ผลไม้ไทยยอดนิยมที่ผู้ป่วยโรคผิวหนังควรระวัง

Last updated: 1 ต.ค. 2569  |  26 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ผลไม้ไทยยอดนิยมที่ผู้ป่วยโรคผิวหนังควรระวัง

โรคผิวหนังเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) ลมพิษ (Urticaria) สะเก็ดเงิน (Psoriasis) หรือผื่นคันตามฤดูกาล แม้จะมีสาเหตุที่แตกต่างกัน แต่จุดร่วมที่เหมือนกันคือ "ภาวะอักเสบเรื้อรังของผิวหนัง" และ "อาการคัน/ผื่นกำเริบเมื่อได้รับปัจจัยกระตุ้น" บทความนี้ได้รวบรวม "ผลไม้ไทยยอดนิยม" ที่ทานกันบ่อยในชีวิตประจำวัน พร้อมอธิบายเหตุผลตามกลุ่มอาการทางการแพทย์แผนจีน เพื่อใช้เป็นคู่มือดูแลตนเองและป้องกันไม่ให้โรคผิวหนังกำเริบ

1. ทำไมผลไม้บางชนิดถึงส่งผลกระทบต่อโรคผิวหนัง?

• มุมมองการแพทย์แผนปัจจุบัน: ผลไม้บางชนิดมีสารฮีสตามีน (Histamine) สูง หรือเป็นตัวกระตุ้นการปล่อยฮีสตามีน (ตัวกระตุ้นการปล่อยฮีสตามีน) นอกจากนี้ผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงมากจะกระตุ้นระดับอินซูลิน รวมไปถึงผลไม้ที่มีสารก่อการระคายเคืองและแพ้สัมผัสได้ง่าย ทั้งหมดทั้งมวลนี้ส่งผลให้เกิดการอักเสบมีผื่น คัน บวม แดงเกิดขึ้น

• มุมมองการแพทย์แผนจีน: โรคผิวหนังส่วนใหญ่มีสาเหตุเกิดจากความร้อน (热) ความชื้น (湿) และลม (风)
     • ผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อน (温/热) จะเพิ่มไฟในร่างกาย กระตุ้นให้เกิดความร้อนในเลือด (血热) ทำให้มีผื่นแดง แสบร้อน และคันอย่างรุนแรง
     • ผลไม้รสหวานจัดหรือฉ่ำน้ำ จะกระทบการทำงานของม้ามอาจทำให้ม้ามพร่อง (脾虚) ทำให้การจัดการน้ำในร่างกายผิดปกติ เกิดเป็น "ความชื้นสะสม" (湿邪) มักมีอาการแผลเยิ้ม มีน้ำเหลืองซึม หรือตุ่มน้ำ
     • ผลไม้บางชนิดมี "กระตุ้น" (发物) ซึ่งจะการกระตุ้นทำให้ "ลม" ในร่างกายปะทุ มักอาการคันยุบยิบ ลุกลามรวดเร็ว

2. ผลไม้ไทยยอดนิยมที่ผู้ป่วยโรคผิวหนังควรหลีกเลี่ยงหรือระวัง

 1) ทุเรียน 

• การแพทย์แผนจีน: มีฤทธิ์ร้อนจัดและรสหวาน เมื่อทานแล้วจะเกิดภาวะพิษร้อนเข้าสู่ชั้นเลือด (热毒入血) ได้ง่าย กระตุ้นทำให้เข้าสู่ภาวะเลือดร้อน (血热妄行) ผื่นที่กำลังจะแห้งจะกลับมาเห่อ แดง และคันอย่างรวดเร็ว
• การแพทย์แผนปัจจุบัน: มีดัชนีน้ำตาลสูงมากและแคลอรี่สูง กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ก่อการอักเสบรุนแรง ทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันใต้ผิวหนังไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น
 
2) มะม่วง 


• การแพทย์แผนจีน: จัดเป็นผลไม้ที่เป็นสิ่งกระตุ้นภูมิแพ้ (发物) มะม่วงมีฤทธิ์เย็นเล็กน้อยหากทานมากเกินไปจะทำให้ม้ามชื้น (脾湿) เกิดเสมหะและความชื้นตกค้าง ทำให้ผื่นแฉะ หายช้า
• การแพทย์แผนปัจจุบัน: ยางและเปลือกมะม่วงมีสาร Urushiol ซึ่งเป็นสารก่อการแพ้สัมผัส นอกจากนี้เนื้อมะม่วงยังจัดเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายปล่อยฮีสตามีน ทำให้คันและผื่นเห่อได้ง่าย

