ทำความเข้าใจโรคตุ่มน้ำพองคืออะไร

Last updated: 1 ต.ค. 2569  |  18 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ทำความเข้าใจโรคตุ่มน้ำพองคืออะไร

โรคเพมฟิกัส (Pemphigus) หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ "โรคตุ่มน้ำพอง" เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อผิวหนังและเยื่อบุตนเอง ทำให้เกิดตุ่มน้ำพอง แผลถลอก แสบ คันตามผิวหนัง คนทั่วไปเคยได้ยินโรคนี้แต่ยังไม่รู้จักโรคนี้เท่าไหร่นัก ผู้ป่วยบางคนมาพบแพทย์ด้วยอาการเป็นแผลร้อนในในปากบ่อยๆ คิดว่าไม่มีอะไร แต่ที่จริงอาจเป็นโรคนี้ก็ได้ วันนี้เราจะมาทำความรู้จักโรคนี้กันค่ะ 

1. อาการของโรค 

โรคเพมฟิกัสมีอาการเป็นผื่นแดงขึ้นก่อนจะกลายเป็นตุ่มน้ำพองใสขนาดต่างๆตามผิวหนังหรือเยื่อบุต่างๆ ตุ่มน้ำชนิดนี้จะมีผนังบางแตกง่าย เมื่อตุ่มน้ำแตกแล้วจะเป็นแผลหรือรอยถลอก บางรายอาจมีตกสะเก็ด น้ำเหลืองซึม แสบหรือคันได้ โดยมักพบบริเวณผิวหนังทั่วร่างกาย หากเป็นที่เยื่อบุมักพบที่ช่องปาก คอ ทางเดินหายใจ อวัยวะเพศ ฯลฯ หากมีการติดเชื้อแทรกซ้อน อาจมีไข้ หนาวสั่น หรือส่งผลต่อชีวิตได้โรคเพมฟิกัสมีหลายประเภทโดยแต่ละประเภทก็จะมีอาการหรือรายละเอียดปลีกย่อยของโรคที่แตกต่างกัน 

2.กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ผู้ที่มีอายุ40-60ปี ผู้ที่มีประวัติมีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ ผู้ที่มีปัญหาด้านภูมิคุ้มกันบกพร่อง

3.สาเหตุและกลไกการเกิดโรค

     มุมมองการแพทย์แผนปัจจุบัน

เกิดจาก พันธุกรรม การใช้ยาบางชนิด การติดเชื้อ ฯลฯ ทำให้เกิดความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ร่างกายสร้างแอนติบอดีชนิด IgG ขึ้นมาทำลายโปรตีนยึดเกาะระหว่างเซลล์ผิวหนัง (Desmoglein 1 และ 3) ทำให้เซลล์ผิวหนังหลุดออกจากกัน (Acantholysis) เกิดเป็นโพรงและมีน้ำขัง กลายเป็นตุ่มน้ำพองในชั้นหนังกำพร้า 

      มุมมองการแพทย์แผนจีน

การแพทย์แผนจีนจัดโรคนี้ให้อยู่ในกลุ่ม "หั่วชื่อชวง" (火赤疮) มีสาเหตุหลักเกิดจากปัจจัยภายนอกและภายในร่วมกัน:

• ปัจจัยภายนอก (外因): การได้รับความร้อนและความชื้น (湿热) หรือพิษร้อน (热毒 ) จากสิ่งแวดล้อม รุกรานกระทบเข้าสู่ชั้นผิวหนังและกล้ามเนื้อ
• ปัจจัยภายใน (内因): ม้ามทำงานบกพร่อง (脾虚) ทำให้การขนส่งและแปลงสภาพน้ำในร่างกายผิดปกติ เกิดเป็น ความชื้นสะสมร่วมกับตับมีความร้อนสะสม (肝火) หรืออินลดลงทำให้เกิดไฟ (阴虚火旺) หรือไฟในหัวใจมากเกินไป (心火妄动)
• กลไกการเกิดโรค: ความร้อนและความชื้นเข้ากระทบผิวหนัง  ร่วมกับปัจจัยภายในดังที่กล่าวไป ความร้อนทั้งงภายในและภายนอกปะทะกันกระทบชี่และเลือด (气血) ที่บริเวณผิวหนังดันออกมากลายเป็นตุ่มน้ำพอง 

4. การวินิจฉัยแบ่งกลุ่มอาการ 

     1) กลุ่มพิษความร้อนสะสม (热毒炽盛证)— ระยะเฉียบพลัน

อาการ: ตุ่มน้ำพองขึ้นเร็วและมีจำนวนมาก ผิว/ผื่นสีแดง แสบร้อน หากมีอาการรุนแรงจะมีแผลเป็นบริเวณกว้าง มีไข้ คอแห้ง หงุดหงิด ปัสสาวะเหลืองเข้ม ท้องผูกถ่ายยาก ลิ้นสีแดง ฝ้าสีเหลือง ชีพจรเร็ว (舌红苔黄,脉数)

