Last updated: 24 มี.ค. 2569 | 42 จำนวนผู้เข้าชม |
เมื่อได้ยินคำว่า “มะเร็ง” หลายคนมักนึกถึงสิ่งที่ต้องตามมาไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยการ “ผ่าตัด การใช้ยาเคมีบำบัดหรือการฉายแสง” รวมทั้งผลตรวจร่างกายต่าง ๆ ที่ต้องเผชิญหน้า ทำให้หลาย ๆ คนวิตกกังวล กลัวและท้อแท้ แม้กระทั่งไม่กล้าเผชิญหน้าต่อการได้รับการรักษา ผู้ป่วยบางรายอาจจะเข้มแข็งและไปต่อด้วยความหวัง และกำลังใจจากคนรอบข้างหรือคนที่รัก
“โรคมะเร็ง” ไม่ได้กระทบแค่ร่างกายของผู้ป่วยเท่านั้นหากยังส่งผลต่อจิตใจ ความรู้สึก ความหวังและการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยและครอบครัวอย่างมาก ดังนั้นเส้นทางชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งจึงไม่ใช่เพียงเส้นทางของการรักษาโรค แต่คือการเดินทางที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน อาการไม่สบายต่าง ๆ ตั้งแต่ก่อนเริ่มรักษาหรือตรวจเจอว่าเป็นอะไร และในระหว่างการรักษา ไปจนถึงช่วงหลังการรักษา ต้องปรับตัวอยู่ทุกช่วงเวลา ศาสตร์การแพทย์แผนจีนเราเน้นดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม ให้ความสำคัญกับ “คุณภาพชีวิต” ดูแล “จิตใจ”และผลการรักษาไปพร้อม ๆ กัน เราหวังให้ผู้ป่วยทุกคนมีเส้นทางชีวิตที่ดีตลอดการรักษา แม้ในกรณีของผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับการรักษาเฉพาะทางเพิ่มเติมได้หรือไม่มีแนวทางการรักษาเพื่อควบคุมโรคแล้ว การดูแลก็ยังคงมีความหมายและเป้าหมายของการดูแลจึงไม่ใช่เพียงการทำให้โรคหายไปเท่านั้น แต่คือการช่วยให้ผู้ป่วยอยู่กับโรคนี้ได้โดยไม่ทุกข์ทรมาน มีร่างกายแข็งแรงที่สามารถรับมือการรักษาต่าง ๆ ไหว มีจิตใจที่ไม่โดดเดี่ยว และมีความอุ่นใจว่าในเส้นทางนี้ ยังมีทีมแพทย์ดูแล “อยู่ไปด้วยกัน” ตลอดเส้นทางของการเดินทางนี้
ตัวอย่างกรณีการรักษา
ข้อมูลผู้ป่วย สXXX เพศชาย อายุ 50 ปี
เส้นทางที่ 1 : ก่อนตรวจวินิจฉัยยืนยัน
เข้ารับการรักษาครั้งแรก วันที่ 3 กันยายน 2566
อาการที่มารักษา ไอปนเลือดเป็น ๆ หาย ๆ มา 7 เดือน
ประวัติอาการ
เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2565 ผู้ป่วยได้รับการยืนยันการติดเชื้อ covid-19 อาการไอเรื้อรังเรื่อยมาเมื่อประมาณ 7 เดือนก่อน พบอาการไอปนเลือดจึงไปพบแพทย์ปัจจุบัน ในเดือนสิงหาคมได้รับการตรวจ CT scan ผลพบก้อนในปอด นัดเจาะชิ้นเนื้ออีกครั้งเพื่อการวินิจฉัย ระหว่างรอการรักษาจึงมาปรึกษาแพทย์แผนจีน
อาการปัจจุบัน
ผู้ป่วยมีอาการไอมีเสมหะสีขาวอมเหลืองเล็กน้อยปนเลือดสีแดง เจ็บหน้าอกและชายโครง การหายใจปกติ มีไข้ต่ำหลังเวลาบ่าย คันคอ ความอยากอาหารปกติ นอนไม่หลับ ตื่นบ่อย และนอนหลับต่อยาก ขับถ่ายลำบาก 2 วันครั้ง ปัสสาวะปกติ
การตรวจลิ้นและชีพจร ลิ้นสีซีดคล้ำ ฝ้าเหลืองหนาเหนียว ชีพจรซี่ (脉细)
ประวัติโรคในอดีต 30 ปีก่อนเคยมีประวัติเป็นมะเร็งไทรอยด์ ได้รับการรักษาผ่าตัดออกทั้งหมดและกลืนแร่รังสีรักษา และติดตามอาการสม่ำเสมอไม่พบความผิดปกติ
