มุมมองแพทย์แผนจีนต่อความผิดปกติของการนอนในเด็ก

Last updated: 29 พ.ค. 2569  |  51 จำนวนผู้เข้าชม  | 

มุมมองแพทย์แผนจีนต่อความผิดปกติของการนอนในเด็ก

ความผิดปกติของการนอนในเด็กหมายถึงความผิดปกติด้านการนอนของเด็ก โดยทั่วไปมักพบในเด็กอายุ 2–12 ปี อาการผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการนอนหลับ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการนอน ประมาณ 50% ของเด็กเล็กมีปัญหาการนอนหลับ เช่น เข้านอนยากตอนกลางคืน ตื่นบ่อย ละเมอ กินละเมอ ผวาตอนกลางคืน ปัสสาวะรดที่นอน ฝันร้าย ตอนกลางวันอาจตื่นยาก ง่วงนอน หงุดหงิดง่าย หรือมีปัญหาด้านพฤติกรรม เป็นต้น อาการเหล่านี้อาจเกิดจากความผิดปกติของการทำงานในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย หรือเกิดจากโรคบางชนิด และสามารถส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างการนอน คุณภาพการนอน และระดับการฟื้นตัวหลังนอนของเด็กได้

ในช่วงวัยเด็ก การนอนหลับเป็นกิจกรรมพื้นฐานของสมองในช่วงพัฒนาการระยะแรก ช่วงต้นของชีวิตต้องการเวลานอนมากกว่า ทารกแรกเกิดต้องการนอนวันละ 16–20 ชั่วโมง ตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 2 ปี เด็กจะนอนรวมประมาณ 9,500 ชั่วโมง (ประมาณ 13 เดือน) ขณะที่เวลาตื่นมีเพียงประมาณ 8,000 ชั่วโมง ในช่วงอายุ 2–5 ปี เวลานอนและเวลาตื่นจะใกล้เคียงกัน ตลอดช่วงวัยเด็กและวัยรุ่น เวลานอนต่อวันคิดเป็นประมาณ 40% ของทั้งวัน

การนอนช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโต ลดความเหนื่อยล้า ฟื้นฟูพลังงาน ยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน เสริมความต้านทานของร่างกาย และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการพัฒนาของระบบประสาทและความจำ สำหรับเด็กการนอนที่มีคุณภาพดีเกี่ยวข้องโดยตรงกับความสามารถด้านการรับรู้ การเรียนรู้ และสมาธิ ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาและการเจริญเติบโตของร่างกาย หากเด็กวัยเรียนได้นอนไม่เพียงพอหรือไม่มีคุณภาพ จะส่งผลต่อพัฒนาการทางสติปัญญา และก่อให้เกิดปัญหาด้านอารมณ์ พฤติกรรม และสมาธิ

ดังนั้น เมื่อเราดูแลปัญหาการนอนของเด็ก ไม่ควรสนใจแค่ว่าเด็กเข้านอนกี่โมง ตื่นกี่โมง แต่ควรดูด้วยว่าเด็กนอนหลับสนิทหรือไม่ หากเด็กมีอาการที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของการนอนมากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

อันดับแรก ควรตรวจดูว่ามีโรค เช่น โรคจมูกอักเสบ เนื้องอกในโพรงจมูก ต่อมทอนซิลอักเสบหรือโตหรือไม่ เพื่อจะได้รักษาได้ทันท่วงที นอกจากนี้ ท่านอนคว่ำบ่อย ๆ และหมอนที่สูงเกินไป ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาการนอนในเด็กเด็กที่มีอาการเกี่ยวกับการนอน ควรปรับท่านอน (เช่น นอนตะแคง) และปรับความสูงของหมอน (ความสูงที่เหมาะสมประมาณ 10 ซม.)

