ฉันเป็นคนแบบไหน ? เช็คพื้นฐานสุขภาพตนเองด้วยทฤษฎีแพทย์จีน

ฉันเป็นคนแบบไหน ? เช็คพื้นฐานสุขภาพตนเองด้วยทฤษฎีแพทย์จีน

ทฤษฎีพื้นฐานสุขภาพของร่างกายทางศาสตร์การแพทย์แผนจีน เป็นการนำองค์ความรู้ทางการ แพทย์แผนจีนเกี่ยวกับพื้นฐานสุขภาพของร่างกาย มาศึกษาวิจัยในเชิงวิทยาศาสตร์การแพทย์แผนใหม่ โดยการศึกษาครอบคลุมทั้งในด้านนิยาม ความเป็นมา ลักษณะพิเศษ การจัดแบ่งกลุ่ม กฎเกณฑ์ความแตกต่าง รวมถึงปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเกิดการเจ็บป่วย การดำเนินของโรค การเปลี่ยนแปลงและลุกลามของโรค ตลอดจนนำทฤษฎีดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมสุขภาพ การวิเคราะห์ ป้องกันและรักษาโรค ในสังคมยุคใหม่

 

พื้นฐานสุขภาพของร่างกาย

1. นิยาม

พื้นฐานสุขภาพของร่างกาย (TiZhi: 体质) คือ ลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล ถูกกำหนดมาแล้วตั้งแต่ปฏิสนธิในครรภ์ โดยปัจจัยที่ถ่ายทอดจากบิดามารดา และปัจจัยหลังคลอดที่ได้รับขณะดำรงชีวิต เป็นองค์ประกอบของการกำหนดรูปร่างลักษณะ และสภาวะสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ



2. องค์ประกอบ

องค์ประกอบพื้นฐานสุขภาพของร่างกาย คือ การมีพร้อมทั้งรูปร่างลักษณะและเสิน (神: Shen) โดยแบ่งแยกลักษณะเฉพาะของบุคคลได้สามประเภท ซึ่งทั้งสามประเภทนี้มีความเกี่ยวโยง และสามารถสะท้อนถึงพื้นฐานสุขภาพของร่างกายแบบองค์รวม ได้แก่

2.1 ลักษณะเฉพาะของรูปร่างลักษณะ รูปร่างลักษณะภายนอก เช่น โครงสร้าง ลักษณะ เพศ น้ำหนัก ท่าทาง สีหน้า เส้นผม เส้นขน ลักษณะลิ้นและชีพจร รูปร่างลักษณะภายใน เช่น อวัยวะภายใน เส้นลมปราณ ชี่ เลือดและสารเหลวในร่างกาย



2.2 ลักษณะเฉพาะของสภาวะสุขภาพทางร่างกาย เช่น ระบบการทำงานของอวัยวะภายใน เส้นลมปราณ สารจำเป็น ชี่ เลือดและสารเหลวในร่างกาย

2.3 ลักษณะเฉพาะของสภาวะสุขภาพทางจิตใจ เช่น ความแตกต่างของบุคลิก อุปนิสัย และคุณสมบัติ



3. ปัจจัยบ่งชี้

พื้นฐานสุขภาพของร่างกายจำเป็นต้องมีปัจจัยบ่งชี้ต่าง ๆ เพื่อวิเคราะห์ลักษณะพื้นฐาน โดยการนำรูปร่างลักษณะของร่างกาย ประสิทธิภาพการทำงาน และสภาวะสุขภาพทางจิตมาวิเคราะห์ร่วมกัน ปัจจัยบ่งชี้ต่าง ๆ ได้แก่

3.1 รูปร่างลักษณะ โครงสร้างภายนอกของร่างกายและโครงสร้างภายใน รวมไปถึงระบบการทำงานที่สมบูรณ์และเกื้อหนุนกัน

3.2 ประสิทธิภาพการทำงานของร่างกาย ซึ่งรวมถึงระบบเมตาบอลิซึม (metabolism) และการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ

3.3 พื้นฐานสมรรถภาพร่างกาย รวมถึง ความเร็ว พละกำลัง ความทนทาน การตอบสนอง ความสอดคล้องของการทำงานต่าง ๆ และความสามารถในการเคลื่อนไหว เช่น การเดิน การกระโดด การวิ่ง การหยิบจับ การโยน เป็นต้น

