ประวัติคลินิกการประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว

คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว หรือ "คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว"
เดิมใช้ชื่อว่า “คลินิกหัวเฉียวไทย-จีน แพทย์แผนไทย”

  


ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2538  โดยความตั้งใจที่ดีของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งในความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข
เพื่อรวบรวมองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนจีนมาใช้เพื่อการรักษา ป้องกัน ส่งเสริม และฟื้นฟูสภาพร่างกายของผู้ป่วย
อันนำไปสู่ความร่วมมือในระดับประเทศกับสถาบันการศึกษาชั้นนำของสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มาร่วมกันพัฒนาระบบ
การให้บริการรักษาโรคด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีนที่ได้มาตรฐานในระดับสากลให้แก่คลินิก และเป็นการแพทย์ทางเลือก
ที่มีประสิทธิภาพ เป็นที่รู้จักและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนชาวไทย

ในช่วงปี พ.ศ. 2538 – 2542

 


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งมีบทบาทสำคัญอย่างหนึ่ง คือ บทบาทด้านการรักษาพยาบาลและฟื้นฟูสมรรถภาพ จึงได้เริ่มกิจกรรมรักษาพยาบาล
แก่ประชาชนในกรุงเทพฯ และเล็งเห็นว่าการแพทย์แผนจีนเป็นศาสตร์ที่มีรากฐานที่แข็งแกร่ง มีประวัติความเป็นมายาวนานหลายพันปี
และได้เข้ามาร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์แผนไทยในการดูแลสุขภาพของคนไทย เพื่อสนองนโยบายในการพัฒนา
ระบบบริการให้การรักษาพยาบาลแก่ประชาชนด้วยการแพทย์ทางเลือกของกระทรวงสาธารณสุข

ดังนั้น มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งจึงได้จัดตั้ง “สถานพยาบาลหัวเฉียวแผนโบราณ” ซึ่งปัจจุบันใช้ชื่อว่า “คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว”
เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2538
โดยมีนายสุษิร สุรัตนกวีกุล เป็นผู้อำนวยการคนแรก ในขณะนั้นมีแพทย์จีนประจำ 7 คน และเจ้าหน้าที่ 5 คน

       

ต่อมาในปี พ.ศ. 2539  สถานพยาบาลหัวเฉียวฯ ได้เปิดให้บริการรักษาด้วยการฝังเข็ม ซึ่งเป็นการรักษารูปแบบใหม่ในขณะนั้น
ทำให้ผู้มาใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง สถานพยาบาลหัวเฉียวฯ จึงได้เพิ่มจำนวนเตียงเพื่อรักษาผู้ป่วย มีห้องฝังเข็มขนาด 30 เตียง
และห้องทุยหนา 2 ห้อง และได้เริ่มมีห้องยาจีน เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2539 โดยมีชนิดของสมุนไพรที่ใช้บ่อยประมาณ 200 ชนิด
มีห่อยาประมาณ 80 – 90 ห่อต่อวัน และค่อยๆ เพิ่มเป็น 200 ห่อต่อวัน

วันที่ 29 พฤษภาคม 2540 ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกระทรวงสาธารณสุขไทยและจีน ณ กรุงปักกิ่ง
สาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้บันทึกความเข้าใจดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมการแพทย์ ได้จัดให้มีการอบรมหลักสูตร “การฝังเข็ม รมยา 3 เดือน”
ให้กับแพทย์แผนปัจจุบันเป็นรุ่นแรก ระหว่างวันที่ 27 เมษายน – 24 กรกฎาคม 2541 โดยมี รศ.พจ.เฉิงจื่อเฉิง (程子成) ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝังเข็มจากโรงพยาบาลหลงหัว
มหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเซี่ยงไฮ้   ซึ่งเป็นแพทย์จีนประจำ ณ สถานพยาบาลหัวเฉียวฯ ได้ให้เกียรติมาเป็นวิทยากรและจัดทำหลักสูตร นับเป็นอาจารย์แพทย์จีนท่านแรก
ที่ได้วางรากฐานการฝังเข็มให้กับแพทย์แผนปัจจุบันในประเทศไทย สถานพยาบาลหัวเฉียวฯ ในขณะนั้น ให้ความร่วมมือแก่กระทรวงสาธารณสุขในทุกกิจกรรมที่เป็นการสนับสนุน
และพัฒนาศาสตร์การแพทย์แผนจีนในประเทศไทย  อาทิ การจัดการอบรม การประชุมวิชาการ และการจัดนิทรรศการด้านการแพทย์แผนจีน

image
คณะแพทย์จีนและเจ้าหน้าที่
ผู้ให้บริการในระยะแรก
image
การเปิดให้บริการฝังเข็มในปี
พ.ศ. 2539
image
ห้องยาจีนที่เปิดให้บริการในระยะแรก
image
ร่วมงานนิทรรศการการ
แพทย์แผนจีนปี พ.ศ. 2539