อีกทั้ง เด็กที่ง่วงนอนบ่อยในตอนกลางวัน มักจะมีเวลานอนตอนกลางคืนสั้นลง เนื่องจากการนอนถูกรบกวนและตื่นบ่อย ทำให้หลับไม่ต่อเนื่อง ส่งผลให้นอนกลางคืนไม่สงบและนอนไม่เพียงพอ ดังนั้น เด็กที่ง่วงนอนบ่อยในตอนกลางวัน ควรหาสาเหตุและแก้ไขอย่างเหมาะสม

สาเหตุของโรค

1.สาเหตุทางการแพทย์แผนปัจจุบัน

โดยทั่วไป ภาวะนอนหลับไม่เพียงพอในเด็ก มักเกิดจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายอย่าง เช่น โรคทางร่างกาย ความหิว ความกระหายน้ำ หรือการกินมากเกินไป การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม นิสัยการนอนที่ไม่ดี รวมถึงปัจจัยด้านจิตใจและสิ่งแวดล้อมสิ่งเหล่านี้ทำให้การนอนตอนกลางคืนถูกรบกวนหลายครั้ง เด็กจึงต้องตื่นบ่อย ส่งผลให้ระยะเวลาการนอนรวมลดลง เด็กบางรายมีปัญหาเข้านอนยาก หรือถูกรบกวนจากสิ่งแวดล้อม ทำให้ไม่สามารถนอนหลับได้เพียงพอ

ปัจจุบัน กลไกการเกิดโรคของความผิดปกติของการนอนในเด็กยังไม่ชัดเจน แต่ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ภาวะนี้อาจเป็น “โรคด้านพัฒนาการ” ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาของสมองส่วนเปลือกสมอง (cerebral cortex) ที่ล่าช้า ความล่าช้านี้จะรบกวนจังหวะการนอนตามปกติ จึงทำให้เกิดอาการ เช่น ฝันมาก ฝันร้าย หรือผวาตอนกลางคืน แม้ว่าปัจจุบันยังไม่มีวิธีแก้ไขโดยตรงสำหรับภาวะสมองพัฒนาล่าช้า แต่ปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นให้เกิดโรค เช่น ปัจจัยทางจิตใจ และการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม ควรได้รับความใส่ใจเป็นพิเศษ

จากการศึกษาพบว่า เด็กที่อยู่ในสภาพแวดล้อมครอบครัวที่ไม่ดี เช่น พ่อแม่ทะเลาะกันบ่อย มีความขัดแย้ง หรือครอบครัวหย่าร้าง จะมีอัตราการเกิดปัญหาการนอนสูงกว่าเด็กทั่วไป นอกจากนี้ วิธีการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม เช่น การเลี้ยงดูแบบรุนแรง เข้มงวดเกินไป หรือพ่อแม่มีวิธีการอบรมที่ไม่สอดคล้องกัน (เช่น คนหนึ่งเข้มงวด แต่อีกคนตามใจมากเกินไป) ล้วนทำให้เด็กเกิดความวิตกกังวล สับสนในจิตใจ ไม่รู้จะปรับตัวอย่างไร สุดท้ายส่งผลให้สมดุลทางจิตใจเสียไป ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของความผิดปกติด้านการนอนในเด็ก

2. สาเหตุและกลไกการเกิดโรคตามทฤษฎีแพทย์แผนจีน

1. ความไม่สมดุลของอิน–หยาง (阴阳失衡) แพทย์แผนจีนเชื่อว่าจังหวะของการนอนหลับและการตื่น ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของ“อินลด–หยางเพิ่ม” หรือ “หยางลด–อินเพิ่ม”ในคัมภีร์ หลิงซู (灵枢·大惑论) กล่าวว่า:“เว่ยชี่ (卫气)… ไม่สามารถเข้าสู่อินได้ จึงทำให้อินพร่อง ตาไม่สามารถปิดหลับได้” แสดงให้เห็นว่า เมื่ออิน–หยางเสียสมดุล โดยเฉพาะ “หยางไม่เข้าสู่อิน” จะทำให้เกิดปัญหาการนอนตามลักษณะทางสรีรวิทยาของเด็กที่ว่า“หยางมักเกิน อินมักพร่อง” จึงทำให้เกิดภาวะอิน–หยางเสียสมดุลได้ง่าย สามารถแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะสำคัญ คือ

