Last updated: 24 ก.ค. 2569 | 9 จำนวนผู้เข้าชม |
อาการเวียนศีรษะไม่ใช่เพียง "อาการเล็กๆ น้อยๆ" แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงความไม่สมดุลของการไหลเวียนเลือด ชี่และการทำงานของอวัยวะภายในร่างกาย ในมุมมองของการแพทย์แผนจีน อาการนี้มีความซับซ้อนและสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการทำงานที่ผิดปกติของตับ ม้าม และไต โดยคัมภีร์การแพทย์แผนจีนโบราณได้สรุปหัวใจสำคัญของพยาธิสภาพนี้ไว้ว่า "หากไม่มีลม ไม่มีเสมหะ หรือไม่มีความพร่อง ก็จะไม่เกิดอาการเวียนศีรษะ" ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่าสาเหตุของโรคนั้นเกิดได้จากทั้งปัจจัยส่วนเกินที่เข้ามากระทบและปัจจัยพื้นฐานของร่างกายที่ไม่เพียงพอ
กลไกการเกิดอาการเวียนศีรษะสามารถจำแนกออกเป็นสองลักษณะใหญ่ กลุ่มแรกคือ "กลุ่มอาการแกร่ง" หรือปัจจัยส่วนเกิน เช่น ลม ไฟ เสมหะ หรือเลือดคั่ง ที่พุ่งขึ้นไปรบกวนส่วนบนของศีรษะ ซึ่งมักพบในคนหนุ่มสาวที่มีพฤติกรรมการนอนดึก อารมณ์แปรปรวน หรือรับประทานอาหารรสจัด กลุ่มที่สองคือ "กลุ่มอาการพร่อง" ซึ่งเกิดจากภาวะเลือด ชี่และสารจำเป็นของไตไม่เพียงพอ สมองและทวารส่วนบนขาดการหล่อเลี้ยงและบำรุง ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ มักพบในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอเรื้อรัง
กลุ่มอาการที่พบได้บ่อย
1.กลุ่มอาการหยางตับแกร่ง
อาการ: เวียนศีรษะแบบปวดตื้อๆ ตาแดง ปากขม นอนไม่หลับ และอาการจะหนักขึ้นเมื่อโมโห หงุดหงิดหรือมีความเครียดสะสม มักเกิดจากความเครียดและอารมณ์โกรธ หรือการนอนดึกสะสม
2.กลุ่มอาการเสมหะและความชื้นสะสม
อาการ: รู้สึกหนักศีรษะเหมือนถูกบีบรัด ไม่สดชื่น แน่นหน้าอก คลื่นไส้ และเบื่ออาหาร มักเกิดจากการรับประทานของมัน ของหวาน และการอยู่ท่าเดิมนานๆ จนม้ามอ่อนแอ
3.กลุ่มอาการชี่และเลือดพร่อง
อาการ: เวียนศีรษะ ตาพร่ามัว อาการจะดีขึ้นเมื่อได้นอนพัก แต่จะแย่ลงเมื่อเคลื่อนไหวมากไปหรือเหนื่อยเกินไป หน้าซีด ใจสั่น มึนงง และอ่อนเพลีย มักเกิดจากการทำงานหนักเกินไป เจ็บป่วยเรื้อรัง หรือรับประทานอาหารไม่เพียงพอ
4.กลุ่มอาการสารจำเป็นของไตพร่อง
อาการ: เวียนศีรษะแบบต่อเนื่อง สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หูอื้อ มีเสียงในหู ปวดเมื่อยเอวและเข่า ความจำแย่ลง มักพบในผู้สูงอายุหรือผู้ที่ทำงานหนักมานานจนร่างกายทรุดโทรม
วิธีดูแลตนเองสไตล์การแพทย์แผนจีน
การนวดกดจุดเพื่อบรรเทาอาการ
1.1 จุดเฟิงฉือ(风池- GB20): อยู่บริเวณรอยต่อระหว่างฐานกะโหลกศีรษะและต้นคอ บริเวณรอยบุ๋มท้ายทอยสองข้าง ช่วยขับลม ลดอาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ ทำให้สมองปลอดโปร่ง