3.4 ระดับพัฒนาการทางจิตใจ เช่น สติปัญญา สภาวะอารมณ์ พฤติกรรม ความรู้สึก อุปนิสัย บุคลิก ความมุ่งมั่น

3.5 ความสามารถในการปรับตัว การปรับตัวต่อสภาวะแวดล้อม เช่น ธรรมชาติ สังคม อารมณ์ รวมไปถึงความสามารถในการต้านทานโรค ควบคุมโรค และฟื้นฟูหลังการเจ็บป่วย

4. ปัจจัยกระทบ

ระบบการทำงานของอวัยวะภายใน รวมถึง เส้นลมปราณ สารจำเป็น ชี่ เลือด และสารเหลวในร่างกาย เป็นปัจจัยกำหนดพื้นฐานสุขภาพของร่างกาย ดังนั้นสาเหตุที่ก่อให้เกิดความผิดปกติของระบบการทำงานของร่างกายเหล่านี้ จึงจัดเป็นปัจจัยกระทบที่มีผลต่อลักษณะพื้นฐานสุขภาพของร่างกาย ประกอบด้วย

4.1 การถ่ายทอดจากบิดามารดา คือ ปัจจัยพื้นฐานซึ่งก่อเกิดลักษณะพื้นฐานสุขภาพของร่างกาย เช่น

- การได้รับถ่ายทอดสารจำเป็นก่อนกำเนิดที่เพียงพอและสมบูรณ์ พื้นฐานสุขภาพแข็งแรง

- หากได้รับถ่ายทอดสารจำเป็นก่อนกำเนิดพร่อง มักมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของร่าง กาย พื้นฐานสุขภาพมักขาดการสมดุล ไม่แข็งแรง



4.2 อายุ  

- วัยเด็ก อวัยวะภายในอ่อนนุ่ม ง่ายต่อการถูกกระทบ รูปร่างและชี่ยังไม่สมบูรณ์ จึงทำให้มีพื้นฐานสุขภาพที่ง่ายต่อการเกิดกลุ่มอาการพร่องหรือแกร่ง หรือเปลี่ยนเป็นกลุ่มอาการเย็นหรือร้อน

- วัยหนุ่มสาว สารจำเป็น ชี่ เลือด และสารเหลวในร่างกายเพียงพอและสมบูรณ์ ระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ แข็งแรงและสมบูรณ์ พื้นฐานสุขภาพจึงมักแบ่งแยกกลุ่มได้ชัดเจน

- วัยชรา ประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ลดลง ลักษณะเด่น คือ อินและหยางขาดความสมดุล การทำงานของระบบเมตาบอลิซึมลดลง ชี่และเลือดอุดอั้นและติดขัด ระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ถดถอย

4.3 เพศ   

- เพศชายจัดเป็นหยาง ส่วนใหญ่ได้รับการถ่ายทอดชี่แกร่ง ทำให้ระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ สมบูรณ์ รูปร่างแข็งแรงสูงใหญ่ นิสัยร่าเริง กล้าแสดงออก ไม่รอบคอบ ใจกว้าง

- เพศหญิงจัดเป็นอิน ส่วนใหญ่ได้รับการถ่ายทอดชี่อ่อนนุ่ม ทำให้ระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ เปราะบาง รูปร่างเล็ก ขี้อาย ละเอียดรอบคอบ อารมณ์เปราะบาง ชอบคิดเล็กคิดน้อย

- เพศชายมีไตเป็นทุนตั้งต้นแต่แรกเกิด ซึ่งมีสารจำเป็นและชี่เป็นพื้นฐาน เพศหญิงมีตับเป็นทุนตั้งต้นแต่แรกเกิด ซึ่งมีเลือดเป็นพื้นฐาน

- เพศชายเผาผลาญชี่เป็นหลัก ชี่จึงมักจะไม่เพียงพอ เพศหญิงเผาผลาญเลือดเป็นหลัก เลือดจึงมักจะไม่เพียงพอ

- การเกิดโรคของเพศชาย ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการสูญเสียสารจำเป็นและชี่  ส่วนในเพศหญิง ส่วนใหญ่มีสาเหตุการเกิดโรคมาจากการสูญเสียเลือด

