อาการท้องเสีย ท้องผูก และลำไส้อุดตัน ในผู้ป่วยโรคมะเร็ง มุมมองทางการแพทย์ตะวันตกและการแพทย์แผนจีน

Last updated: 24 มี.ค. 2569  |  10 จำนวนผู้เข้าชม  | 

อาการท้องเสีย ท้องผูก และลำไส้อุดตัน ในผู้ป่วยโรคมะเร็ง มุมมองทางการแพทย์ตะวันตกและการแพทย์แผนจีน

โรคมะเร็งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญระดับโลก โดยมีจำนวนผู้ป่วยที่มากขึ้นเรื่อยๆทุกปี ในกระบวนการดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็ง อาการผิดปกติทางระบบทางเดินอาหารถือเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อย ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญ อาการท้องเสีย (Diarrhea) อาการท้องผูก (Constipation) และลำไส้อุดตัน (Malignant Bowel Obstruction: MBO) ไม่ว่าจะเกิดจากตัวโรคมะเร็งเองหรือเกิดจากกระบวนการรักษามะเร็ง จะส่งผลให้ผู้ป่วยต้องหยุดการรักษา ลดขนาดยา หรือนอนโรงพยาบาลซ้ำ ซึ่งทำให้ผลการรักษาแย่ลงและเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย

สาเหตุและกลไกการเกิดอาการ   

อาการท้องเสีย

อาการท้องเสียในผู้ป่วยมะเร็งเกิดจากหลายกลไกพร้อมกัน ได้แก่ (1) การเพิ่มขึ้นของการหลั่งน้ำและอิเล็กโทรไลต์ในลำไส้ (Secretory diarrhea) อันเนื่องมาจากการอักเสบของเยื่อบุทางเดินอาหาร (Mucositis) ที่เกิดจากเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา (2) การเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนไหวของลำไส้ (Dysmotility) จากผลข้างเคียงของยา (3) การเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut dysbiosis) ซึ่งพบบ่อยภายหลังการได้รับยาปฏิชีวนะหรือเคมีบำบัด (4) ความผิดปกติของการดูดซึม (Malabsorption) โดยเฉพาะภายหลังผ่าตัดหรือรังสีในช่องท้อง และ (5) กลไกภูมิคุ้มกัน ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับยากลุ่ม Immune Checkpoint Inhibitors ซึ่งก่อให้เกิดลำไส้อักเสบจากภูมิคุ้มกัน(Immune-mediated colitis) 

อาการท้องผูก

ท้องผูกในผู้ป่วยมะเร็งมีสาเหตุสำคัญ ได้แก่ ยากลุ่ม Opioid(เช่น มอร์ฟีน) ซึ่งทำให้ผนังลำไส้หดตัวและการส่งต่ออุจจาระช้าลง นอกจากนี้ยังได้แก่ ยาต้านอาเจียนกลุ่ม 5-HT3 antagonist ยา Vinca alkaloids ที่ทำลายระบบประสาทอัตโนมัติของลำไส้ ภาวะขาดน้ำ ความไม่เคลื่อนไหวของผู้ป่วย ความผิดปกติของระดับแคลเซียมในเลือดสูง (Hypercalcemia) และการกดทับของก้อนมะเร็งต่อลำไส้ใหญ่โดยตรง 

ลำไส้อุดตันจากมะเร็ง

ลำไส้อุดตันจากมะเร็ง เกิดจากการอุดกั้นจากการบุกรุกของมะเร็งสู่ผนังลำไส้ การกดทับจากต่อมน้ำเหลืองหรือก้อนมะเร็งในช่องท้อง พังผืดหลังผ่าตัดหรือฉายรังสี (Adhesion) รวมถึงจากการแพร่กระจายของมะเร็งสู่เส้นประสาทที่ควบคุมระบบทางเดินอาหาร ภาวะนี้ก่อให้เกิดการสะสมของของเหลวและก๊าซ การขยายตัวของลำไส้ การอักเสบ และอาจนำไปสู่ภาวะลำไส้ขาดเลือด (Ischemia) ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ 

