ข้าวเหนียวมะม่วง "กินอย่างไรให้บำรุงและไม่เป็นภัยต่อสุขภาพ

ข้าวเหนียวมะม่วง "กินอย่างไรให้บำรุงและไม่เป็นภัยต่อสุขภาพ

"ข้าวเหนียวมะม่วง" กินอย่างไรให้บำรุงและไม่เป็นภัยต่อสุขภาพ

 

          ข้าวเหนียวมะม่วง แม้จะเป็นของอร่อย แต่ถ้ากินข้าวเหนียวมะม่วงมากเกินไป ก็อาจจะทำให้ร้อนในได้ และยังทำให้รู้สึกไม่สบายท้อง เจ็บคอ ปวดหัว ในบางรายถึงกับท้องผูกเลยก็มี แต่รู้หรือไม่ว่า ถ้าเรากินของอร่อย ๆ อย่างข้าวเหนียวมะม่วงกันแต่พอดี และกินอย่างมีสติ นอกจากจะได้ลิ่มลองรสชาติ
ความหวาน มัน อร่อย ของข้าวเหนียวมะม่วงแล้ว เรายังได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์จากข้าวเหนียวมะม่วงอีกด้วย

 

          "ข้าวเหนียว" มีคุณสมบัติให้ความร้อน และมีรสหวาน ทำให้ผู้ที่รับประทานข้าวเหนียวมะม่วงแต่พอดี ได้รับสรรพคุณของข้าวเหนียวอย่างเต็มที่ ซึ่งจะช่วยบำรุงร่างกายให้มีพลัง และยังช่วยรักษาอาการเหงื่อออกมาก และข้าวเหนียวยังเป็นอาหารที่แก้ท้องเสียได้อีกด้วย

 

          ในด้านตำรับยาจีน สรรพคุณของข้าวเหนียวนั้น ในบางท่านที่มีอาการปวดท้องอันเนื่องมาจาก "ม้ามพร่อง" คือ จะรู้สึกและมีอาการท้องอืด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย มีแก๊ซในกระเพาะอาหารมาก หากจะกินข้าวเหนียวเพื่อให้เป็นยารักษาอาการปวดท้องอันเนื่องมาจาก "ม้ามพร่อง" จะต้องนำข้าวเหนียวไปต้มน้ำให้เปื่อย แล้วใส่ "ต้าจ่าว" หรือ "พุทราแห้ง" ลงไป 10 เม็ด แล้วนำมาดื่มกิน จะสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดท้องอันเนื่องมาจาก "ม้ามพร่อง" ได้

 

          โดยในข้าวเหนียว 100 กรัม จะมีสารอาหารที่มีประโยช์ต่อร่างกาย คือ โปรตีน 6.7 กรัม, ไขมัน 1.4 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 76.3 กรัม, แคลเซียม 19 มิลลิกรัม, ฟอสฟอรัส 155 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 6.7 มิลลิกรัม นอกจากนี้ยังมีวิตามินบี 1, วิตามินบี 2 และกรดนิโคตินิก อีกด้วย

 

          "มะม่วง" มีคุณสมบัติที่เป็นกลาง คือ ไม่ร้อน ไม่เย็น เป็นผลไม้ที่มีรสหวานปนเปรี้ยว ซึ่งมีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย แก้ไอ ขับลม โดยทั้งเนื้อและเปลือกของมะม่วงจะมีน้ำอยู่ร้อยละ 78.1 - 82.1, น้ำตาลร้อยละ 11.4 - 12.4, โปรตีนร้อยละ 0.4 - 0.9, เส้นใยไฟเบอร์ร้อยละ 0.90 - 12.4, วิตามินซีอีกร้อยละ 56.4 - 98.6 มิลลิกรัม นอกจากนี้ยังมีน้ำตาลซูโครส, กลูโคส และฟรักโทส รวมทั้งวิตามินบี 1, วิตามินบี 2, และกรดโฟลิก

 

          ในหน้าร้อน อากาศก็จะร้อนอบอ้าว ทำให้คอแห้ง กระหายน้ำ และเหงื่อออกมาก ทั้งยังทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย เมื่อยล้า แต่ถ้าเรามีร่างกายที่แข็งแรง ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ลำไส้ หรือระบบการย่อยผิดปกติแล้ว การกินมะม่วงจะทำให้ชุ่มคอ สามารถแก้ร้อนใน และลดการกระหายน้ำได้

 

          มะม่วงสุก มีน้ำตาลฟรักโทสและน้ำอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเมื่อกินมะม่วงสุกในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่มากจนเกินไป ก็จะช่วยให้เรารู้สึกสดชื่นขึ้น และช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี รวมถึงยังทำให้อาการของโรคกระเพาะอาหารในผู้ที่มีกรดในกระเพาะอาหารมากดีขึ้น แต่ถ้าหากกระเพาะอาหารมีสภาพเป็นด่างมากก็ไม่ควรกิน หรือ ในผู้ที่เป็นแผลในกระเพาะอาหารไม่ว่าจะมีสภาพเป็นกรดหรือเป็นด่างมากเกินไปก็ไม่ควรกินมะม่วงเช่นกัน เนื่องจากมะม่วง จะทำให้ปวดท้อง และทำให้อาการของโรคที่เป็นอยู่ ณ ขณะนั้นกำเริบขึ้นได้ รวมถึงเด็ก ๆ ก็ไม่ควรกินมะม่วงมากจนเกินไป เพราะจะทำให้ท้องอืด แน่นท้อง และปวดท้องได้

 

ข้อควรระมัดระวังในการทานของอร่อย

          สำหรับผู้ที่มีอาการกระเพาะอาหารและม้ามพร่อง ระบบการย่อยไม่ค่อยดี ไม่ควรกินข้าวเหนียวมะม่วง เพราะจะทำให้เกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อยมากยิ่งขึ้น และเนื่องจากในข้าวเหนียวมีคุณสมบัติที่ให้ความร้อน ในหน้าร้อนจึงไม่ควรกินข้าวเหนียวมากเกินไป เพราะจะทำให้ร้อนใน เจ็บคอ
ท้องผูก ปวดหัว

 

          ดังนั้น เราควรทานของอร่อยอย่าง "ข้าวเหนียวมะม่วง" กันแต่พอดี ซึ่งนอกจากจะได้ลิ้มรสถึงความอร่อยของข้าวเหนียวมะม่วงแล้ว เรายังจะได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์จากธรรมชาติอีกด้วย ซึ่งก็นับว่าเป็นอีกวิธีของการบำรุงสุขภาพจากของอร่อยอย่าง ข้าวเหนียวมะม่วง ที่น่าสนใจไม่น้อย แต่อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรกิน ข้าวเหนียวมะม่วง มากจนเป็นภัยต่อสุขภาพของตนเองนะคะ

 

“อร่อยอย่างมีปัญญา นำพาความสุขใจและสุขภาพดี"


แผนกหย่างเซิง
หัวเฉียวแพทย์แผนจีน

สอบถามข้อมูลหรือปรึกษาปัญหาสุขภาพ
ท่านสามารถโทรศัพท์มาสอบถามหรือแอดไลน์
เพื่อพูดคุยถึงแนวทางการรักษาในเบื้องต้น ได้ที่
HOTLINE : 095-884-3518
LINE@ : @huachiewtcm (พิมพ์ @ ด้วยนะคะ)
... ตอบคำถาม 24 ชั่วโมง ...