3) สับปะรด

• การแพทย์แผนจีน: มีรสเปรี้ยวหวาน ฤทธิ์ค่อนไปทางเย็น หากรับประทานมากจะเกิดความชื้นในระบบย่อยอาหาร ส่งผลให้อาการผื่นคันแฉะกำเริบ 
• การแพทย์แผนปัจจุบัน: เป็นผลไม้ที่มีฮีสตามีนสูงและมีเอนไซม์โบรมีเลน (Bromelain) ซึ่งย่อยโปรตีน ในผู้ป่วยที่ชั้นผิวหนังอ่อนแอหรือมีแผลถลอกเอนไซม์และกรดมักก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวหนัง และกระตุ้น Mast Cell ให้ปลดปล่อยสารความคันออกมามากขึ้น

4) ขนุน 

• การแพทย์แผนจีน: รสหวาน ฤทธิ์กลาง หากรับประทานมากทำให้มีความชื้นสะสมในร่างกาย หากมีแผลถลอก ผื่นแฉะจะทำให้แผลเปื่อยและเกิดหนองได้ง่าย
• การแพทย์แผนปัจจุบัน: มีปริมาณน้ำตาลฟรุกโตสและกลูโคสสูง ซ้ำเติมภาวะอักเสบเรื้อรัง และน้ำตาลที่สูงตามผิวหนังยังเป็นอาหารชั้นดีของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ทำให้ติดเชื้อแทรกซ้อนได้ง่าย

5) มะละกอสุก

• การแพทย์แผนจีน: มีฤทธิ์อุ่น รสเปรี้ยว แม้จะช่วยเรื่องการขับถ่าย แต่มีความหวานทำให้เกิดความชื้นได้ง่าย หากผู้ป่วยมีภาวะม้ามพร่องความชื้นสะสม (脾虚湿盛) การทานมะละกอสุกปริมาณมากจะยิ่งเพิ่มความชื้น ทำให้ผื่นกลายเป็นตุ่มน้ำใสหรือตุ่มหนองชื้นแฉะ
• การแพทย์แผนปัจจุบัน: มะละกอสุกจัดอยู่ในกลุ่มกระตุ้นให้ร่างกายปลดปล่อยฮีสตามีนออกมาโดยตรง แม้ตัวมะละกอเองจะไม่ได้มีฮีสตามีนสูงก็ตาม ทำให้เกิดอาการคันหลังรับประทาน

6) ลำไย และ ลิ้นจี่

• การแพทย์แผนจีน: เป็นผลไม้มีฤทธิ์อุ่น รสหวาน อาจทำให้เกิดไฟในตับและกระเพาะอาหาร (肝胃积热) เมื่อความร้อนสะสมจะแสดงออกทางผิวหนัง ทำให้เกิดผื่นแดง อักเสบ แสบร้อน และทำให้ปัสสาวะเหลืองเข้ม ปากแห้ง
• การแพทย์แผนปัจจุบัน: มีปริมาณน้ำตาลสูงมากสามารถเร่งการอักเสบในเซลล์ผิวหนังอย่างรวดเร็ว

7) เงาะ และ มังคุด (เมื่อทานปริมาณมาก)


• เงาะ: ฤทธิ์อุ่นเล็กน้อย รสหวาน เปรี้ยว ความหวานและฤทธิ์ของเงาะหากทานในปริมาณมากจะทำให้เกิดความร้อนได้ง่าย
• มังคุด: แม้จะมีฤทธิ์เย็น แต่มีปริมาณน้ำตาลสูง และเปลือกมีสารแทนนินและแซนโทส ซึ่งในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดปฏิกิริยาแพ้สัมผัส หากทานมากเกินไปความหวานก็จะสร้างความชื้นได้ง่าย
 
8) แตงโม แคนตาลูป/เมลอน


• การแพทย์แผนจีน: ผลไม้เหล่านี้มีฤทธิ์เย็น ช่วยลดความร้อน แต่มีความชื้นสูงหากผู้ป่วยมีภาวะม้ามอ่อนแอ การทานผลไม้กลุ่มนี้แช่เย็นหรือทานปริมาณมาก จะทำลายหยางของม้ามทำให้ม้ามชื้น เกิดผื่นบวมน้ำ แผลแฉะหายช้า
• การแพทย์แผนปัจจุบัน: จัดอยู่ในกลุ่มผลไม้ที่มีน้ำปริมาณมาก เนื่องจากประเทศไทยมักทานผลไม้กลุ่มนี้แบบแช่เย็น การทานของเย็นจัดจะกระทบการทำงานของระบบลำไส้ซึ่งเกี่ยวข้องกับสมดุลบนผิวหนัง