ผลกระทบต่อผู้ป่วยโรคมะเร็ง

ผลกระทบจากอาการทางระบบทางเดินอาหารในผู้ป่วยมะเร็งมีทั้งมิติทางร่างกายและจิตใจ อาการท้องเสียรุนแรง ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียน้ำและเกลือแร่อย่างรวดเร็ว นำไปสู่ภาวะทุพโภชนาการ น้ำหนักลด และภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งอาจบังคับให้ต้องลดขนาดยาเคมีบำบัดหรือหยุดการรักษา ส่งผลเสียต่อประสิทธิผลการรักษาโดยตรง

อาการท้องผูกเรื้อรังทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้อง ท้องอืด คลื่นไส้ เบื่ออาหาร และนอนหลับพักผ่อนได้ไม่ดี ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลต่อการรับรู้ความเจ็บปวดและคุณภาพชีวิตโดยรวม 

ในกรณีลำไส้อุดตัน ผู้ป่วยต้องเผชิญกับความเจ็บปวดรุนแรง อาเจียน ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ และมักจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลฉุกเฉิน

ในด้านจิตใจ อาการเหล่านี้ก่อให้เกิดความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และความรู้สึกสูญเสียศักดิ์ศรีในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งส่งผลต่อการยึดมั่นในการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็ง

การรักษาด้วยการแพทย์ตะวันตก

อาการท้องเสีย

แนวทางมาตรฐานสำหรับท้องเสียในผู้ป่วยมะเร็งเน้นการให้ยาหยุดถ่าย หรือยาลดการหลั่งน้ำในลำไส้ ให้สารน้ำและเกลือแร่ทดแทน รวมทั้งปรับสูตรยาเคมีบำบัดถ้าจำเป็น

อาการท้องผูก

แนวทางมาตรฐานสำหรับท้องผูกในผู้ป่วยมะเร็งเน้นการใช้ยาระบาย ร่วมกับการปรับพฤติกรรม

ลำไส้อุดตัน

พิจารณาตามสภาพผู้ป่วยและระยะโรค แนวทางผ่าตัด (Surgical intervention) เช่น การทำ Bypass หรือทำทวารเทียม เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีสุขภาพแข็งแรงพอและมีการพยากรณ์โรคที่ดี การใส่ขดลวดถ่างขยาย (Self-expanding metallic stent: SEMS) ผ่านส่องกล้อง มีประสิทธิภาพดีในการบรรเทาอาการระยะสั้น สำหรับการรักษาแบบประคับประคอง (Palliative medical management) ประกอบด้วยการใช้ยาOctreotide เพื่อลดการหลั่งน้ำย่อย ทำให้ปริมาณของเหลวที่สะสมเหนือจุดอุดตันลดลง บรรเทาอาการปวดท้องเกร็ง ลดความดันภายในลำไส้ ทำให้ผู้ป่วยอาเจียนน้อยลง ช่วยเพิ่มการดูดซึมน้ำกลับในทางเดินอาหาร ยาCorticosteroids เพื่อลดการอักเสบและบวมรอบก้อนมะเร็ง ยาแก้ปวดและยาแก้อาเจียน และการให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำในกรณีจำเป็น

การรักษาด้วยการแพทย์แผนจีน

อาการท้องเสีย ท้องผูกและลำไส้อุดตันมีจุดร่วมกันคือมักเกิดจากกระเพาะอาหาร ม้ามและลำไส้พร่อง การเคลื่อนตัวผิดปกติไป ในท้องเสียอาจมีความชื้นสะสมเข้ามาเป็นปัจจัยร่วมด้วย ท้องผูกอาจมีการไหลเวียนของชี่ติดขัดหรือสารน้ำพร่อง ในลำไส้อุดตันอาจมีการไหลเวียนของชี่และเลือดติดขัดร่วมด้วย