การวินิจฉัย 1.ไอปนเลือด (咳血) / กลุ่มอาการเสมหะและความชื้นสะสมในปอดร่วมกับมีพิษร้อน (痰湿蕴肺兼热毒)
2.เนื้องอกในปอด (ยังไม่ยืนยันผลตรวจ)
การรักษาด้วยการแพทย์แผนจีน
ใช้ตำรับยาเหว่ยจิงทัง (苇茎汤) ร่วมกับตำรับยาผิงเว่ยส่าน (平胃散) เพิ่มลดตัวยา ตำรับยาสองขนานนี้มีสรรพคุณสลายเสมหะ ขับความชื้น กระจายชี่ปอด เพื่อขจัดเสมหะและความชื้นที่สะสมอุดกั้นในปอด และยาระบายร้อนขับพิษและห้ามเลือด เพื่อรักษาอาการเลือดออก ต้านมะเร็งและขจัดพิษภายใน โดยให้รับประทานยาต้มเช้า-เย็นหลังอาหาร
ประเมินผลการรักษา
ครั้งที่ 1 (10/9/66) ผู้ป่วยมีอาการไอดีขึ้นไม่มีเสมหะปนเลือด อาการเจ็บหน้าอกและชายโครงคงอยู่
ครั้งที่2 (17/9/66) ไอเล็กน้อย และไม่มีเสมหะปนเลือด เจ็บหน้าอกและชายโครงเล็กน้อย ผลการตรวจแพทย์แผนตะวันตกวินิจฉัยคือ “มะเร็งไทรอยด์ และกระจายไปยังปอดทั้งสองข้าง” นัดพบแพทย์ทำการรักษาเดือนตุลาคม
ครั้งที่3 (1/10/66) ไม่มีอาการไอปนเลือดและอาการเจ็บหน้าอก นอนหลับได้แต่ยังมีตื่นกลางดึกแล้วหลับไม่สนิท
เส้นทางที่ 2 : หลังได้รับการรักษา
กลับมาพบแพทย์จีน วันที่ 11 สิงหาคม 2568
อาการที่มารักษา เสียงแหบหาย กลืนลำบาก ต่อมน้ำลายที่คอโต 3 เดือน
ประวัติอาการ ช่วงปีที่ผ่านมา ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดก้อนมะเร็งที่ปอดขวา กลืนแร่รังสีรักษาต่อเนื่องเป็นหลัก เมื่อ 3 เดือนก่อน เริ่มมีอาการเสียงแหบหายเป็นมากขึ้น กลืนลำบาก ต่อมน้ำลายที่คอโตทั้งสองข้างขนาดประมาณ 2-3 ซม. ตรวจ CT Scan พบว่าที่ปอดมีเนื้องอกกลับมาเป็นซ้ำ กระจายหลายจุดที่ปอดทั้งสองข้าง ขนาดใหญ่สุดประมาณ 2 ซม. ตรวจค่าการทำงานไทรอยด์สูงผิดปกติอย่างต่อเนื่อง พบ Tg 2162 ng/mL (HH), TSH >100 mIU/L (H), FT4 0.19 ng/dL (L) จึงกลับมาพบแพทย์แผนจีนอีกครั้งเพื่อรักษา อาการในขณะนั้นยังคงมีอาการเสียงแหบหาย กลืนลำบาก เหนื่อยอ่อนเพลีย นอนหลับยาก ไม่มีอาการไอและเสมหะ ขับถ่ายปกติ ปัสสาวะปกติ
การตรวจลิ้นและชีพจร ลิ้นสีซีดคล้ำ ฝ้าเหลืองหนาเหนียวแต่ตัวลิ้นแห้ง ชีพจรเสียนซี่ (脉弦细)
การวินิจฉัย 1.เสียงแหบ (喉喑 หรือ嘶哑) / กลุ่มอาการเสมหะและความชื้นสะสมร่วมกับมีพิษร้อนแห้งแล้งทำลายสารอิน (痰湿蕴结、兼暑热伤津)
2.มะเร็งไทรอยด์กลับมาเป็นซ้ำ ระยะลุกลามกระจายไปยังปอดทั้งสองข้าง
การรักษาด้วยการแพทย์แผนจีน
ใช้ตำรับยาชิงสู่อี้ชี่ทัง (清暑益气汤) ซึ่งมีสรรพคุณขับความชื้น เสริมสารจินเพิ่มความชุ่มชื้น ขจัดความแห้งแล้ง ร่วมกับเพิ่มตัวยาระบายร้อนขับพิษและสลายก้อน โดยให้รับประทานยาต้มเช้า-เย็นหลังอาหาร
ประเมินผลการรักษา
ครั้งที่ 1 (7/9/68) ผู้ป่วยมีเรี่ยวแรงดีขึ้นเล็กน้อย กลืนอาหารได้คล่องขึ้น ยังมีเสียงแหบหาย นอนไม่หลับ ฝ้าลิ้นเหนียวลดน้อยลง ความแห้งแล้งของตัวลิ้นลดน้อยลงเช่นกัน จึงปรับยาเพิ่มลดตัวร่วมกับตำรับเวินต่านทัง (温胆汤)
ครั้งที่ 2 (28/9/68) ยังมีอาการเสียงแหบหายและเหนื่อยเล็กน้อย นอนหลับได้แต่ตื่นบ่อย หลับไม่สนิท