- เมื่อเปรียบเทียบระหว่างเพศชายกับเพศหญิง เพศชายมักเกิดโรคได้ง่ายกว่า อาการแสดงของโรครุนแรงกว่า และมีอัตราการเสียชีวิตที่สูงกว่าเพศหญิง

- เพศหญิงในช่วงรอบเดือน ตั้งครรภ์ หรือคลอดบุตร มักถูกปัจจัยก่อโรคกระทบได้ง่าย

4.4 การรับประทานอาหาร 

- การบริโภคอาหารไม่เพียงพอ พื้นฐานสุขภาพของร่างกายมักอ่อนแอ

- การเลือกบริโภคอาหาร  พื้นฐานสุขภาพของร่างกายมักขาดความสมดุล หรือเจ็บป่วยง่าย

- การบริโภคอาหารมัน หรือรสหวาน มากเกินไป พื้นฐานสุขภาพของร่างกายมักจัดอยู่ในกลุ่มเสมหะชื้น

- การบริโภคอาหารรสเผ็ด มากเกินไป พื้นฐานสุขภาพของร่างกายมักจัดอยู่ในกลุ่มอินพร่อง ไฟแกร่ง

- การบริโภคอาหารรสเค็ม มากเกินไป พื้นฐานสุขภาพของร่างกายมักจัดอยู่ในกลุ่มชี่หัวใจพร่อง

- การบริโภคอาหารสดหรือมีฤทธิ์เย็น มากเกินไป พื้นฐานสุขภาพของร่างกายมักจัดอยู่ในกลุ่มชี่ม้ามพร่อง

- การดื่มสุรามากเกินไป ทำให้ความร้อนชื้นเก็บกักอยู่ภายใน ส่งผลต่อตับและม้าม และพื้นฐานสุขภาพของร่างกายมักจัดอยู่ในกลุ่มร้อนชื้น

- การบริโภคอาหารมากเกินไป หรือขาดวินัยในการรับประทานอาหาร เป็นระยะเวลานาน มักกระทบต่อม้ามและกระเพาะอาหาร พื้นฐานสุขภาพของร่างกายมักจัดอยู่ในกลุ่มชี่พร่อง

4.5 การตรากตรำมากเกินหรือออกกำลังน้อยเกิน 

- การออกกำลังกายและพักผ่อนอย่างเหมาะสม จะช่วยให้เส้นเอ็นและกระดูกแข็งแรง เลือดและชี่เกิดความสมดุล การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ สมบูรณ์แข็งแรง

- การตรากตรำมากเกินไป จะส่งผลกระทบต่อเส้นเอ็นและกระดูก เผาผลาญเลือดและชี่ และ ทำให้พื้นฐานสุขภาพของร่างกายเปลี่ยนไปอยู่ในกลุ่มพร่อง

- การพักผ่อนอย่างเพียงพอ นอกจากช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าแล้ว ยังช่วยฟื้นฟูประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ทำให้พื้นฐานสุขภาพของร่างกายจัดอยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้น

- การพักผ่อนมากเกินไป จะส่งผลให้การไหลเวียนของชี่และเลือดไม่สะดวก เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง ประสิทธิภาพการทำงานของม้ามและกระเพาะอาหารลดลง ทำให้พื้นฐานสุขภาพของร่างกายมีแนวโน้มอยู่ในกลุ่มเสมหะอุดตันหรือเลือดคั่ง

4.6 สภาวะอารมณ์ 



- สภาวะอารมณ์ที่ดี ส่งผลให้ชี่และเลือดไหลเวียนได้อย่างปกติ อวัยวะต่าง ๆ ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้พื้นฐานสุขภาพของร่างกายแข็งแรง

- สภาวะอารมณ์ที่ไม่ดี อาจก่อให้เกิดการอุดอั้นของชี่ และทำให้เกิดความร้อนภายใน ส่งผลให้พื้นฐานสุขภาพของร่างกายจัดอยู่ในกลุ่มหยางแกร่ง หรือกลุ่มอินพร่อง

- สภาวะอารมณ์ที่ไม่ดี อาจทำให้ชี่ไหลเวียนติดขัด ส่งผลให้พื้นฐานสุขภาพของร่างกายจัดอยู่ในกลุ่มเลือดคั่ง