1.หยางมากเกิน (阳气偏亢)

เมื่อพลังหยางมากเกินไป จะทำให้สารน้ำของอิน (阴液) พร่องลงเมื่อเทียบกันอินไม่สามารถควบคุมหยางได้ ทำให้หยางลอยขึ้นภายนอกหรือในเด็กที่มีพื้นฐานอินพร่องอยู่แล้ว สารน้ำไม่เพียงพอ ไม่สามารถกักเก็บหยางได้รวมถึงกรณีที่มีปัจจัยก่อโรคจากภายนอก เช่น ความร้อน (邪热) เข้ารบกวนไปกระทบต่อหัวใจและตับ ทำให้อินควบคุมหยางไม่ได้ รบกวนจิตใจ (神明) จึงก่อให้เกิดอาการ เช่น นอนไม่หลับ ร้องไห้ตอนกลางคืน (夜啼) นอนหลับไม่สงบ

2.หยางพร่อง (阳气亏虚)

ในสมัยราชวงศ์ชิง หลินเพ่ยฉิน (林佩琴) กล่าวไว้ใน 类证治裁 ว่า “อาการง่วงนอนมาก เป็นโรคที่เกิดจากหยางพร่อง อินเกิน”เด็กที่มีพื้นฐานหยางพร่อง หรือเจ็บป่วยเรื้อรัง ทำให้พลังหยางเสียหาย ส่งผลให้หยางไม่เพียงพอที่จะสมดุลกับอิน หรือมีอินมากเกิน ทำให้หยางยิ่งพร่องเมื่อเทียบกัน เมื่อหยางไม่สามารถควบคุมอินได้ อินจะครอบงำทั้งภายในและภายนอกพลังชีวิต (神气) อ่อนแอ จึงทำให้เกิดอาการ ง่วงนอนมากผิดปกติ ซึมและอ่อนเพลีย

2.ชี่สารอาหาร(อิ๋นชี่)และชี่คุ้มกัน(เว่ยชี่)ไหลเวียนไม่สมดุล (营卫不和) เมื่อชี่สารอาหาร (营气) และ ชี่คุ้มกัน (卫气) ไหลเวียนตามหน้าที่ของตนอย่างปกติ จะเกิดความสมดุล ซึ่งเป็นพื้นฐานของการนอนหลับที่ดีแต่หากชี่สารอาหารและชี่คุ้มกันไหลเวียนไม่สมดุลจะทำให้เกิดความผิดปกติของการนอน 

ในคัมภีร์ หลิงซู·邪客 กล่าวว่า“เมื่อไอโรค(เสียชี่)แทรกเข้าสู่อวัยวะภายในทั้งห้าและหก เว่ยชี่จะปกป้องอยู่ภายนอก เคลื่อนไหวในส่วนหยาง ไม่สามารถเข้าสู่อินได้ เมื่ออินพร่อง จึงทำให้ตาไม่สามารถหลับได้”แสดงให้เห็นว่า เมื่อปัจจัยก่อโรคจากภายนอกเข้ารบกวนภายในเว่ยชี่จะต้องออกมาต่อสู้กับสิ่งก่อโรคบริเวณภายนอก ทำให้ลอยอยู่ที่ผิวกายไม่สามารถเข้าสู่ส่วนอินได้ ส่งผลให้พลังภายในพร่อง และจิตใจไม่สามารถสงบอยู่ภายในจึงเกิดอาการนอนไม่หลับ 