ครั้งที่ 3 (8/12/68) เดือนก่อนเป็นไข้หวัดและไอมีเสมหะหยุดยาปกติ ปรับยารักษาอาการไข้หวัดแทนและตอนนี้ดีขึ้น ส่วนอาการเสียงแหบหายดีขึ้น กลืนได้ค่อนข้างเป็นปกติ ไม่มีอาการเจ็บคอ มีแรงกำลังปกติ ขับถ่ายปกติ ตรวจต่อมน้ำลายที่คอข้างขวาเล็กลงเล็กน้อย ข้างซ้ายเท่าเดิม ผู้ป่วยพบแพทย์ตรวจการทำงานของไทรอยด์ตามนัด 21/10/68 พบว่ามีค่าการทำงานดีขึ้นจากเดิม Tg 338.6 ng/mL (H), TSH 0.029 mIU/L (L), FT4 2.76 ng/dL (H)
ครั้งที่ 4 (10/1/69) อาการโดยรวมปกติดี ไม่มีเสียงแหบหาย กลืนได้เป็นปกติ นอนหลับได้แต่ยังมีตื่นแล้วหลับไม่สนิท ขับถ่ายปกติ
สรุปผลการรักษา
จากเคสกรณีศึกษาข้างต้น ผู้ป่วยมะเร็งกลับมาเป็นซ้ำ เริ่มแรกไอและมีเสมหะปนเลือดเนื่องจากกระจายไปที่ปอด ลักษณะฝ้าที่ลิ้นเหลืองเหนียวชัดเจน เป็นลักษณะที่บ่งบอกถึงภายในร่างเสมหะและความชื้นสะสมร่วมกับมีพิษร้อน หลังรักษาด้วยยาสมุนไพรจีนตำรับอาการโดยรวมดีขึ้นก่อนที่จะรับการรักษาด้วยการแพทย์แผนตะวันตกตามแบบมาตรฐาน และเมื่อหลังได้รับการผ่าตัดและกลืนแร่รังสีรักษาพบว่าอาการข้างเคียงเสียงแหบหายและกลืนลำบาก รวมทั้งค่าการทำงานของฮอร์โมนไทรอยด์ที่ควบคุมได้ไม่ดี ในทางการแพทย์แผนจีนมองว่ารังสีบำบัดเป็นพิษร้อนสูงมักจะทำลายสารน้ำจินเย่ให้ร่างกายจึงเหือดแห้งได้ง่าย เมื่อสารน้ำขาดความชุ่มชื้น จึงทำให้เกิดอาการดังกล่าวได้ เมื่อผู้ป่วยกลับมารับประทานยาจีนอีกครั้งก็สามารถช่วยปรับปรุงอาการไม่สบายต่าง ๆ ให้ค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ
จากจุดเคสนี้แสดงให้เห็นว่า การรักษาด้วยยาสมุนไพรจีนที่จ่ายเฉพาะบุคคลโดยแพทย์แผนจีนเฉพาะสาขา สามารถมีบทบาทในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งได้ในหลายช่วงของการรักษา สามารถช่วยดูแลผู้ป่วยมะเร็งได้ตั้งแต่ก่อนตรวจวินิจฉัยยืนยันและเริ่มให้การรักษา ทั้งนี้ในการรักษาสามารถเข้ารับการรักษาได้ตั้งแต่ก่อนตรวจวินิจฉัยรักษาเพื่อบรรเทาอาการ เตรียมพร้อมร่างกายก่อนรับการรักษาต่าง ๆ และระหว่างการรักษาก็ยังสามารถรักษาไปพร้อม ๆ กันกับการรักษาของแพทย์แผนตะวันตกตามแผนปกติได้ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมประสิทธิผลการรักษา หลังเสร็จสิ้นการรักษา หากยังมีอาการหลงเหลือหรือภาวะไม่สบายจากผลข้างเคียงของการรักษา ยาสมุนไพรจีนยังสามารถมีบทบาทในการฟื้นฟูสมดุลของร่างกาย บรรเทาอาการและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้
ดังนั้น ศาสตร์การแพทย์แผนจีนจึงสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผู้ป่วยมะเร็งแบบองค์รวมตลอดเส้นทางการรักษา โดยมุ่งเน้นการดูแลทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพราะการรักษาที่แท้จริงมิได้มุ่งเพียงการกำจัดโรคเท่านั้น หากยังรวมถึงการประคับประคองชีวิตและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในทุกระยะของการรักษา
___________________________________________
แพทย์จีนอาวุโส อรกช มหาดิลกรัตน์ (หมอจีน ไช่ เพ่ย หลิง)
蔡佩玲 中医师
TCM. Dr. Orakoch Mahadilokrat (Cai Pei Ling)
24 มี.ค. 2569