัวของสารบางอย่างภายในร่างกายร่วมด้วย)

สามารถสรุปความสัมพันธ์ตามกรอบแนวคิดของศาสตร์การแพทย์แผนจีนได้ดังนี้



ดังนั้นในศาสตร์การแพทย์แผนจีนมองว่า สมองจึงไม่ได้ถูกพิจารณาแยกจากการทำงานของอวัยวะอื่น ๆ แต่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันกับม้ามและกระเพาะอาหาร ผ่านกระบวนการสร้างและลำเลียงชี่และเลือด รวมถึงความสัมพันธ์กับการเกิดและการสะสมของเสมหะและความชื้นด้วย ดังนั้น ตามแนวคิดศาสตร์การแพทย์แผนจีน การดูแลสุขภาพสมองในผู้สูงอายุไม่ได้มองเฉพาะเรื่องของสมองเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการทำงานของระบบย่อยอาหาร ไต การไหลเวียนของชี่และเลือด รวมถึงภาวะเสมหะและความชื้นในร่างกาย โดยจะพิจารณาความสมดุลของร่างกายโดยรวม และปรับการดูแลให้เหมาะกับแต่ละบุคคล

การดูแลม้าม กระเพาะอาหาร และสมอง

การดูแลสุขภาพตามแนวคิดแพทย์แผนจีนร่วมกับการลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพสมองสามารถเริ่มต้นได้จากหลักง่าย ๆ คือ กินอาหารที่เหมาะสม ขยับร่างกาย นอนหลับให้เพียงพอ และรักษาสมดุลของชีวิต 

ในศาสตร์การแพทย์แผนจีน จะเน้นหลัก 健脾和胃 (jiàn pí hé wèi) หรือการดูแลม้ามและกระเพาะอาหารให้ทำงานอย่างสมดุล โดยรับประทานอาหารให้เหมาะกับสภาพร่างกาย ไม่กินมากหรือน้อยเกินไป และรับประทานอาหารให้เป็นเวลา ควรรับประทานอาหารให้หลากหลาย โดยเน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และอาหารที่มีใยอาหาร พร้อมลดอาหารแปรรูปสูง รวมถึงอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลมากเกินไป นอกจากนี้ ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รักษาน้ำหนัก ควบคุมความดันโลหิต น้ำตาล และไขมันในเลือด รวมถึงการมีกิจกรรมทางสังคมและกิจกรรมที่ช่วยคงความสามารถด้านการคิดและการทำงานของสมอง

อย่างไรก็ตาม บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไปเบื้องต้น และให้คำแนะนำในการดูแลตนเอง สำหรับผู้ที่มีอาการความจำบกพร่องหรือการคิดเปลี่ยนแปลงไป ควรเข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมินเป็นรายกรณี

เอกสารอ้างอิง (ถ้ามี)

- World Health Organization. (2026). Dementia.

- Liu Y, et al. (2026). Gut microbiota alterations in Alzheimer's disease and mild cognitive impairment: A systematic review and meta-analysis.

- Zou X, et al. (2024). Gut microbiota and its metabolites in Alzheimer's disease: from pathogenesis to treatment. PeerJ.
______________________________________________

บทความโดย
แพทย์จีนริฟฮาน ยูโซะ (หมอจีน หลัว หรู ซาน)
罗如珊  中医师
TCM. Dr. Rifhan Yusoh (Luo Ru Shan)
เลขที่ใบประกอบโรคศิลปะ พจ.464
แผนกฝังเข็ม
คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้