ในคัมภีร์ หลิงซู淫邪发梦 กล่าวว่า “เจิ้งชี่(ภูมิต้านทาน)และพลังก่อโรค(ไอโรค)จากภายนอกเข้าสู่ภายใน เคลื่อนที่ร่วมกับอิ๋ง–เว่ย ทำให้จิตวิญญาณ (魂魄) ฟุ้งกระจาย ทำให้นอนหลับไม่สงบและฝันมาก”แสดงว่า เมื่ออวัยวะภายในถูกรบกวน จะทำให้การไหลเวียนของชี่ผิดปกติรบกวนการทำงานของเว่ยชี่ ทำให้อินพร่อง   และหยางมากเกิน หยางจึงไม่สามารถเข้าสู่อินทำให้เกิดอาการ นอนไม่หลับ และฝันมาก 

โจวเสวียไห่ (周学海) กล่าวไว้ใน 读医随笔 ว่า “เมื่อชี่สารอาหาร(อิ๋นชี่)พร่อง ทางเดินติดขัด เว่ยชี่โจมตีภายใน → นอนไม่หลับ” และ “เมื่อชี่สารอาหาร(อิ๋นชี่)มาก ผิวชื้น ชี่คุ้มกันคั่งอยู่ → ง่วงนอนมาก”

ดังนั้น ชี่สารอาหาร(อิ๋นชี่)และชี่คุ้มกัน(เว่ยชี่)ไหลเวียนไม่สมดุลสามารถทำให้เกิดได้ทั้ง นอนไม่หลับ และง่วงนอนมากผิดปกติ

3.กระเพาะอาหารไม่สมดุล (胃气不和)มีคำกล่าวว่า “กระเพาะไม่สมดุล จะนอนไม่สงบ”  (胃不和则卧不安) กระเพาะอาหารเป็นจุดสำคัญที่ช่วยให้พลังหยางเข้าสู่อิน หากเส้นลมปราณ หยางหมิง (阳明经) ของมือและเท้าไม่สมดุล จะส่งผลต่อการไหลเวียนของชี่คุ้มกัน(เว่ยชี่) ทำให้ไม่สามารถเข้าสู่ อินได้ จึงเกิดอาการนอนไม่หลับ

หลี่จง (李中) ใน 内经知要 กล่าวว่า “เมื่อพลังของกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้น ชี่คุ้มกัน(เว่ยชี่)ไม่สามารถเข้าสู่อินได้ จึงนอนไม่หลับ” นอกจากนี้ ม้ามและกระเพาะเป็นแหล่งสร้างพลังชี่และเลือด หากทำงานดี → พลังเพียงพอ → จิตใจได้รับการหล่อเลี้ยง → นอนหลับดี แต่ในภาวะผิดปกติ หากกระเพาะอาหารไม่สมดุล → สร้างชี่ไม่พอ → อิ๋งชี่พร่อง → จิตใจไม่ได้รับการหล่อเลี้ยง หรือการขึ้นลงของชี่ผิดปกติ → สิ่งก่อโรครบกวนภายใน → จิตใจไม่สงบ ล้วนทำให้เกิดความผิดปกติของการนอน เด็กโดยธรรมชาติ ม้ามมักอ่อนแอ (脾常不足) จึงเกิดภาวะม้าม–กระเพาะไม่สมดุลได้ง่าย สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ อาหารตกค้าง (กินมาก ย่อยไม่หมด) เสมหะหรือของเหลวคั่ง (痰饮)

4. อารมณ์กระทบจิตใจ(七情伤神) เด็กมีพลังเสิน (神气จิตใจอารมณ์) ที่ยังอ่อนแอ หากอารมณ์ทั้งเจ็ดได้แก่ ความยินดี ความโกรธ ความโศกเศร้า ความวิตกกังวล ความครุ่นคิด ความหวาดกลัว ความตกใจ รุนแรงเกินไป จะทำให้จิตใจ (心神) ถูกกระทบ และส่งผลต่อการนอน สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือความตกใจและความกลัว (惊恐) เช่น เห็นสิ่งแปลก ๆ หรือได้ยินเสียงผิดปกติ  ส่งผลให้จิตใจไม่สงบ จึงเกิดอาการต่าง ๆ เช่น ร้องไห้ตอนกลางคืน นอนไม่หลับ สะดุ้งผวาตอนกลางคืน (night terror)