ในช่วงปี พ.ศ. 2543 – 2548

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเห็นความสำคัญของการแพทย์แผนจีนว่าเป็นประโยชน์ในการดูแลสุขภาพแบบผสมผสานวิธีหนึ่งของชุมชนในยุคปัจจุบัน
และเห็นว่าสถานพยาบาลหัวเฉียวแผนโบราณมีความคับแคบ ไม่สามารถรองรับผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จึงได้จัดสร้างอาคารศูนย์การแพทย์ไทย-จีนขึ้น เนื่องในวาระที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งครบรอบ 90 ปี และวาระครบรอบ 25 ปี
แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน เป็นอาคาร 8 ชั้น ทรงสถาปัตยกรรมแบบจีนประยุกต์ในบริเวณถนนกรุงเกษม
มีเนื้อที่ใช้สอย 4,900 ตารางเมตร เพื่อให้การรักษาผู้ป่วย การวิจัย และเป็นฐานการเรียนการสอนด้านการแพทย์แผนจีน

วันที่ 1 กรกฏาคม 2543 มีการประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์สร้างอาคารศูนย์การแพทย์ไทย-จีน โดยฯพณฯ กร ทัพพะรังสีรองนายกรัฐมนตรี
และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานในพิธีฯพณฯ จางเหวินคัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสาธารณรัฐประชาชนจีน
ฯพณฯ ฟู่ เซียจาง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ดร.อุเทน เตชะไพบูลย์ และ ดร.สมาน โอภาสวงศ์ เป็นประธานร่วม
ต่อมามูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีโดยเสด็จ
มาทรงเปิดอาคารศูนย์การแพทย์ไทย-จีนอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่7 มกราคม 2548

image
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จมาทรงเปิดอาคารศูนย์การแพทย์ไทย-จีน วันที่ 7 มกราคม 2548
image
พิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารศูนย์การแพทย์ไทย-จีน วันที่ 1 กรกฎาคม 2543
image

 
อาคารแพทย์จีนหลังใหม่เป็นอาคารเอนกประสงค์ มีห้องตรวจวินิจฉัยโรคและห้องรักษาโรค ห้องยา ห้องฝึกอบรม ห้องประชุม เป็นต้น
มีการจัดการใช้ระบบสารสนเทศ ตั้งแต่การบันทึกประวัติผู้ป่วยจนถึงการสั่งยา และชำระเงิน

โดยให้บริการการรักษาได้แก่ แผนกฝังเข็ม แผนกอายุรกรรมทั่วไป แผนกนรีเวช-บุรุษเวชแผนกผิวหนังและความงาม แผนกกระดูกและทุยหนา
แผนกหย่างเซิง และงานบริการด้านเภสัชกรรมสมุนไพรจีน


image
ห้องหัตถการฝังเข็ม
image
ห้องหัตถการทุยหนาและอบสมุนไพร
image
บริเวณชั้น 1 ทางเข้าด้านหน้าห้องจ่ายเงินและรอรับยา
image
ห้องประชุมคณะกรรมการบริหาร ชั้น 6
image
ห้องประชุม ชั้น 8
image
ห้องจัดยาฝ่ายเภสัชกรรม

ในช่วงปี พ.ศ. 2549 – 2559

คลินิกหัวเฉียวไทย-จีน แพทย์แผนไทย ภายใต้การนำของผู้อำนวยการ นายสุษิร  สุรัตนกวีกุล
ได้เปิดให้บริการรักษาประชาชนโดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม โดยไม่แบ่งชนชั้น เชื้อชาติ ศาสนา
ได้ดำเนินการพัฒนางานของคลินิกอย่างต่อเนื่อง และเป็นต้นแบบของสถานพยาบาลที่ให้บริการการแพทย์แผนจีนครบวงจร 