1.2 จุดเน่ยกวน(内关- PC6): อยู่บริเวณเหนือเส้นข้อมือด้านในประมาณ 2 ชุ่น(หรือประมาณ 3 นิ้วมือเรียงชิดกัน) ช่วยลดอาการวียนศีรษะ คลื่นไส้และใจสั่น

1.3 จุดจู๋ซานหลี่(足三里- ST36): อยู่บริเวณหน้าแข้งด้านนอกใต้สะบ้าหัวเข่าลงมา 3 ชุ่น (หรือประมาณ 4 นิ้วมือเรียงชิดกัน)ช่วยบำรุงม้ามและกระเพาะอาหาร บำรุงชี่และเลือด เสริมสร้างภูมิต้านทานร่างกาย ทำให้ร่างกายมีเรี่ยวแรงและสดชื่นขึ้น

1.4 จุดไท่ชง(太冲- LR3): อยู่บริเวณหลังเท้าระหว่างนิ้วโป้งและนิ้วชี้ ช่วยลดไฟตับและผ่อนคลายอารมณ์

วิธีการ: นวดจุดละ 1-3 นาที ให้รู้สึกหน่วงหรือตึงเล็กน้อย
การปรับอาหารตามสภาพร่างกาย
2.1 กรณีภาวะหยางตับแกร่ง: ควรทานเก๊กฮวย เซเลอรี่ ถั่วเขียว และเลี่ยงอาหารเผ็ดร้อนหรือแอลกอฮอล์
2.2 กรณีภาวะเสมหะความชื้นสะสม: ควรทานลูกเดือย ฟักเขียว ขิง และเลี่ยงของมัน ของหวาน ของทอด
2.3 กรณีภาวะเลือดและชี่พร่อง: บำรุงด้วยพุทราจีน ลำไยแห้ง และไข่ไก่
2.4 กรณีภาวะไตพร่อง: เน้นอาหารสีดำ เช่น งาดำ วอลนัท และถั่วดำ
3. การปรับพฤติกรรมเพื่อป้องกันอาการเวียนศีรษะกลับมาเป็นซ้ำ
3.1 ควบคุมอารมณ์และความเครียด: ตับดูแลระบบเลือดและดวงตา ความโกรธและการวิตกกังวลส่งผลโดยตรงต่อตับและทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ ดังนั้นควรทำจิตใจให้สงบ เช่น ฝึกสมาธิ หายใจลึก ๆ หรือทำกิจกรรมที่ชื่นชอบ
3.2 ระมัดระวังการเปลี่ยนท่าทาง: ยึดหลัก "ลุกช้าๆ เคลื่อนไหวเบาๆ" เพื่อป้องกันการเวียนศีรษะจากการเปลี่ยนอิริยาบถ
3.3 ออกกำลังกายเบาๆ: เช่น การเดิน รำมวยจีน (ไท่เก๊ก) หรือแกว่งแขน (ปาต้วนจิ่น) เพื่อช่วยให้เลือดและชี่ไหลเวียนดี
3.4 ดูแลสุขภาพต้นคอและไหล่: หลีกเลี่ยงการก้มเล่นโทรศัพท์หรือทำงานหน้าจอเป็นเวลานานและระวังอย่าให้ต้นคอสัมผัสลมเย็นโดยตรง เพราะจะทำให้เลือดและชี่ติดขัดได้
___________________________________________________
บทความโดย
แพทย์จีน ฐิตินันต์ ศรีเดช (หมอจีนอวี๋ เผย เสียน)
余培贤 中医师
TCM. Dr. Thitinant Sridech (Yu Pei Xian)