ความผิดปกติของการนอนในเด็กตามแนวคิดการแพทย์แผนจีน

การนอนหลับเป็นพื้นฐานสำคัญของพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย สมอง และอารมณ์ของเด็ก หากเด็กนอนหลับไม่ดี เช่น นอนไม่หลับ ตื่นบ่อย ฝันร้าย หรือร้องไห้กลางคืน อาจส่งผลต่อการเจริญเติบโต สมาธิ  และพฤติกรรมในระยะยาว

ในมุมมองของการแพทย์แผนจีน ปัญหาการนอนของเด็กไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียวแต่เกี่ยวข้องกับ “ความสมดุลของร่างกาย” ทั้งด้านพลังงาน (ชี่) ระบบย่อยอาหาร และสภาพจิตใจ โดยสามารถแบ่งลักษณะอาการออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ เพื่อช่วยในการดูแลได้อย่างเหมาะสม

1. ภาวะหัวใจมีความร้อนสะสม (心经积热证)

เด็กกลุ่มนี้มักมีลักษณะ “ร้อนเกิน” ทำให้นอนหลับยาก หรือไม่ยอมนอนในเวลากลางคืน มักร้องไห้เสียงดัง โดยเฉพาะเมื่อมีแสงไฟร่วมด้วย อาจมีอาการหน้าแดง ปากแดง หงุดหงิด ตัวอุ่น ท้องผูก และปัสสาวะสีเข้ม ภาวะนี้สะท้อนถึงความร้อนภายในร่างกายที่ไปรบกวนจิตใจ ทำให้เด็กนอนหลับไม่สงบ

2. ภาวะอาหารหรือเสมหะคั่งค้าง (痰食阻滞证)

มักพบในเด็กที่มีปัญหาเรื่องการกินหรือการย่อย เช่น กินมากเกินไป หรืออาหารย่อยไม่หมด เด็กจะนอนไม่หลับ ฝันร้าย ตื่นง่าย กระสับกระส่าย อาจมีอาการแน่นท้อง หนักศีรษะ คลื่นไส้ หรือมีเสมหะร่วมด้วย สาเหตุหลักคือ “ท้องไม่สบาย” จึงทำให้นอนหลับไม่ดี

3. ภาวะอินพร่อง ไฟกำเริบ (阴虚火旺证)

เกิดจากร่างกายขาดความชุ่มชื้นหรือสารน้ำ ทำให้เกิดความร้อนภายใน เด็กจะนอนยาก หลับไม่ลึก ตื่นง่าย ร้องไห้ตอนกลางคืนโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน มักมีอาการมือเท้าร้อน เหงื่อออกตอนกลางคืน และหงุดหงิดง่าย ลักษณะเด่นคือ “ร้อนจากภายใน” ทำให้นอนหลับไม่สนิท

4. ภาวะเลือดตับไม่เพียงพอ  (肝血不足证)

เด็กจะมีอาการนอนไม่หลับ ฝันเยอะ หรือบางครั้งง่วงทั้งวันแต่กลับหลับยาก มักมีอาการอ่อนเพลีย ใจสั่น ขี้ลืม หน้าซีด หรือมีอาการชาและกล้ามเนื้อกระตุก ภาวะนี้เกิดจากการที่ร่างกายมีเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ จึงส่งผลต่อการพักผ่อนและการฟื้นฟูร่างกาย

5. ภาวะหยางพร่อง (阳气亏虚证)

เป็นภาวะที่พลังงานของร่างกายอ่อนแอเด็กอาจนอนไม่หลับหรือในบางรายง่วงนอนมากผิดปกติ มักมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หนาวง่าย มือเท้าเย็น เวียนศีรษะ หรือท้องเสียบ่อย ลักษณะสำคัญคือ “พลังงานต่ำ” ทำให้ระบบการนอนทำงานผิดปกติ

