Last updated: 31 มี.ค. 2569 | 40 จำนวนผู้เข้าชม |
ในผู้ป่วยมะเร็ง ภาวะ “น้ำคั่ง” หรือการมีของเหลวสะสมผิดปกติในร่างกายสามารถพบได้ในหลายตำแหน่ง ภาวะน้ำคั่งในผู้ป่วยมะเร็ง เช่น น้ำในเยื่อหุ้มปอด เยื่อหุ้มหัวใจ ช่องท้อง หรือเยื่อหุ้มสมอง โดยมีปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การรั่วของหลอดเลือดจากการอักเสบ การอุดกั้นของระบบน้ำเหลือง ความดันในหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้น และระดับโปรตีนในเลือดที่ลดลง ส่งผลให้ของเหลวสะสมในช่องต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งมีกลไกสำคัญหลายประการ ดังนี้
1.เกิดการเพิ่มการซึมผ่านของหลอดเลือด(Increased vascular permeability) เกิดจากการที่ผนังหลอดเลือด โดยเฉพาะหลอดเลือดฝอยยอมให้ของเหลว โปรตีน เซลล์อักเสบ และเซลล์เม็ดเลือดขาวรั่วไหลออกจากหลอดเลือดเข้าสู่เนื้อเยื่อรอบๆ มากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการอักเสบ แต่ในผู้ป่วยมะเร็ง เซลล์มะเร็งจะหลั่งสารหลายชนิด เช่น cytokines (IL-6, TNF-α), VEGF ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความสามารถในการรั่วของหลอดเลือด รวมถึงกระตุ้นการสร้างหลอดเลือดใหม่ที่มีโครงสร้างไม่สมบูรณ์ จึงทำให้ของเหลวและโปรตีนรั่วออกสู่เนื้อเยื่อหรือช่องว่างต่าง ๆ ในร่างกาย เกิดภาวะน้ำคั่ง (effusion)
2.เกิดการอุดกั้นของระบบน้ำเหลือง (Lymphatic obstruction) เนื่องจากก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่และไปกดทับหรือแพร่กระจายแล้วไปอุดตันทางเดินน้ำเหลือง ทำให้ของเหลวและโปรตีนไม่สามารถระบายกลับได้ จนเกิดการคั่งของน้ำ โปรตีนและของเหลวในเนื้อเยื่อหรือช่องว่างต่าง ๆ
3.เกิดจากความดันในหลอดเลือดเพิ่มสูงขึ้น (Hydrostatic pressure) ทำให้ของเหลวถูกดันออกจากหลอดเลือดเข้าสู่เนื้อเยื่อหรือช่องว่างต่าง ๆ มากขึ้น เช่น มะเร็งตับเกิดภาวะ portal hypertension หรือในกรณีที่ก้อนมะเร็งไปอุดกั้นหลอดเลือดดำ ทำให้การไหลเวียนของเลือดกลับลดลงและเกิดความดันคั่งในระบบหลอดเลือด เมื่อความดันในหลอดเลือดสูงขึ้น จะส่งผลให้ของเหลวถูกดันออกจากหลอดเลือดฝอยมากขึ้น ขณะที่การดูดกลับลดลง จึงทำให้เกิดการสะสมของของเหลวในเนื้อเยื่อหรือช่องต่าง ๆ ของร่างกาย
4.ระดับโปรตีนในเลือดต่ำ (Oncotic pressure) ผู้ป่วยมะเร็งร่างกายอ่อนแอหลังการรักษา มักมีภาวะขาดสารอาหารอัลบูมินต่ำ ทำให้แรงดึงน้ำกลับเข้าสู่หลอดเลือดลดลง จึงเกิดภาวะน้ำคั่งในเนื้อเยื่อหรือช่องต่าง ๆ
แม้ภาวะน้ำคั่งในผู้ป่วยมะเร็งโดยทั่วไปมักเกี่ยวข้องกับกลไก เช่น การรั่วของหลอดเลือด การอุดกั้นของระบบน้ำเหลือง หรือความดันในหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้น แต่ในกรณีของ น้ำคั่งในสมอง กลไกสำคัญจะแตกต่างออกไป ในสมอง ของเหลวหลักคือ น้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง (CSF) ซึ่งมีระบบการสร้าง ไหลเวียน และการดูดซึมที่เฉพาะเจาะจง เมื่อมะเร็งแพร่กระจายไปยังสมองหรือเยื่อหุ้มสมอง อาจทำให้เกิดการอุดกั้นของทางเดิน CSF หรือรบกวนการดูดซึม ส่งผลให้ของเหลวไม่สามารถระบายได้ตามปกติ ดังนั้น ภาวะน้ำคั่งในสมองจึงมักเกิดจาก ความผิดปกติของการไหลเวียนของ CSF เป็นหลัก มากกว่ากลไกการรั่วของหลอดเลือดหรือความดันในหลอดเลือดเหมือนในอวัยวะอื่น ซึ่งภาวะอาการที่เกิดจากการคั่งของน้ำและความดันในกะโหลกศีรษะเพิ่มขึ้น มักทำให้มีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน หรือซึมลง