หลักการรักษา: ระบายความพิษร้อน ทำให้เลือดเย็น บำรุงเลือด (清热解毒,凉血清营) 

     2) กลุ่มหัวใจร้อนม้ามชื้น (心火脾湿证)

อาการ: มีแผลหรือตุ่มน้ำในช่องปากจำนวนมาก ที่ผิวหนังมีตุ่มน้ำขึ้นอยู่เรื่อยๆ ขมคอ มีกลิ่นปาก ท้องอืด เบื่ออาหาร รู้สึกไม่กระฉับกระเฉง อุจจาระเหนียว ลิ้นแดงฝ้าสีเหลืองเหนียว ชีพจรลื่นและเร็ว (舌红苔黄腻,脉滑数)

หลักการรักษา: ระบายความร้อนทำให้ใจสงบ บำรุงม้าม ขจัดความชื้น (清心泻火,健脾除湿)

     3) กลุ่มความชื้นและความร้อนสะสม (湿热蕴结证)

อาการ: ตุ่มน้ำพองจำนวนมากผนังหนาขึ้นเล็กน้อย น้ำในตุ่มใสหรือเหลืองขุ่น เมื่อแตกแล้วมีน้ำเหลืองเยิ้มแฉะ มีสะเก็ดหนา ผิวมัน มีอาการคัน แน่นท้อง เบื่ออาหาร อุจจาระเหนียว ลิ้นแดงฝ้าสีเหลืองเหนียว ชีพจรลื่นและเร็ว (舌红苔黄腻,脉滑数)

หลักการรักษา: ขับความชื้น ระบายความร้อน สลายพิษ สมานแผล (清热利湿,解毒敛疮)

     4) กลุ่มชี่และอินพร่อง(气阴两虚) — ระยะฟื้นฟู/เรื้อรัง

อาการ: มีประวัติมีอาการมานาน เป็นๆหายๆ แผลมักหายช้า มีตุ่มน้ำใหม่ขึ้นเป็นระยะ อ่อนเพลีย ไม่อยากพูดจา ปากแห้งแต่ไม่อยากดื่มน้ำ มีเหงื่อออกตอนกลางคืน หงุดหงิด ลิ้นแดงไม่มีฝ้า ชีพจรเล็กและเร็ว (舌红少苔,脉细数)

หลักการรักษา: บำรุงอินและชี่ สลายพิษ สร้างเนื้อ(益气养阴,托毒生肌)

หมายเหตุ: การรักษาโรคนี้ควรใช้การรักษาแบบผสมผสาน การรักษาโดยการแพทย์แผนจีนเป็นวิธีการเสริมเพื่อควบคุมอาการ ลดอาการข้างเคียง ลดการกลับมาเป็นซ้ำและเร่งการฟื้นตัวของผิวหนังเท่านั้น

5. การดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยโรคเพมฟิกัส

อาหาร: ในช่วงที่มีอาการเฉียบพลัน ให้รับประทานอาหารที่ย่อยง่ายและเบา หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด(เผ็ดร้อน) อาหารที่มีเครื่องเทศปริมาณมาก เนื้อแกะ เนื้อวัว อาหารทะเล ของมันของทอด และอาหารอื่นๆ ที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ หากแผลในปากรุนแรง ให้รับประทานอาหารเหลวอุ่นหรือเย็น เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หรือซุปชนิดต่างๆ

การดูแลผิวหนัง: หลังจากตุ่มพองแตกแล้ว ให้ใช้ยาหรือครีมที่แพทย์สั่งเพื่อรักษาความสะอาดของแผล เลือกสวมเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้ายแท้และหลวมๆ และเปลี่ยนผ้าปูที่นอนบ่อยๆ

อารมณ์และการพักผ่อน: ความวิตกกังวลและการนอนดึกอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงได้ พยายามนอนหลับให้เพียงพอ เมื่อเครียด ให้ทำกิจกรรมเบาๆ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ

______________________________________________

บทความโดย
แพทย์จีน ณัฐฐิมา เตชะพิพัฒน์ชัย (แพทย์จีน เจิงฉ่ายอิง)
曾彩瑛 中医师
TCM. Dr. Nattima Techapipatchai (Zeng Cai Ying)
เลขที่ใบประกอบโรคศิลปะ พจ.21
แผนกอายุรกรรมภายนอก 
คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้