Last updated: 17 ก.ย. 2569 | 349 จำนวนผู้เข้าชม |
ในคัมภีร์จีนโบราณมีคำกล่าวไว้ว่า “สังขารร่วงโรย เริ่มต้นที่ไตเสื่อมถอย” (人老肾先衰) หลายท่านเมื่อเข้าสู่วัยกลางคนหรือวัยสูงอายุ มักจะเริ่มมีอาการปวดเมื่อยเอวและเข่า ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน หูตึง ตาพร่ามัว หรือขี้ลืม อาการเหล่านี้ในทางการแพทย์แผนจีนไม่ได้มองว่าเป็นเพียงความเสื่อมตามวัย แต่เป็นสัญญาณเตือนของภาวะ "ไตพร่อง" (肾虚)
"ไต" ในมุมมองของการแพทย์แผนจีนเปรียบเสมือน "รากฐานของชีวิต" (先天之本) ซึ่งทำหน้าที่เก็บสะสมสารจำเป็นหรือ “สารจิง”(精) ที่ทำหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโต พัฒนาการ การสืบพันธุ์ ความแข็งแรงของกระดูก ไปจนถึงสติปัญญา การได้ยิน และความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตามวัย เมื่อไตพร่องจึงทำให้เกิดอาการต่างๆตามมา
5 สัญญาณเตือนและการเกิดอาการไตพร่องในมุมมองของการแพทย์แผนจีน
1. กระดูกพรุนและกระดูกบาง (骨质疏松)
ในมุมมองของการแพทย์แผนจีนมองว่า “ไตกำกับกระดูกและสร้างไขกระดูก” (肾主骨生髓) สารจิงในไตจะถูกเปลี่ยนเป็นไขกระดูกเพื่อไปหล่อเลี้ยงและบำรุงกระดูกให้แข็งแรง เมื่อไตพร่อง สารจิงลดลง ทำให้ไขกระดูกเหือดแห้ง ส่งผลให้ความหนาแน่นของกระดูกลดลงจนเกิดภาวะกระดูกพรุน และเสี่ยงต่อการหักได้ง่ายแม้ล้มเพียงเบาๆ
2. ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน (夜尿频多)
ในมุมมองของการแพทย์แผนจีน อีกหนึ่งหน้าที่ที่สำคัญของไตคือการควบคุมสมดุลน้ำในร่างกาย และควบคุมการเปิดปิดของกระเพาะปัสสาวะ หากชี่ของไตพร่องจนสูญเสียความสามารถในการกักเก็บ (肾气不固) ทำให้กระเพาะปัสสาวะไม่สามารถควบคุมการปัสสาวะได้ตามปกติ ส่งผลให้ปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะเวลากลางคืน
3. หูอื้อ หูมีเสียง และตาพร่ามัว (耳聋耳鸣、老眼昏花)
ในมุมมองของการแพทย์แผนจีนถือว่าหูคือทวารเปิดของไตและดวงตาที่แจ่มใสจำเป็นต้องพึ่งพาชี่จากทั้งตับและไต เมื่อชี่และสารจำเป็นในตับและไตลดน้อยลง อวัยวะรับสัมผัสเหล่านี้จึงไม่ได้รับการหล่อเลี้ยงที่เพียงพอ ทำให้เกิดอาการหูอื้อ หูมีเสียง หรือมองภาพไม่ชัดเจน
4. ขี้ลืมและการตอบสนองช้าลง (健忘、反应迟钝)
ในมุมมองของการแพทย์แผนจีนมีคำกล่าวว่าสมองเปรียบเสมือนทะเลแห่งไขกระดูก ซึ่งสร้างมาจากสารจิงของไต เมื่อไตพร่อง สมองจึงมีไขกระดูกหรือสารจำเป็นไปหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ (髓海不足) ส่งผลโดยตรงต่อสติปัญญา ความจำ และทำให้ปฏิกิริยาตอบสนองช้าลง
5. ปวดเมื่อยเอวและเข่า กลัวหนาว (腰膝酸软、怕冷畏寒)
ในมุมมองของการแพทย์แผนจีนเอวเปรียบเสมือนบ้านของไต (腰为肾之府) และหยางของไตทำหน้าที่เหมือนแหล่งกำเนิดความร้อนให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย เมื่อหยางไตพร่อง ร่างกายจะขาดไออุ่นไปหล่อเลี้ยงเส้นเอ็นและกระดูกบริเวณเอวและเข่า รวมถึงปลายมือปลายเท้า ทำให้รู้สึกปวดเมื่อยโดยเฉพาะบริเวณเอวและเข่า และมีอาการขี้หนาวกว่าคนทั่วไป
3 หลักการบำรุงไตตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน
1.การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์
เน้นการออกกำลังกายที่นุ่มนวลแต่สม่ำเสมอ เช่น การเดินออกกำลังกาย รำไทเก๊ก เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของชี่และเลือด ควรรับแสงแดดในเวลาเช้าเพื่อเสริมพลังหยาง และที่สำคัญที่สุดคือการพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการนอนดึกเพื่อรักษาสารจิงในไตเอาไว้
2.อาหารบำรุงไต
ตามศาสตร์การแพทย์แผนจีนอาหารสีดำและมีฤทธิ์อุ่นบางชนิดเป็นอาหารที่มีสรรพคุณในการบำรุงและเพิ่มสารจิงในไต เช่น งาดำ ลูกหม่อน ถั่วดำ เห็ดหูหนูดำ เห็ดหอม เกาลัด นอกจากนี้การดื่มชาเก๋ากี้เป็นประจำยังช่วยบำรุงสายตาและบำรุงไตได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังควรหลีกเลี่ยงเกลือ และอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางก่อนรับประทาน
3.การนวดกดจุดตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน
จุดไท่ซี(太溪,KI13) อยู่บริเวณข้อเท้าด้านใน ระหว่างจุดสูงสุดของตาตุ่มด้านในกับเอ็นร้อยหวาย จุดนี้ช่วยบำรุงสารจิงของไต นวดกดจุดโดยหมุนคลึงตามเข็มนาฬิกาต่อเนื่อง 1-2 นาที

จุดเสิ่นซู (肾俞,BL23) อยู่บริเวณใต้กระดูกสันหลังส่วนเอวข้อที่ 2 ห่างไปด้านข้างประมาณ 2 นิ้วมือ จุดนี้ช่วยบำรุงไตและปรับสมดุลร่างกาย ลดอาการปวดเอว นวดโดยถูฝ่ามือทั้งสองข้างเข้าด้วยกันจนเกิดความร้อน จากนั้นนำไปแนบไว้บริเวณเอวด้านหลัง แล้วถูขึ้น-ลงประมาณ 10 ครั้ง ให้รู้สึกอุ่นร้อน

หมายเหตุ:ไตพร่อง (肾虚) ในศาสตร์การแพทย์แผนจีน เป็นการจำแนกกลุ่มอาการตามทฤษฎีแพทย์แผนจีน และไม่ได้หมายถึงภาวะไตทำงานเสื่อมหรือโรคไตเรื้อรังตามการแพทย์ปัจจุบันโดยตรง
______________________________________________
บทความโดย
แพทย์จีนฐิตินันต์ ศรีเดช (หมอจีนอวี๋ เผย เสียน)
余培贤 中医师
TCM. Dr. Thitinant Sridech (Yu Pei Xian)
เลขที่ใบประกอบโรคศิลปะ พจ.1327
แผนกฝังเข็ม
คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ
1 ต.ค. 2569
1 ต.ค. 2569
1 ต.ค. 2569
1 ต.ค. 2569