ต่อมาในปี พ.ศ. 2549  นายอัมพร  เอี่ยมสุรีย์ ได้เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการคลินิกสืบต่อจากนายสุษิร สุรัตนกวีกุล
โดยเริ่มแต่งตั้งพนักงานบัญชี 1 คน เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2549 เป็นผู้รับผิดชอบบันทึกรายการรับและจ่าย จัดซื้อ
ตรวจรับยา ตรวจสอบค่าล่วงเวลา ส่งให้พนักงานโรงพยาบาลหัวเฉียวเป็นผู้บันทึกบัญชีและทำเช็คจ่ายเจ้าหนี้




ในปี พ.ศ. 2551  คลินิกหัวเฉียวไทย-จีน แพทย์แผนไทย รับโอนการบันทึกบัญชีจากโรงพยาบาลหัวเฉียวมาทำเองทั้งระบบ
โดยเริ่มใช้โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป “GL” มาบันทึกบัญชีและจัดทำงบการเงิน และได้มีการพัฒนาห้องยาจีนอย่างต่อเนื่อง
เป็นผลให้การใช้ยาสมุนไพรจีนมีการเติบโตอย่างชัดเจน ทำให้ต้องปรับโครงสร้างการบริหารให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ในขณะนั้น
โดยตั้งเป็นฝ่ายเภสัชกรรม มีการแบ่งหน้าที่บุคลากรในฝ่ายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น แบ่งเป็น 4 แผนก
ได้แก่ แผนกจัดยา แผนกต้มยา แผนกคลังยา และแผนกคิดราคายา


ต่อมา นายอร่าม  เอี่ยมสุรีย์  ได้รับการแต่งตั้งจากประธานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเป็นผู้อำนวยการคลินิกหัวเฉียวไทย-จีน แพทย์แผนไทย
เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2552 ซึ่งเป็นช่วงที่คลินิกมีการดำเนินงานที่ค่อนข้างมั่นคง มีจำนวนผู้ป่วยที่สนใจใช้การแพทย์แผนจีน
เป็นทางเลือกในการรักษาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 - 2559 นับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญยิ่ง
สำหรับคลินิกหัวเฉียวไทย-จีน แพทย์แผนไทย ท่านมีวิสัยทัศน์ยาวไกล ได้กำหนดทิศทางและใช้การบริหารจัดการระบบคุณภาพ
เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันการพัฒนาระบบงานต่างๆของคลินิกให้มีประสิทธิ ภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น ในด้านการบัญชีและการเงิน
ได้เริ่มมีผู้จัดการฝ่ายการบัญชีและการเงิน ในปี พ.ศ. 2552 มีการเปลี่ยนโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปจาก “GL” เป็น “Express”
และเริ่มใช้โปรแกรม “HC Hospital” ในการบริหารคลังยา ได้แก่ การบันทึกค่ารักษาพยาบาล ค่ายา และเวชภัณฑ์ต่างๆ ในด้านการแพทย์

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 – 2559 คลินิกได้จัดทำแผนพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์อย่างมีทิศทางและต่อเนื่อง
เพื่อการพึ่งตนเองด้านบริการการแพทย์แผนจีนขององค์กรในอนาคต โดยคลินิกได้จัดส่งแพทย์จีนรุ่นใหม่ที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี
ทั้งในและต่างประเทศที่ได้รับการบรรจุเข้าทำงานที่คลินิก ไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก รวมทั้งไปรับการฝึกอบรมระยะสั้น
ในหลักสูตรเฉพาะทางตามความต้องการของคลินิก ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อทดแทนแพทย์จีนผู้เชี่ยวชาญอาวุโสที่เชิญมาจากมหาวิทยาลัย
ชั้นนำของจีน และทยอยกลับภูมิลำเนาตามวาระ

ในด้านการพยาบาล ได้พัฒนาระบบบริหารจัดการและควบคุมกำกับดูแลงานด้านการรักษาพยาบาล
และด้านบริการอย่างมีประสิทธิภาพ มีทีมในการดูแลให้การบริการพยาบาลเบื้องต้นและช่วยเหลือผู้ป่วยที่มารับบริการในคลินิก
ให้ปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาการและสิทธิของวิชาชีพ มีการจัดการงานเวชระเบียนให้ครบถ้วนถูกต้องตามระบบและติดตามผู้ป่วยตามระบบนัดหมาย
รวมทั้งดูแลเวชภัณฑ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ และเอกสารต่างๆ ให้มีความเพียงพอและพร้อมใช้งาน 