- ความสัมพันธ์ของสภาวะอารมณ์กับการเกิดโรค เช่น อารมณ์โกรธหรือกระวนกระวาย จะง่ายต่อการเกิดโรคเวียนศีรษะและโรคหลอดเลือดสมอง การคิดมากเป็นเวลานาน อารมณ์เก็บกด จะง่ายต่อการเกิดโรคมะเร็ง


4.7 ภูมิประเทศ 

- ผู้ที่อาศัยในภาคเหนือ จะมีร่างกายที่บอบบาง อ่อนแอ รูขุมขนจะเปราะบาง

- ผู้ที่อาศัยในภาคใต้ จะมีร่างกายแข็งแรงกำยำ รูขุมขนปิดแน่น

- ผู้ที่อาศัยในเขตใกล้แหล่งน้ำ จะพบโรคที่เกี่ยวกับความชื้นและเสมหะมาก

- ผู้ที่อาศัยในเขตที่มีอากาศหนาวและชื้น จะมีพื้นฐานสุขภาพแบบอินแกร่งหรือความชื้นแกร่ง

4.8  ปัจจัยกระทบอื่น ๆ เช่น ความเจ็บป่วย การใช้ยา การฝังเข็ม เป็นต้น

การแบ่งกลุ่มพื้นฐานสุขภาพของร่างกาย

การแบ่งกลุ่มลักษณะพื้นฐานสุขภาพของร่างกาย ตามหลักการแพทย์แผนจีนนั้น ใช้ทฤษฎีสุขภาพองค์รวมเป็นหลัก นำมาจัดแบ่งกลุ่ม โดยอาศัยทฤษฎีอิน-หยางและทฤษฎีปัญจธาตุ ผสานกับพื้นฐานทฤษฎีอวัยวะภายใน สารจำเป็น ชี่ เลือด และสารเหลวในร่างกาย

การแบ่งกลุ่มในอดีตมีความแตกต่างกันในแต่ละยุคสมัย เช่น คัมภีร์หวงตี้เน่ยจิง (黄帝内经) แบ่งกลุ่มตามหลักปัญจธาตุ เป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุไม้ ธาตุไฟ ธาตุโลหะ และธาตุน้ำ และใช้แนวคิดทฤษฎีอิน-หยางแบ่งแต่ละกลุ่มออกเป็น 5 ระดับ จึงเกิดเป็นลักษณะพื้นฐาน 25 กลุ่มด้วยกัน




สำหรับ คัมภีร์ซางหันจ๋าปิ้งลุ่น (伤寒杂病论) ได้มีการบันทึกข้อบ่งใช้และข้อห้ามของผู้ป่วยแต่ละลักษณะของร่างกาย เช่น ผู้ป่วยที่ติดสุราจัดเป็นกลุ่มร้อนชื้น ไม่ควรใช้ยาตำรับกุ้ยจือทาง เป็นต้น แพทย์จีนในยุคปัจจุบัน ได้มีการแบ่งกลุ่มตามมุมมองหรือประสบการณ์ของตนเองที่แตกต่างกันไป เช่น แบ่งเป็น 4 กลุ่ม 6 กลุ่ม 7 กลุ่ม 12 กลุ่ม เป็นต้น อนึ่งแม้ว่าการแบ่งกลุ่มจะแตกต่างกัน แต่พื้นฐานล้วนมาจากทฤษฎีระบบการทำงานของอวัยวะภายใน เส้นลมปราณ  สารจำเป็น ชี่ เลือด และสารเหลวในร่างกาย ซึ่งเป็นพื้นฐานทฤษฎีของศาสตร์การแพทย์แผนจีนด้วยกันทั้งสิ้น

เนื่องจากความหลากหลายในการแบ่งกลุ่มลักษณะพื้นฐานของร่างกาย ทำให้เกิดปัญหาในการเผยแพร่และประยุกต์ใช้ สมาคมการแพทย์แผนจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน จึงเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการมีวิธีแบ่งกลุ่มที่ถูกต้องและชัดเจน เพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพทางศาสตร์การแพทย์แผนจีน ทั้งนี้สมาคมการแพทย์แผนจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้กำหนดมาตรฐานการจำแนกและวิเคราะห์ลักษณะพื้นฐานสุขภาพของร่างกาย โดยลักษณะพื้นฐานของร่างกายแบ่งเป็น 9 ประเภท ดังนี้