6. ภาวะตกใจหรือความกลัวกระทบจิตใจ(惊恐伤神证)

เด็กเล็กมักมีจิตใจไวต่อสิ่งกระตุ้น หากได้รับความตกใจหรือความกลัว เช่น เห็นสิ่งแปลก ๆ หรือได้ยินเสียงดัง อาจทำให้ร้องไห้กลางคืน สะดุ้งผวา เกาะพ่อแม่ ไม่ยอมนอน หรือมีอาการฝันร้าย สาเหตุสำคัญคือ “จิตใจไม่สงบ” ซึ่งส่งผลต่อการนอนโดยตรง

แนะนำการกดจุด

จุด 外劳宫 (ไว่เหล่ากง)



ตำแหน่ง : อยู่ที่ หลังมือ (hand dorsum) ตรงกึ่งกลางระหว่างกระดูกนิ้วชี้กับนิ้วกลาง

การหาจุด : กำมือเบา ๆ จะเห็นร่องตรงกลางหลังมือ จุดนั้นเลย

วิธีนวด : ใช้นิ้วโป้งกดนวดเบา ๆ เป็นวงกลม หรือกดค้าง 3–5 วินาที แล้วปล่อย ทำข้างละประมาณ 1–3 นาที

สำหรับเด็กเล็ก : ใช้แรงเบามาก (เน้นลูบ/คลึง ไม่กดแรง)

สรรพคุณ : ช่วย ลดความร้อนในร่างกาย บรรเทาอาการ ไข้ ตัวร้อน กระสับกระส่าย ช่วยให้ จิตใจสงบ นอนหลับดีขึ้นใช้ได้ในเด็กที่ งอแง ร้องกลางคืน

จุด 小天心 (เสี่ยวเทียนซิน)



ตำแหน่ง : อยู่ที่ ฝ่ามือ บริเวณกึ่งกลางระหว่าง เนินโคนนิ้วโป้ง (thenar eminence) เนินใต้นิ้วก้อย (hypothenar eminence)

การหาจุด : กลางฝ่ามือค่อนไปด้านล่างนิดนึง

วิธีนวด : ใช้นิ้วโป้ง กดคลึงเบา ๆ เป็นวงกลม หรือจิ้มกดแล้วหมุนช้า ๆ ทำประมาณ 1–3 นาที/ข้าง

เด็กเล็ก: ใช้แรงนุ่มนวล จะได้ผลดีกว่า

สรรพคุณ :  จุดเด่นคือช่วยสงบจิตใจ ลดอาการ ตกใจ ผวา ร้องไห้กลางคืน (night terror) ช่วยให้หลับลึกขึ้น ลดอาการ สะดุ้งง่ายหรือฝันร้าย

 วิธีทำร่วมกัน (แนะนำ)

1. นวด 小天心 ก่อน → ให้เด็กผ่อนคลาย

2. ตามด้วย 外劳宫 → ช่วยระบายความร้อน

3. ทำก่อนนอนวันละ 1 รอบ (หรือช่วงงอแงก็ทำได้)

ข้อควรระวัง

1. อย่ากดแรงเกิน (โดยเฉพาะเด็กเล็ก)

2.ถ้าเด็กมีไข้สูงมาก หรืออาการรุนแรง ควรพบแพทย์

3. ทำสม่ำเสมอ จะเห็นผลดีกว่าทำครั้งเดียว

เอกสารอ้างอิง

熊先军, 陈依平. 小儿神志病推拿及调护. 北京: 中国医药科技出版社; 2022.

____________________________________________

บทความโดย
แพทย์จีน กัญธิมา วุฒิ (กาน ตี๋ หม่า)
甘迪玛 中医师
TCM. Dr. Kanthima Wutthi (Gan Di Ma)

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้