ในมุมมองของการแพทย์แผนจีน
ภาวะน้ำคั่งในสมอง ไม่มีข้อมูลชื่อโรคไว้ชัดเจน แต่ถูกจัดอยู่ในของเขตโรคตามกลุ่มอาการที่แสดง เช่น “呕吐” (โอ่วทู่ หรือ อาเจียน) “眩晕” (เสวียนอวิน หรือ เวียนศีรษะ) หรือ “痰饮” (ถานอิ่น หรือกลุ่มอาการเสมหะของเหลวคั่งค้าง) ซึ่งกลไกการเกิดมักเกี่ยวข้องกับการที่ความชื้นและเสมหะสะสม (痰湿) หรือน้ำและของเหลวคั่งค้าง (水饮) ร่วมกับการไหลเวียนของชี่และเลือดติดขัด จนรบกวน ”ช่องทวารของสมอง” (清窍) เมื่อเสมหะและความชื้นอุดกั้นขึ้นสู่ส่วนบนของร่างกาย จะทำให้การไหลเวียนของเหลวต่าง ๆ ในสมองไม่ปกติ (痰蒙清窍) และเกิดอาการ เช่น ปวดศีรษะ มึนงง ซึมลง หรือการรับรู้ลดลง ในผู้ป่วยมะเร็ง มักมีเจิ้งชี่ซึ่งเป็นภูมิพื้นฐานของร่างกายอ่อนแอ (正气亏虚) ร่วมกับการคั่งของเสมหะ ความชื้น และเลือดคั่ง จึงทำให้ของเหลวสะสมและระบายออกได้ยาก เกิดเป็นภาวะน้ำคั่งในสมองได้ นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับทำงานของอวัยวะภายในที่เกี่ยวข้องกับการจัดการของเสียและของเหลวซึ่งอาจทำหน้าที่ผิดปกติ ได้แก่ ม้าม
(脾) ทำหน้าที่คัดแยกของเสียและดูดซึมสารอาหารหล่อเลี้ยงร่างกาย ปอด (肺) ทำหน้าที่ควบคุมทางเดินน้ำและสารจินเย่ และไต (肾) ควบคุมสมดุลน้ำในร่างกาย นอกจากนี้ไตและสมองมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ไตสร้างไขกระดูก ส่วนสมองเป็นทะเลแห่งไขกระดูก ดังนั้นเมื่อทั้งสามอวัยวะอ่อนแอ ไขกระดูกสร้างไม่เพียงพอ ทะเลสมองเหือดแห้งว่างเปล่า ประกอบกับของเสียในร่างกายสะสม การไหลเวียนน้ำและของเหลวภายในร่างกายผิดปกติ จึงก่อตัวเกิดเป็นภาวะน้ำคั่งค้างในสมอง
การดูแลรักษาภาวะน้ำคั่งในสมอง
ในการดูแลรักษาภาวะน้ำคั่งในสมองมักใช้หลักการ ”ขจัดเสมหะ เปิดทวารสมอง และปรับสมดุลม้ามเพื่อลดความชื้น” (豁痰开窍、健脾燥湿) โดยให้ความสำคัญในการระบายความร้อน โดยเปิดทางอวัยวะกลวงร่วมด้วย เพื่อขับระบายออก ช่วยขจัดเสมหะเพื่อเปิดทวารสมอง (通腑泄热、化痰开窍) เมื่อของเสียและความร้อนถูกระบายออกทางอุจจาระหรือปัสสาวะ จะช่วยลดภาวะคั่งค้างภายใน และอาจส่งผลให้ความดันในกะโหลกศีรษะลดลง อาการซึม มึนงง หรือสับสนดีขึ้นได้ ในการรักษานอกจากจะใช้การรับประทานยาสมุนไพรจีนเป็นหลักตามการวินิจฉัยเฉพาะบุคคลแล้ว อาจใช้ร่วมกันหลายวิธี เช่น การรักษาภายนอก เช่น การรมยา การประคบสมุนไพรจีนลดอาการบวม การฝังเข็มเพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนและบรรเทาอาการต่างๆ
สำหรับการรมยาด้วยอ้ายเถียว (艾灸) จะช่วยอุ่นเสริมพลังหยาง กระตุ้นการไหลเวียนของชี่และเลือด สามารถช่วยป้องกันและรักษาภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ของโรคมะเร็งได้ รวมถึงอาการทางเดินอาหารที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งหรือเกิดจากการรักษา ภาวะกดไขกระดูก ความเหนื่อยล้า ความเจ็บปวด และภาวะบวมน้ำเหลืองหลังผ่าตัด นอกจากนี้ยังมีการนำวิธีการรมยามาใช้ดูแลแบบประคับประคองในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งที่มีภาวะน้ำคั่งในช่องท้อง ภาวะน้ำคั่งในเยื่อหุ้มปอดหรือในเยื่อหุ้มสมองอีกด้วย ซึ่งเป็นอีกเทคนิคนึงที่จะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งในระยะยาว
___________________________________________
แพทย์จีนอาวุโส อรกช มหาดิลกรัตน์ (หมอจีน ไช่ เพ่ย หลิง)
蔡佩玲 中医师
TCM. Dr. Orakoch Mahadilokrat (Cai Pei Ling)
2 ต.ค. 2568