ในปัจจุบัน ทางคลินิกฯ ได้มีการปรับปรุงบริเวณชั้น 1  ให้ดูมีความทันสมัย พร้อมยินดีให้บริการ อาทิเช่น บริเวณจุดเวชระเบียน จุดประชาสัมพันธ์ 
จุดชำระเงิน และจุดบริการจ่ายยา เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่มาใช้บริการ 


 

 


ในด้านเภสัชกรรม มีการพัฒนางานด้านเภสัชกรรมอย่างต่อเนื่อง  ได้มีการพัฒนาการให้บริการต้มยาให้คนไข้
รวมถึงบริการส่งยาให้ถึงบ้านให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับรูปแบบยานั้นมีความหลากหลายและมีจำนวนชนิดเพิ่มขึ้น
เช่น ยาแคปซูล ยาลูกกลอน ยาพอก ยาครีม ยาแขวนตะกอน รวมถึงการแปรรูปสมุนไพรจีนโดยวิธีเผาจื้อ

 
  




นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556  เป็นต้นมา ได้มีการนำยารูปแบบใหม่เข้ามาใช้ในคลินิก คือ “ยาผงเคอรี่” เป็นยาเตรียมที่ได้จากสารสกัดยาจีน
กับสารปรุงแต่งยาที่เหมาะสมซึ่งพกพาง่ายและใช้สะดวก สอดคล้องกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบของสังคมเมืองในปัจจุบัน


  

 


ในด้านพัฒนาธุรกิจ ได้จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2557 เพื่อเป็นหน่วยงานสนับสนุนและบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานภายในองค์กร
โดยนำข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาศึกษา วิเคราะห์สภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์กร หาจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และความท้าทายใหม่ของคลินิก
และได้มีการจัดทำแผนกลยุทธ์กิจกรรมทางการตลาด กำหนดแนวทางการพัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์หลากหลายรูปแบบตามความเหมาะสม
เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณชน นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่องค์กร

  

 

  
    

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 ได้มีการจัดตั้งคลินิกหัวเฉียวแพทย์แผนจีน สาขาโคราชขึ้น ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและคลินิกหัวเฉียวแพทย์แผนจีน สาขาโคราชที่มีสาขาในส่วนภูมิภาค โดยได้เปิดให้บริการคลินิกอายุรกรรม
คลินิกอายุรกรรมภายนอก คลินิกทุยหนาและคลินิกฝังเข็ม เพื่อให้ประชาชนในส่วนภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีโอกาสเข้าถึง
บริการทางการแพทย์แผนจีนได้มากขึ้น


 

 

 

 

image
ดร.สมาน โอภาสวงศ์ ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ สาขาโคราช เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2556
image
งานครบรอบ 1 ปี พิธีอัญเชิญองค์ไต่ฮงกงมาประดิษฐาน ณ สาขาโคราช เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2558
image
งานครบรอบ 1 ปี พิธีอัญเชิญองค์ไต่ฮงกงมาประดิษฐาน ณ สาขาโคราช เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2558
image
Prof. Gao Xiumei รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเทียนจิน และคณะ เดินทางมาประชุมความร่วมมือทางวิชาการ

     นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2558 คลินิกหัวเฉียวการแพทย์แผนจีน ได้จัดงานฉลองครบรอบ 20 ปีของการเปิดให้บริการทางการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย โดยใช้ชื่องานว่า “2 ทศวรรษแห่งความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศด้านการแพทย์แผนจีน” และประเทศไทยได้เข้าสู่ “ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community)” ในปี พ.ศ. 2558 คลินิกจึงได้เตรียมความพร้อมสู่องค์กรที่เป็นเลิศด้านบริการทางการแพทย์แผนจีนให้สอดคล้องกับพันธกิจขององค์กร มีการปรับโครงสร้างและพัฒนาระบบการบริหารงาน เดินหน้าทั้ง 6 ยุทธศาสตร์หลัก คือ

1. ยุทธศาสตร์พัฒนาระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
2. ยุทธศาสตร์พัฒนามาตรฐานการบริการการแพทย์แผนจีน
3. ยุทธศาสตร์พัฒนาบุคลากรให้มีความเป็นเลิศด้านบริการ
4. ยุทธศาสตร์พัฒนาความเข้มแข็งของศูนย์ฝึกอบรม
5. ยุทธศาสตร์พัฒนาองค์กรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง
6. ยุทธศาสตร์เสริมสร้างบทบาทและความรับผิดชอบต่อสังคม