1. Type A: กลุ่มสมดุล(PingHe : 平和)

ลักษณะโดยรวม :   อิน-หยาง ชี่และเลือดสมดุล ลักษณะเด่น คือ รูปร่างสมส่วน สีหน้าสดใสเปล่งปลั่ง มีชีวิตชีวา เป็นต้น

ลักษณะรูปร่าง : รูปร่างล่ำสันแข็งแรง กล้ามเนื้อเป็นมัดสมบูรณ์ ทรวงอกหนาและกว้าง

อาการแสดง : สีหน้าและผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง เส้นผมเป็นประกายและดกหนา แววตามีประกายสดใส ปลายจมูกมีประกาย กลิ่นสัมผัสดี ริมฝีปากแดงชมพูเป็นประกาย ยากต่อการเหน็ดเหนื่อย มีชีวิตชีวา ทนทานต่อสภาพอากาศ การนอนหลับปกติ สามารถทานอาหารได้ปกติ การขับถ่ายปกติ ลิ้นแดงชุ่มชื้นพอดี มีฝ้าบางขาว ชีพจร เต้นเนิบเป็นจังหวะและมีแรง (HeHuanYouLiMai : 和缓有力脉)

สภาวะจิตใจ : จิตใจเบิกบานแจ่มใส

แนวโน้มเกิดโรค :   โดยปกติแล้วจะไม่ค่อยเจ็บป่วย และเมื่อเจ็บป่วยจะมีพยากรณ์โรคที่ดี

ความสามารถในการปรับตัว : สามารถปรับตัวต่อธรรมชาติและเข้ากับสังคมได้ดี

องค์การอนามัยโลกได้กำหนดมาตรฐานผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงไว้ 10 ประการ ดังนี้

1. กำลังวังชาเข้มแข็ง สามารถรับภาระในชีวิตประจำวันอย่างร่าเริง ไม่รู้สึกเครียดหรืออ่อนล้า

2. มองโลกในด้านดี มีความกระตือรือร้น มีความยินดีในการทำงานทั้งเรื่องเล็กและเรื่องใหญ่ ไม่เกี่ยงงาน

3. พักผ่อนนอนหลับได้อย่างสบาย

4. สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้ดี

5. มีความสามารถต้านทานโรค เช่น หวัด และโรคระบาด

6. มีน้ำหนักตัวเหมาะสม รูปร่างสมส่วน เวลาที่ยืนศีรษะและไหล่สมดุล

7. สายตาแวววาว ปฏิกิริยาตอบสนองว่องไว เปลือกตาไม่อักเสบ

8. ฟันสะอาด ไม่มีฟันผุ ไม่ปวดฟัน เหงือกแดงปกติ ไม่มีอาการเลือดออก

9. เส้นผมเป็นประกาย ไม่มีรังแค

10. กล้ามเนื้อเป็นมัด ผิวหนังดูเนียนไม่ดูบางหรือหนาผิดปกติ โดยเฉพาะมีความยืดหยุ่นนุ่มนวล


2. Type B: กลุ่มชี่พร่อง (QiXu : 气虚)

ลักษณะโดยรวม :  หยวนชี่พร่อง ลักษณะเด่น คือ เหนื่อยง่าย หายใจสั้น เหงื่อออกเอง เป็นต้น

ลักษณะรูปร่าง : กล้ามเนื้อไม่กระชับ

อาการแสดง : พูดเสียงเบา หายใจสั้น ไม่อยากพูด อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เหนื่อยง่าย ขาดชีวิตชีวาเหงื่อออกง่าย ลิ้นสีซีด ขอบลิ้นมีรอยฟัน ชีพจรจมอ่อน (RuoMai)

สภาวะจิตใจ : ไม่กล้าแสดงออก ไม่ชอบความท้าทาย

ความสามารถในการปรับตัว : ไม่ทนต่อปัจจัยก่อโรคต่าง ๆ เช่น ความเย็น ความร้อน ความชื้นความร้อนอบอ้าว

