กินยาจีนอย่างไรให้ได้ผลดี

กินยาจีนอย่างไรให้ได้ผลดี

การรักษาด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีนเป็นที่เชื่อถือมากขึ้นในปัจจุบัน ตั้งแต่ พ.ศ. 2543 เมื่อทางกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้การแพทย์แผนจีนเป็นศาสตร์ที่ถูกต้องตามกฏหมาย จัดให้มีการสอบตามมาตราฐานโดยทบวงการแพทย์แผนจีนแห่งชาติจากปักกิ่งและได้ให้หนังสือประกอบโรคศิลปะชั่วคราวมีอายุการใช้ทุกสองปี จนกระทั่งมีมหาวิทยาลัยที่เปิดคณะแพทย์แผนจีน 9 แห่งในปัจจุบัน ใบประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีนได้เป็นที่ยอมรับให้ทำงานได้ในหน่วยงานของรัฐ เปิดคลินิกเองได้ การพัฒนาต่อเนื่องทั้งในด้านกฎหมาย การเรียนการสอน มีการศึกษาต่อเนื่องเช่นการจัดประชุมยกระดับทักษะเวชปฏิบัติซึ่งรับรองโดยคณะกรรมการวิชาชีพแพทย์แผนจีน สิ่งเหล่านี้สามารถเป็นหลักประกันในมาตราฐานการรักษาของการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย

“หมอดียาต้องดีด้วย” เป็นคำกล่าวขานติดปากในประชาชนชาวจีน หมอดีคือหมอที่มีทักษะ มีประสบการณ์ มีความรู้ตามมาตรฐานวิชาชีพ ยาดีคือเป็นยาสมุนไพรที่สด ปลอดภัยจากสิ่งปนเปื้อน เป็นยาที่มีการแปรรูปได้ถูกต้องตามกรรมวิธีของเภสัชศาสตร์จีน การรักษาจึงจะได้ประสิทธิผล การต้มยาและการรับประทานยาจีนก็เป็นอีกสองขั้นตอนที่สำคัญในการรักษา การต้มยาปัจจุบันมีการใช้ระบบต้มยาที่เป็นพาสเจอร์ไรซ์ ซึ่งสามารถควบคุมปริมาณยาและความเข้มข้นของยาได้ นอกจากรูปแบบของยาต้ม ในปัจจุบันยังพัฒนาเป็นยาชงละลาย นอกจากนี้ยังมียาผง ยาลูกกลอนที่มีส่วนผสมน้ำผึ้งหรือผสมน้ำหรือแป้งแล้วทำเป็นลูกกลอนเป็นต้น รูปแบบของยาขึ้นกับลักษณะโรค ระยะเวลาที่รักษาและการออกฤทธิ์ของยานั้นๆ

การทานยาจีนให้ได้ประสิทธิผล ปกติแล้วแพทย์จีนจะแนะนำให้กับผู้ป่วยอยู่แล้วหรือเป็นกรณีๆไป การทานยาจีนที่ถูกต้องจะช่วยให้อาการเจ็บป่วยหายเร็ว สรรพคุณของยาจะไม่ถูกขัดขวางหรือไปขัดแย้งกับยาอื่นๆ ปกติยาจีนหนึ่งห่อหรือหนึ่งเทียบจะต้มสองครั้งต่อเนื่องแล้วผสมกันแบ่งทานในขณะอุ่นๆเช้าเย็นสองเวลาหลังอาหารครึ่งชั่วโมง แต่ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยดังนี้

1. รักษาโรคอายุรกรรมทั่วไป ควรทานหลังอาหารประมาณครึ่งชั่วโมง หรือยาที่มีฤทธิ์ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร ควรทานหลังอาหารจะช่วยลดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารได้

2. ยาประเภทบำรุงหรือยาโรคระบบทางเดินอาหาร ควรรับประทานก่อนอาหารประมาณครึ่งชั่วโมง เพื่อให้ยาดูดซึมในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ดี

3. ยาประเภทฆ่าพยาธิหรือยาระบายให้ทานในขณะท้องว่าง

4. สำหรับบางโรคที่มีอาการกำเริบเป็นเวลา เช่นยารักษาโรคมาลาเรียให้ทานยาก่อนมาลาเรียกำเริบ

5. ยาช่วยให้จิตใจสงบหรือรักษาการนอนหลับควรให้ทานยาก่อนนอน

6. ยาประเภทชาชงให้รับประทานต่างน้ำชา จิบได้บ่อยๆ

7. ในผู้ป่วยที่มีอาการอาเจียน ควรต้มยาให้ค่อนข้างเข้มข้น แต่มีปริมาณน้อยแล้วแบ่งทานหลายๆครั้ง 

8. โดยทั่วไปจะดื่มยาในขณะอุ่น แต่ถ้าป่วยด้วยโรคที่เกิดจากกลุ่มความร้อนสามารถดื่มยาในขณะที่ยาเย็นเเล้ว ถ้าป่วยด้วยโรคกลุ่มความเย็น ให้ดื่มยาขณะร้อนๆ 

9. หากทานยาแผนปัจจุบันร่วมด้วย ให้ทานยาจีนหลังจากทานยาแผนปัจจุบันแล้ว 1 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตามวิธีการทานยาจีนที่เหมาะสม ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เพราะขึ้นอยู่
กับอาการของโรค สภาพร่างกายของผู้ป่วยและดุลยพินิจของแพทย์ผู้จ่ายยา

 
การรับประทานยาสมุนไพรจีนเพื่อให้เกิดสรรพคุณทางยาที่ดี โดยทั่วไปแล้ว
ควรจะรับประทานยาจีนก่อนอาหาร 30 นาที หรือในช่วงเวลาที่ท้องว่าง


ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารหรือมีตัวยาที่อาจทำให้ระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร สามารถรับประทานยานั้นหลังอาหาร 30 นาที – 60 นาทีได้

หากมีการรับประทานยาแผนปัจจุบัน ให้เว้นระยะเวลาห่างจากการรับประทานยาแผนปัจจุบัน 1 ชั่วโมง


นอกจากจากนี้ยังมีการรับประทานยาจีนก่อนนอน หลังตื่นนอน หรือตามเวลาที่
เหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์ 
หากมีข้อสงสัย ควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรโดยตรงอีกครั้ง