เพื่อให้เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาคุณภาพ และการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในยุคโลกไร้พรมแดน

image

ในปีพ.ศ.2558 ทางคลินิกหัวเฉียวแพทย์แผนจีน ได้ริเริ่มแผนการนำเข้ายาสมุนไพรจีน ที่สอดคล้องกับมาตราฐานคุณภาพยาจากหนังสือเภสัชตำรับยาของ
สาธารณะรัฐประชาชนจีนฉบับล่าสุด นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างมาตราฐานการซื้อยาแบบใหม่ให้กับตลาดยาสมุนไพรจีนในประเทศไทยโดยการนำเข้ายาจากประเทศ
ผู้ผลิตโดยตรง นอกจากทางคลินิกจะได้รับยาสมุนไพรจีนที่มีคุณภาพสูงแล้ว ยังได้รับยาที่มีประสิทธิผลในการรักษาโรคมากขึ้นอีกด้วย

ช่วงเดือนธันวาคม 2558 คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว ได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์ก่อตั้งอาคารคลังยาสมุนไพรจีน จ านวนพื้นที่ 4 ไร่ 2 งาน 66.7 ตารางวา โดยมี
การใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการเก็บรักษายาสมุนไพรนจีน เพื่อเป็นการรับรองความปลอดภัยและคุณภาพของตัวยาที่ทางคลินิกฯได้นำไปใช้ในการรักษา





 

อาคารแปรรูปสมุนไพรจีนได้ก่อตั้งแล้วเสร็จเมื่อปี 2560 เพื่อใช้ในการเผาจื้อสมุนไพรจีน ซึ่งการเผาจื้อเป็นเทคนิคการเตรียมยาที่เป็น
เอกลักษณ์ส าคัญของศาสตร์การแพทย์แผนจีนที่ตกทอดกันมาหลายพันปี เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิยาให้ดียิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันยังเป็นแหล่ง
เรียนรู้ด้านกระบวนการแปรรูปสมุนไพรจีนให้กับผู้ที่สนใจในศาสตร์การแพทย์แผนจีน
 



image
image
พิธีวางศิลาฤกษ์อาคารคลังยาสมุนไพรจีน เมื่อวันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2558
image
พิธีวางศิลาฤกษ์อาคารคลังยาสมุนไพรจีน เมื่อวันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2558
image

กว่า 8 ปี ที่แพทย์จีนได้ร่วมกันผลักดันกฎกระทรวงเกี่ยวกับสถานพยาบาลและคลินิกการแพทย์แผนจีน จนกระทั่ง 24 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมา ท่านรัฐมนตรีได้ลงนามให้ออกกฎกระทรวงที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2558 จำนวน 4 ฉบับดังนี้ (1) กฎกระทรวงกำหนด ชื่อสถานพยาบาล ผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล อัตราค่ารักษาพยาบาล ค่าบริการ และสิทธิของผู้ป่วย พ.ศ. 2558 (2) กฎกระทรวงกำหนดชนิดและจำนวนเครื่องมือ เครื่องใช้ ยา และเวชภัณฑ์ หรือยานพาหนะที่จำเป็นประจำสถานพยาบาล พ.ศ. 2558 (3) กฎกระทรวงกำหนดวิชาชีพและจำนวนผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล พ.ศ. 2558 (4) กฎกระทรวงกำหนดลักษณะของสถานพยาบาลและลักษณะการให้บริการของสถานพยาบาล พ.ศ. 2558 หลังจากที่คณะอนุกรรมการมาตรฐานกรรมการวิชาชีพและทีมงานจากสมาคมฯ ได้ดำเนินจัดทำรายละเอียดคลินิกการแพทย์แผนจีนเพื่อทำประชาพิจารณ์ จนในที่สุดประกาศใช้สำหรับคลินิกการแพทย์แผนจีนทั่วประเทศ และเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2559 คลินิกหัวเฉียวไทย-จีน แพทย์แผนไทย จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว” อย่างเป็นทางการตามระเบียบใหม่ของสำนักพยาบาล กระทรวงสาธารณสุขกำหนด และใช้ชื่อย่อว่า “คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว”