แนวโน้มเกิดโรค : มักเป็นหวัดง่ายเมื่ออากาศเปลี่ยน หลังการเจ็บป่วยร่างกายมักฟื้นตัวช้า ภูมิต้านทานอ่อนแอจึงมักมีการเจ็บป่วยเฉียบพลันได้อีก หากป่วยเป็นมะเร็ง ขนาดของก้อนมะเร็งมักขยายโตได้ง่าย ระบบการสร้างเม็ดเลือดไม่มีประสิทธิภาพจึงมีโลหิตจาง ระบบการไหลเวียนของเลือดช้าไม่มีแรงส่งพอ ทำให้ปวดศีรษะ มีเลือดไปเลี้ยงไม่พอเป็นเหตุให้เกิดการคั่งของเลือด ระบบการย่อยไม่มีกำลังจึงมีอาการอาหารไม่ย่อย มักมีอาการท้องเดิน โภชนาการไม่ดี ระบบเมตาบอลิซึมถดถอยจึงแก่เร็ว

ข้อสังเกต : ลักษณะชี่พร่อง มักพบได้บ่อยในเด็กเล็ก และผู้ที่อยู่ในวัยกลางคนจนถึงวัยชรา พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย รูปร่างผอม หรือดูฉุ ๆ บวม ๆ กล้ามเนื้อเหลวหย่อน ผิวหนังไม่ยืดหยุ่น เวลานั่งดูเหมือนหมดแรง ถ่ายอุจจาระแล้วจะรู้สึกเพลีย มักรู้สึกกลวงโล่งในท้อง ในสตรีเมื่อประจำเดือนหมดจะเพลียมาก เวลาเหนื่อยมักนึกอยากทานของหวาน ๆ 

ข้อแนะนำ :

1. ควรปรับสภาพอารมณ์ให้คิดบวกในการใช้ชีวิตประจำวัน ให้กำลังใจตนเองอยู่เสมอ เพื่อเพิ่มความมั่นใจ ควรออกไปสัมผัสกับธรรมชาติ และแสวงหากิจกรรมหรือสิ่งที่ตนสนใจ

2. ไม่ควรหักโหมทั้งทางร่างกายและความคิด หลังการทำงานควรเรียนรู้ในการใช้ชีวิตอย่างปล่อยวาง และควรใช้เวลาว่างในการพักผ่อนเพื่อผ่อนคลายความเครียดและเหนื่อยล้า ควรตั้งสติและปรับสภาพอารมณ์ให้สมดุลอยู่ตลอดเวลา

3. อาหารสำหรับคนพื้นฐานชี่พร่อง ควรต้องปรับให้ระบบการย่อยดูดซึมดีขึ้น จึงจะทำให้ได้รับสารอาหารครบถ้วน  อาหารที่เหมาะ ได้แก่ นม ไข่ ปลา นมผึ้ง ปลาไหล ซุปแม่ไก่แก่ ไข่นกกระทา นกพิราบ อาหารที่ทำจากผลิตภัณฑ์ถั่ว ซันเหย้า พุทราแดง เชอรี่ องุ่น ถั่วลิสง โจ๊กข้าวเหนียว น้ำตาลมอลต์ มีงานวิจัยที่ยืนยันว่า ซุปแม่ไก่ และนมผึ้ง จะช่วยให้การทำงานของภูมิต้านทานของร่างกายดีขึ้น  ช่วยให้ร่างกายกระฉับกระเฉง ขจัดอาการอ่อนเพลีย ในผู้ที่ถ่ายเหลวบ่อยให้เน้นพุทราแดง ซันเหย้า ในช่วงฟื้นไข้ควรต้มโจ๊กข้าวเหนียว และน้ำซุปเนื้อวัว และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีฤทธิ์บั่นทอนชี่ เช่น ผักบุ้ง หัวผักกาดสด (หัวไชเท้า) เป็นต้น



