Last updated: 17 ก.ย. 2569 | 28 จำนวนผู้เข้าชม |
ในคัมภีร์จีนโบราณมีคำกล่าวไว้ว่า “สังขารร่วงโรย เริ่มต้นที่ไตเสื่อมถอย” (人老肾先衰) หลายท่านเมื่อเข้าสู่วัยกลางคนหรือวัยสูงอายุ มักจะเริ่มมีอาการปวดเมื่อยเอวและเข่า ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน หูตึง ตาพร่ามัว หรือขี้ลืม อาการเหล่านี้ในทางการแพทย์แผนจีนไม่ได้มองว่าเป็นเพียงความเสื่อมตามวัย แต่เป็นสัญญาณเตือนของภาวะ "ไตพร่อง" (肾虚)
"ไต" ในมุมมองของการแพทย์แผนจีนเปรียบเสมือน "รากฐานของชีวิต" (先天之本) ซึ่งทำหน้าที่เก็บสะสมสารจำเป็นหรือ “สารจิง”(精) ที่ทำหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโต พัฒนาการ การสืบพันธุ์ ความแข็งแรงของกระดูก ไปจนถึงสติปัญญา การได้ยิน และความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตามวัย เมื่อไตพร่องจึงทำให้เกิดอาการต่างๆตามมา
5 สัญญาณเตือนและการเกิดอาการไตพร่องในมุมมองของการแพทย์แผนจีน
1. กระดูกพรุนและกระดูกบาง (骨质疏松)
ในมุมมองของการแพทย์แผนจีนมองว่า “ไตกำกับกระดูกและสร้างไขกระดูก” (肾主骨生髓) สารจิงในไตจะถูกเปลี่ยนเป็นไขกระดูกเพื่อไปหล่อเลี้ยงและบำรุงกระดูกให้แข็งแรง เมื่อไตพร่อง สารจิงลดลง ทำให้ไขกระดูกเหือดแห้ง ส่งผลให้ความหนาแน่นของกระดูกลดลงจนเกิดภาวะกระดูกพรุน และเสี่ยงต่อการหักได้ง่ายแม้ล้มเพียงเบาๆ
2. ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน (夜尿频多)
ในมุมมองของการแพทย์แผนจีน อีกหนึ่งหน้าที่ที่สำคัญของไตคือการควบคุมสมดุลน้ำในร่างกาย และควบคุมการเปิดปิดของกระเพาะปัสสาวะ หากชี่ของไตพร่องจนสูญเสียความสามารถในการกักเก็บ (肾气不固) ทำให้กระเพาะปัสสาวะไม่สามารถควบคุมการปัสสาวะได้ตามปกติ ส่งผลให้ปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะเวลากลางคืน
3. หูอื้อ หูมีเสียง และตาพร่ามัว (耳聋耳鸣、老眼昏花)
ในมุมมองของการแพทย์แผนจีนถือว่าหูคือทวารเปิดของไตและดวงตาที่แจ่มใสจำเป็นต้องพึ่งพาชี่จากทั้งตับและไต เมื่อชี่และสารจำเป็นในตับและไตลดน้อยลง อวัยวะรับสัมผัสเหล่านี้จึงไม่ได้รับการหล่อเลี้ยงที่เพียงพอ ทำให้เกิดอาการหูอื้อ หูมีเสียง หรือมองภาพไม่ชัดเจน
4. ขี้ลืมและการตอบสนองช้าลง (健忘、反应迟钝)
ในมุมมองของการแพทย์แผนจีนมีคำกล่าวว่าสมองเปรียบเสมือนทะเลแห่งไขกระดูก ซึ่งสร้างมาจากสารจิงของไต เมื่อไตพร่อง สมองจึงมีไขกระดูกหรือสารจำเป็นไปหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ (髓海不足) ส่งผลโดยตรงต่อสติปัญญา ความจำ และทำให้ปฏิกิริยาตอบสนองช้าลง
5. ปวดเมื่อยเอวและเข่า กลัวหนาว (腰膝酸软、怕冷畏寒)
ในมุมมองของการแพทย์แผนจีนเอวเปรียบเสมือนบ้านของไต (腰为肾之府) และหยางของไตทำหน้าที่เหมือนแหล่งกำเนิดความร้อนให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย เมื่อหยางไตพร่อง ร่างกายจะขาดไออุ่นไปหล่อเลี้ยงเส้นเอ็นและกระดูกบริเวณเอวและเข่า รวมถึงปลายมือปลายเท้า ทำให้รู้สึกปวดเมื่อยโดยเฉพาะบริเวณเอวและเข่า และมีอาการขี้หนาวกว่าคนทั่วไป
3 หลักการบำรุงไตตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน
1.การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์
เน้นการออกกำลังกายที่นุ่มนวลแต่สม่ำเสมอ เช่น การเดินออกกำลังกาย รำไทเก๊ก เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของชี่และเลือด ควรรับแสงแดดในเวลาเช้าเพื่อเสริมพลังหยาง และที่สำคัญที่สุดคือการพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการนอนดึกเพื่อรักษาสารจิงในไตเอาไว้
2.อาหารบำรุงไต
ตามศาสตร์การแพทย์แผนจีนอาหารสีดำและมีฤทธิ์อุ่นบางชนิดเป็นอาหารที่มีสรรพคุณในการบำรุงและเพิ่มสารจิงในไต เช่น งาดำ ลูกหม่อน ถั่วดำ เห็ดหูหนูดำ เห็ดหอม เกาลัด นอกจากนี้การดื่มชาเก๋ากี้เป็นประจำยังช่วยบำรุงสายตาและบำรุงไตได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังควรหลีกเลี่ยงเกลือ และอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางก่อนรับประทาน
3.การนวดกดจุดตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน
จุดไท่ซี(太溪,KI13) อยู่บริเวณข้อเท้าด้านใน ระหว่างจุดสูงสุดของตาตุ่มด้านในกับเอ็นร้อยหวาย จุดนี้ช่วยบำรุงสารจิงของไต นวดกดจุดโดยหมุนคลึงตามเข็มนาฬิกาต่อเนื่อง 1-2 นาที

จุดเสิ่นซู (肾俞,BL23) อยู่บริเวณใต้กระดูกสันหลังส่วนเอวข้อที่ 2 ห่างไปด้านข้างประมาณ 2 นิ้วมือ จุดนี้ช่วยบำรุงไตและปรับสมดุลร่างกาย ลดอาการปวดเอว นวดโดยถูฝ่ามือทั้งสองข้างเข้าด้วยกันจนเกิดความร้อน จากนั้นนำไปแนบไว้บริเวณเอวด้านหลัง แล้วถูขึ้น-ลงประมาณ 10 ครั้ง ให้รู้สึกอุ่นร้อน

หมายเหตุ:ไตพร่อง (肾虚) ในศาสตร์การแพทย์แผนจีน เป็นการจำแนกกลุ่มอาการตามทฤษฎีแพทย์แผนจีน และไม่ได้หมายถึงภาวะไตทำงานเสื่อมหรือโรคไตเรื้อรังตามการแพทย์ปัจจุบันโดยตรง
______________________________________________
บทความโดย
แพทย์จีนฐิตินันต์ ศรีเดช (หมอจีนอวี๋ เผย เสียน)
余培贤 中医师
TCM. Dr. Thitinant Sridech (Yu Pei Xian)
เลขที่ใบประกอบโรคศิลปะ พจ.1327
แผนกฝังเข็ม
คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ
17 ก.ย. 2569
17 ก.ย. 2569
17 ก.ย. 2569