ดังนั้นในปี 2559 จึงถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของคลินิก ในเดือนพฤษภาคม 2559 นับเป็นครั้งแรกที่คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียวได้เข้าร่วมงานประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และร่วมมือกันเพื่อกระตุ้นวงการแพทย์ของชาวจีนโพ้นทะเลในแถบถูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ชื่อเสียงของคลินิกเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทำให้ผู้นำของสาธารณรัฐประชาชนจีนรวมทั้งผู้นำประเทศต่างๆและสื่อมวลชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และในเดือนมิถุนายน 2559 คลินิกก็เริ่มมีการนำโปรแกรมนับสต็อคขึ้นมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในด้านสต๊อกยา และคลังอุปกรณ์ มีการพัฒนาปรับปรุงระบบคลังยา และระบบการจัดซื้ออย่างต่อเนื่อง เพื่อความความสะดวกและง่ายต่อการใช้การของแพทย์และเภสัชกร ซึ่งระบบคลังยาและระบบจัดซื้อสามารถใช้งานได้ทั้งสำนักงานใหญ่กรุงเทพ สาขาโคราช และคลังยาศรีสมาน มีการปรับปรุงสถานที่ภายในคลินิก ปรับปรุงการบันทึกประวัติผู้ป่วยใหม่เพื่อให้เป็นไปตามที่กฏกระทรวงกำหนด และนอกจากนี้ยังได้ทีมแพทย์จีนรุ่นใหม่ที่ทยอยจบการศึกษาระดับปริญญาโทและเอกกลับมาซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญเข้ามาช่วยกันผลักดันและพัฒนาคลินิกให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

และด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจของนายอร่าม เอี่ยมสุรีย์ ผู้อำนวยการคลินิกฯ และคณะผู้บริหาร ที่ต้องการให้ประชาชนในส่วนภูมิภาคมีโอกาสเข้าถึงบริการทางการแพทย์แผนจีนได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งเป็นการเพิ่มโอกาสให้แพทย์จีนในประเทศไทยที่สำเร็จการศึกษาใหม่อีกด้วย ท่านจึงได้จัดตั้งคลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา ขึ้นในภาคตะวันออก นับเป็นคลินิกฯ สาขาที่ 2 โดยได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาลเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2561  และเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 

 

ภาพคลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา

ภาพคลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา

ภาพพิธีเปิด “คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562

จากปี พ.ศ. 2552 - 2562 นับเป็น 11 ปีที่มีการพัฒนาแบบก้าวกระโดดของคลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว ภายใต้ผู้อำนวยการคลินิกฯ นายอร่าม  เอี่ยมสุรีย์ และทีมคณะผู้บริหาร และยังคงพัฒนาปรับปรุงระบบบริหาร การบริการรักษา และด้านวิชาการอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อวันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม 2561 คลินิกฯ ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการแพทย์แผนจีนแห่งชาติ (国家中医药管理局 National Administration of Traditional Chinese Medicine of the People’s Republic of China) ให้เป็น “ศูนย์กลางการแพทย์แผนจีนแห่งสาธารณรัฐ ประชาชนจีนในประเทศไทย (China-Thailand Traditional Chinese Medicine Center)”  โดยได้รับเกียรติจาก นายหลี่ ชุนหลิน อุปทูตและกงสุลใหญ่สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย นายเซียวเจิน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหลงหัว มหานครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน  ดร.วิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และนายอร่าม เอี่ยมสุรีย์ ผู้อำนวยการคลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว มาร่วมพิธีเปิดป้ายอย่างเป็นทางการ  โดยมีวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของการจัดตั้งศูนย์กลางการแพทย์แผนจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนในประเทศไทย ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาการแพทย์แผนจีนของทั้งสองประเทศ และเป็นการดำเนินงานภายใต้นโยบาย “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (One Belt, One Road)” ในด้านการแพทย์แผนจีน ซึ่งมีประโยชน์ต่อการค้นหารูปแบบใหม่ในด้านความร่วมมือของโรงพยาบาลหลงหัว ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนที่ดีเลิศของสาธารณรัฐประชาชนจีน และคลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว ซึ่งเป็นผู้นำด้านการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย ผลการศึกษาวิเคราะห์ทางด้านการรักษา และรูปแบบการบริหาร จะช่วยยกระดับชื่อเสียงของการแพทย์แผนจีน ทำให้การพัฒนาศาสตร์การแพทย์แผนจีนมีเวทีที่กว้างขึ้น ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการใช้บริการและการวิจัยด้านการแพทย์แผนจีนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังดำเนินต่อเนื่องในปี 2562


ภาพพิธีเปิดป้าย “ศูนย์กลางการแพทย์แผนจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนในประเทศ


ภาพพิธีเปิดป้าย “ศูนย์กลางการแพทย์แผนจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนในประเทศไทย 2018” เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2561