ภาวะไขกระดูกถูกกดการทำงานหลังได้รับเคมีบำบัดกับการดูแลรักษาด้วยการแพทย์แผนจีน

Last updated: 24 มี.ค. 2569  |  39 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ภาวะไขกระดูกถูกกดการทำงานหลังได้รับเคมีบำบัดกับการดูแลรักษาด้วยการแพทย์แผนจีน

ภาวะไขกระดูกถูกกดการทำงาน (Myelosuppression หรือ Bone Marrow Suppression) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ปัจจุบันการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดยังคงเป็นหนึ่งในวิธีหลักสำหรับมะเร็งหลายชนิด อย่างไรก็ตาม ยาเคมีบำบัดออกฤทธิ์โดยยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง แต่ขณะเดียวกันก็ทำลายเซลล์ปกติที่มีอัตราการแบ่งตัวสูง โดยเฉพาะเซลล์ต้นกำเนิดในไขกระดูก ส่งผลให้เกิดภาวะไขกระดูกถูกกดการทำงาน ซึ่งจะทำให้การสร้างเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือดทำได้น้อยลง โดยอาจจะมีอาการได้ดังต่อไปนี้

เม็ดเลือดขาวต่ำ (ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ)

• มีไข้สูงกว่า 38°C โดยไม่ทราบสาเหตุ → ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที ไม่ต้องรอดูอาการ เพราะร่างกายอาจไม่มีภูมิต้านทานพอจะต่อสู้กับเชื้อโรคได้เองในภาวะนี้ เรียกภาวะนี้ว่า Febrile Neutropenia

• ติดเชื้อบ่อย หายช้ากว่าปกติมาก

• แผลในปาก เจ็บคอ

เม็ดเลือดแดงต่ำ (โลหิตจาง)

• อ่อนเพลียมาก แม้แค่เดินก็หอบ

• หน้าซีด ริมฝีปากซีด เล็บซีด

• วิงเวียนศีรษะ ใจสั่น

เกล็ดเลือดต่ำ (เลือดออกง่าย)

• มีจุดแดงเล็กๆ ขึ้นตามผิวหนัง

• เลือดกำเดาไหลบ่อย หรือหยุดยาก

• มีรอยช้ำโดยไม่ได้กระแทก

ภาวะเหล่านี้นอกจากจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและการเสียเลือดแล้ว ยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ต้องลดขนาดยา เลื่อน หรือหยุดการรักษาด้วยเคมีบำบัด ซึ่งส่งผลเสียต่อประสิทธิผลของการรักษาโรคมะเร็งโดยตรง รวมทั้งยังส่งผลให้อัตราการรอดชีวิตลดลง ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลสูงขึ้น และคุณภาพชีวิตแย่ลง

การรักษาในทางการแพทย์ตะวันตก

1. ยากระตุ้นไขกระดูก G-CSF : ยานี้จะกระตุ้นให้ไขกระดูกทำงานเร็วขึ้น สร้างเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น ลดโอกาสติดเชื้อรุนแรงได้
2. การให้เลือดและเกล็ดเลือด : เมื่อค่าเลือดลดลงมากจนมีอาการข้างต้น แพทย์อาจพิจารณาให้เม็ดเลือดแดงหรือเกล็ดเลือดทางหลอดเลือดดำ เพื่อฟื้นฟูค่าเลือดให้กลับมาเพียงพอสำหรับความปลอดภัยของผู้ป่วย
3. ยากระตุ้นสร้างเม็ดเลือดแดง (ESA) : สำหรับผู้ป่วยที่มีโลหิตจางเรื้อรัง ยานี้ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงเองมากขึ้น 
4. ยาปฏิชีวนะป้องกัน : ในรายที่มีความเสี่ยงสูง แพทย์อาจให้ยาปฏิชีวนะล่วงหน้าเพื่อป้องกันการติดเชื้อก่อนที่จะเกิดขึ้น

การรักษาในการแพทย์แผนจีน

การแพทย์แผนจีนมองว่าเคมีบำบัดจัดเป็นพิษชนิดหนึ่งที่เข้าไปรบกวนและทำร้ายการทำงานของไตและม้าม ทำให้การสร้างชี่และเลือดลดลง การรักษาจึงต้องบำรุงชี่และเลือด ขณะเดียวกันก็ต้องบำรุงไตและม้ามด้วยไปพร้อมๆกัน โดยไขกระดูกนั้นมีความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกับไต ซึ่งการแพทย์แผนจีนกล่าวว่า “ไตกำกับกระดูก กระดูกสร้างไขกระดูก ไขกระดูกสร้างเลือด”(肾主骨,骨生髓,髓生血)

การรักษาสามารถใช้ได้ทั้งวิธีภายในและภายนอก 

1. วิธีภายใน : คือการรับประทานยาสมุนไพรจีน เพื่อบำรุงร่างกายและลดความรุนแรงของภาวะไขกระดูกถูกกดการทำงาน สมุนไพรอาทิ หวงฉี(黄芪)มีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันและการสร้างเม็ดเลือดขาว ตังกุย(当归)และเออเจียว(阿胶)มีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง เป็นต้น
2. วิธีภายนอก : นิยมใช้การรมยาด้วยอ้ายเย่(艾叶)บนจุดฝังเข็ม ความร้อนจะช่วยอุ่นเส้นลมปราณ และบำรุงอวัยวะภายใน กระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเลือดได้ดีขึ้น เช่นการรมยาที่จุดชี่ไห่(气海) จู๋ซานหลี่(足三里) เซิ่นซู(肾俞) ผีซู(脾俞) กานซู(肝俞)

ประโยชน์ที่ได้จากการรักษาแบบผสมผสาน

• เม็ดเลือดฟื้นตัวเร็วขึ้น ทำให้ไม่ต้องเลื่อนหรือลดขนาดยาเคมีบำบัด

• ลดโอกาสติดเชื้อรุนแรง ต้องนอนโรงพยาบาลฉุกเฉินน้อยลง

• คุณภาพชีวิตดีขึ้น — อ่อนเพลียน้อยลง คลื่นไส้น้อยลง ทานอาหารได้มากขึ้น

• ทนรับการรักษาได้นานขึ้น ส่งผลให้ผลการรักษามะเร็งดีขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตามการรักษาแบบผสมผสานนี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ที่เชี่ยวชาญทั้งการแพทย์แผนจีนและการแพทย์ตะวันตก เพื่อลดผลข้างเคียงและได้รับประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษา นอกจากนั้นผู้ป่วยยังควรพักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด และทานโปรตีนให้เพียงพอควบคู่ไปด้วย

______________________________________________

บทความโดย
แพทย์จีน วรพงศ์ ชัยสิงหาญ (หมอจีน เฉิน จู เซิง)
陈株生 中医师
TCM. Dr. Worapong Chaisingharn (Chen Zhu Sheng)

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้