การฝังเข็มที่จุด จู๋ซานหลี่ (足三里)เทียนซู(天枢)จงหว่าน(中脘)สามารถปรับสมดุลการเคลื่อนไหวของลำไส้ได้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีท้องผูกหรือท้องเสีย

การรับประทานยาสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณบำรุงม้ามและกระเพาะอาหาร หรือในผู้ป่วยท้องผูกเพิ่มการเสริมสารน้ำ ก็มีส่วนช่วยปรับการทำงานของระบบย่อยอาหาร ช่วยลดผลข้างเคียงจากการรักษาด้วยวิธีทางแผนปัจจุบัน ทำให้ผู้ป่วยสามารถรับการรักษาได้ครบตามแผนที่ได้วางไว้

ในผู้ป่วยท้องเสียการรมยาที่จุดเทียนซู(天枢)และเสินเชวี่ย(神阙)ความร้อนช่วยกระตุ้นการดูดซึมน้ำในลำไส้ใหญ่ ลดการอักเสบของเยื่อบุลำไส้ บำรุงม้ามและกระเพาะอาหาร ลดการหลั่งของเหลวมากเกิน

ในผู้ป่วยท้องผูกการรมยาที่จุด จู๋ซานหลี่(足三里)และเทียนซู(天枢)ความร้อนกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ใหญ่ กระตุ้นการบีบตัว ช่วยให้ผู้ป่วยที่ใช้ยามอร์ฟีนถ่ายได้สม่ำเสมอขึ้น

ในผู้ป่วยลำไส้อุดตันการรมยาช่วยลดอาการท้องอืด คลื่นไส้ และปวดเกร็ง ด้วยการคลายการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อลำไส้ และลดการสะสมก๊าซ อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถแก้การอุดตันทางกายภาพได้ ควรใช้เป็นการรักษาเสริมเท่านั้น

การรักษาแบบผสมผสานในผู้ป่วยมะเร็ง

การรักษาแบบผสมผสานระหว่างการแพทย์แผนจีนและการแพทย์ตะวันตกในผู้ป่วยมะเร็งในกรณีท้องเสีย ท้องผูกและลำไส้อุดตัน มีข้อดีหลายประการดังนี้

1. ช่วยลดผลข้างเคียงของเคมีบำบัดและรังสีรักษา ทำให้ผู้ป่วยสามารถรับการรักษาได้ครบตามแผน ซึ่งสัมพันธ์กับผลการรักษาที่ดีขึ้น
2. สมุนไพรจีนหลายชนิดมีคุณสมบัติ Prebiotic ช่วยฟื้นฟูสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ที่ถูกทำลายจากเคมีบำบัดหรือยาปฏิชีวนะ ซึ่งส่งผลต่อทั้งอาการท้องเสียและท้องผูก
3. ช่วยลดความจำเป็นในการเพิ่มขนาดยาระบายหรือยาแก้ท้องเสีย ซึ่งช่วยลดผลข้างเคียงจากยาและลดค่าใช้จ่าย
4. ช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตแบบองค์รวม ลดความวิตกกังวลและเพิ่มพละกำลังแก่ร่างกาย ซึ่งสัมพันธ์กับการปรับปรุงอาการทางระบบทางเดินอาหารด้วย

กล่าวโดยสรุปการรักษาแบบผสมผสานระหว่างการแพทย์แผนจีนและการแพทย์ตะวันตกมีส่วนช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพการรักษาและเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้ ประหยัดค่าใช้จ่ายและปลอดภัยสูงเมื่ออยู่ในการควบคุมดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
______________________________________________

บทความโดย
แพทย์จีน วรพงศ์ ชัยสิงหาญ (หมอจีน เฉิน จู เซิง)
陈株生 中医师
TCM. Dr. Worapong Chaisingharn (Chen Zhu Sheng)

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้