 9) กล้วย (โดยเฉพาะกล้วยหอมสุก และกล้วยน้ำว้าสุกจัด)

• การแพทย์แผนจีน: กล้วยสุกมีรสหวาน ฤทธิ์เย็น มีความเหนียวชุ่มชื้นสูง มักทำให้เกิดความชื้นอุดกั้นในระบบย่อยอาหาร ส่งผลให้การระบายพิษทางผิวหนังติดขัด
• การแพทย์แผนปัจจุบัน: กล้วยสุกเป็นผลไม้ที่มีไทรามีนและฮีสตามีนสูง กระตุ้นการหด/ขยายตัวของหลอดเลือด กระตุ้นอาการคันและลมพิษได้อย่างรวดเร็วในผู้ที่มีภาวะไม่ทนต่อฮีสตามีน

10) สตรอว์เบอร์รี่ 

• การแพทย์แผนจีน: รสเปรี้ยวหวาน ฤทธิ์เย็น แต่หากทานมากจะกระตุ้นความชื้น
• การแพทย์แผนปัจจุบัน: จัดเป็นหนึ่งในผลไม้ที่กระตุ้นการปล่อยฮีสตามีนสูง และมักมีสารตกค้างจากการเกษตรบนผิวเปลือกสูง หากล้างไม่สะอาด สารเคมีจะยิ่งกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานผิดปกติ

11) ผลไม้แปรรูป แช่อิ่ม ดอง และตากแห้ง 

• การแพทย์แผนจีน: อาหารหมักดองมักทำให้เกิดพิษจากความร้อนชื้น (湿热毒邪) กระตุ้นพิษร้อนให้ปะทุออกทางผิวหนัง
• การแพทย์แผนปัจจุบัน: อาหารหมักดองมีปริมาณเกลือ (โซเดียม) น้ำตาล ขัณฑสกร และสารกันบูดสูง สารเคมีเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้ผื่นอักเสบและโรคภูมิคุ้มกันปฏิบัติต่อตนเองรุนแรงขึ้น

3. ผลไม้ที่ทานได้ (ทานในปริมาณที่พอเหมาะ):

• แก้วมังกร (พันธุ์เนื้อขาว รสไม่หวานจัด): ฤทธิ์เย็นปานกลาง มีกากใยสูง ช่วยขับถ่ายระบายความร้อน
• แอปเปิ้ล/ ชมพู่: รสไม่หวานจัด มีสารต้านอนุมูลอิสระ ไม่เพิ่มความชื้นในม้าม
หลักการรับประทาน: ส่วนใหญ่ผลไม้ที่ควรหลีกเลี่ยงมักเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อน มีน้ำตาลสูงเนื่องจากทำให้เกิดความร้อนชื้นกับร่างกาย กระตุ้นการอับเสบได้ง่าย ในรายที่มีปัญหาเรื่องระบบย่อยอาหาร หรือกระเพาะอาหารไม่แข็งแรงควรหลีกเลี่ยงการทานผลไม้แช่เย็น หรือผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น เพราะจะทำให้มีความชื้นเพิ่มขึ้น กระตุ้นอาการทำให้มีผื่นแฉะ มีน้ำเหลืองซึมได้ง่าย ควรล้างเปลือกผลไม้(ชนิดที่กินเปลือกได้) ให้สะอาดทุกครั้งเพื่อป้องกันสารเคมีและยางผลไม้สัมผัสโดนผิว 

เนื่องจากผู้ป่วยแต่ละคนมีภาวะร่างกายและการตอบสนองต่อสารอาหารที่แตกต่างกัน อาจไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงผลไม้ดังกล่าวทั้งหมด และอาจมีอาการแพ้ต่อผลไม้นอกเหนือจากที่กล่าวมา แนะนำให้ผู้ป่วยหมั่นสังเกตและบันทึกอาการหลังทานผลไม้แต่ละชนิด 24–48 ชั่วโมง เพื่อหาปัจจัยกระตุ้นเฉพาะบุคคล เมื่อมีอาการควรหลีกเลี่ยง หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมควรปรึกษาแพทย์ 

______________________________________________

บทความโดย
แพทย์จีน ณัฐฐิมา เตชะพิพัฒน์ชัย (แพทย์จีน เจิงฉ่ายอิง)
曾彩瑛 中医师
TCM. Dr. Nattima Techapipatchai (Zeng Cai Ying)
เลขที่ใบประกอบโรคศิลปะ พจ.21
แผนกอายุรกรรมภายนอก 
คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้