3.   Type C: กลุ่มหยางพร่อง (YangXu : 阳虚)

ลักษณะโดยรวม :  หยางชี่พร่อง ลักษณะเด่น คือ กลัวหนาว แขนขาเย็น เป็นต้น

ลักษณะรูปร่าง : กล้ามเนื้อไม่กระชับ

อาการแสดง : กลัวหนาว แขนขาเย็น ชอบทานของอุ่น ขาดชีวิตชีวา ลิ้นซีดอ้วนนุ่ม ชีพจรจมและช้า                                                                                                                                                                                          มักมีอาการขี้หนาว ชอบอุ่น ไวต่ออุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง มือ-เท้าเย็น แผ่นหลังรู้สึกเย็นวาบเหมือนรดน้ำ ใบหน้าขาวซีดไม่สดใส หรือใบหน้าหมองคล้ำ อ่อนเพลียไม่มีแรง โดยเฉพาะอาการเป็นมากขึ้นเมื่อเคลื่อนไหว ใจสั่น หายใจสั้น เหงื่อออก รู้สึกปวดท้องแบบเย็น ๆ ถ่ายเหลว ชอบดื่มน้ำร้อน หากถูกกระทบความเย็นมักท้องเสีย หากตรากตรำเล็กน้อยจะบวมน้ำ หรือกลางคืนปัสสาวะบ่อย ความต้องการทางเพศลดลง สตรีประจำเดือนมาน้อย อารมณ์หดหู่ อยากอยู่เงียบ ๆ ไม่ชอบพบปะผู้คน ความดันโลหิตต่ำ ความต้านทานโรคต่ำ ต่อมไร้ท่อทำงานน้อยกว่าปกติ

ในผู้ที่หยางพร่อง มักแสดงอาการกลุ่มความเย็นเด่น ขณะเดียวกันมีกลุ่มอาการชี่พร่องปรากฏร่วมด้วย อุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ มือเท้าเย็น จิตใจเหนื่อยหล้า กลางวันง่วงนอน เคยมีประวัติเสียเลือดมาก่อน เช่น ประจำเดือนมามาก ริดสีดวงทวารเลือดออก เลือดออกในระบบทางเดินอาหาร หรือมีท้องเสียเรื้อรัง มักพบในผู้สูงอายุ และไม่ได้ออกกำลังกายเป็นเวลานาน                                       

สภาวะจิตใจ : ไม่กล้าแสดงออก เงียบขรึม

ความสามารถในการปรับตัวต่อสภาวะแวดล้อม : ทนต่อฤดูร้อนแต่ไม่ทนต่อฤดูหนาว อีกทั้งง่ายต่อการได้รับผลกระทบจากปัจจัยอิน เช่น ลม ความเย็น และความชื้น

แนวโน้มการเกิดโรค : ง่ายต่อการเกิดเสมหะและสารเหลวปฏิกูล (ถานอิ่น) อาการบวม อุจจาระร่วง นอกจากนั้น ผู้ป่วยในกลุ่มนี้ยังมีแนวโน้มที่จะเกิดโรคในกลุ่มอาการเย็น เมื่อได้รับความเย็นชื้นมากระทบ จะทำให้ปวดข้อ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า หลังและเอว ภูมิต้านทานลดลง ทำให้เป็นหวัดง่าย และมีโอกาสเป็นมะเร็งได้ง่ายด้วย

หยางพร่องทำให้เกิดความเย็นขึ้นภายใน เส้นเลือดในสมองตีบ ในสตรีจะมีอาการปวดประจำ เดือน ประจำเดือนไม่มา ระบบการย่อยอาหารอ่อนแอ ทำให้เกิดภาวะทุโภชนาการ โลหิตจาง ท้องเสียเรื้อรัง หย่อนสมรรถภาพทางเพศ ทำให้มีบุตรยาก เป็นหมัน

ข้อแนะนำ :

1) หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็น เนื่องจากน้ำเย็นจัดเป็นอิน โดยหากอินที่แกร่งจะส่งผลกระทบต่อ หยางชี่ของร่างกาย เมื่อนานวันจะสามารถก่อให้เกิดอาการหยางพร่องได้

2) หลีกเลี่ยงการอดนอน เนื่องจากช่วงกลางคืนเป็นเวลาที่หยางชี่จะถูกเก็บกักเข้าสู่ภายใน หาก อดนอนจะทำให้หยางชี่ไม่สามารถเก็บกักเข้าสู่ภายในได้ ส่งผลให้หยางชี่ไม่ได้รับการฟื้นฟู เมื่อนานวันจะสามารถก่อให้เกิดอาการหยางพร่องได้

3) หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารทอด อาหารมัน เนื่องจากอาหารเหล่านี้เป็นสาเหตุของกลุ่มอาการร้อนชื้น ซึ่งอาการแสดง คือ ร้อนใน การเกิดสิว การเกิดการอักเสบต่าง ๆ เป็นต้น โดยการรักษาอาการข้างต้นเหล่านี้ส่วนใหญ่ มักใช้ตัวยาที่มีรสขม ฤทธิ์เย็น มีสรรพคุณระบายความร้อน แก้อักเสบ ตัวยาเหล่านี้มักส่งผลกระทบต่อหยางของม้าม เมื่อนานวันจะสามารถก่อให้เกิดอาการหยางพร่องได้

4) ควรรักษาความอบอุ่นของเท้าอยู่เสมอ กล่าวคือการเดินย่ำบนหินหรือพื้นที่เย็น หรือไปใน

สถานที่ที่มีอากาศเย็น ควรสวมถุงเท้าหรือรองเท้าเพื่อรักษาความอบอุ่นแก่เท้าอยู่เสมอ เนื่องจากความเย็นส่วนใหญ่จะเข้าสู่ร่างกายได้จากทางเท้า เมื่อนานวันจะสามารถก่อให้เกิดอาการหยางพร่องได้

5) สตรีหลังคลอดบุตร เนื่องจากการคลอดบุตรนั้น จะทำให้สตรีมีการเสียชี่และเลือด ดังนั้นใน ช่วงเวลา 1 เดือน หลังคลอดบุตร ควรหลีกเลี่ยงการถูกปัจจัยอินเข้ามากระทบ เช่น ความเย็น ลม ความชื้น

6) ทำจิตใจให้สดใสเบิกบานอยู่เสมอ เนื่องจากผู้ที่จัดอยู่ในกลุ่มอาการหยางพร่องนั้น มักจะมีลักษณะเก็บตัว มีจิตใจที่หดหู่ ดังนั้นการพบปะสังสรรค์ผู้คนจะเป็นวิธีการขจัดปัจจัยการเกิดโรค

7) ควรได้รับแสงแดดอย่างเหมาะสม สามารถเลือกรับแสงแดดวันละประมาณครึ่งชั่วโมง โดยขณะที่รับแสงแดดนั้นสามารถกำมือและเคาะไปที่บริเวณจุดเซิ่นซู (ShenShu-BL 23) ซึ่งวิธีการนี้จะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการกระตุ้นหยางชี่

8) หมั่นแช่เท้าในน้ำอุ่น กล่าวคือการแช่เท้าในน้ำที่มีอุณหภูมิ 40 - 50 องศาเซลเซียส นาน 15 นาที พร้อมทั้งกดนวดบริเวณข้อเท้าและฝ่าเท้า จนรู้สึกเท้ามีความร้อน จะเป็นการกระตุ้นหยางชี่ได้ นอกจากนี้ยังสามารถใส่ตัวยาที่มีสรรพคุณให้ความอบอุ่นแก่หยางชี่ลงไปในน้ำที่ใช้แช่เท้าได้ เช่น กุ้ยจือ เหล้าขาว เป็นต้น

9) อาหารที่เหมะกับผู้ที่มีหยางพร่อง ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีสรรพคุณในการบำรุงหยางชี่ของม้ามและไต เช่น เนื้อกวาง เนื้อแพะ เนื้อสุนัข นมวัว นมแพะ ไก่กระทง นกกระจอก กุ้ง ผักกุยช่าย พริก กระเทียม ขิง เม็ดยี่หร่า อบเชย (ผงพะโล้) พริกไทย มันเทศ ซันเย่า เซี่ยนสือ น้ำตาลมอลต์  ลำไย พุทราแดง เกาลัค ลิ้นจี่ น้ำตาลทรายแดง เชอรี่ เป็นต้น

- ควรหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีความเย็น เช่น น้ำแข็ง ไอศกรีม แตงโมแช่เย็น เป็นต้น



4. Type D: กลุ่มอินพร่อง (YinXu : 阴虚)

ลักษณะโดยรวม : อินและสารน้ำพร่อง ลักษณะเด่น คือ ปากแห้งคอแห้ง ฝ่ามือและฝ่าเท้าร้อน เป็นต้น

ลักษณะรูปร่าง : รูปร่างผอมบาง

อาการแสดง : ฝ่ามือและฝ่าเท้าร้อน ปากแห้งคอแห้ง จมูกแห้งเล็กน้อย ชอบรับประทานของเย็น อุจจาระแห้งแข็ง ลิ้นแดงไม่ชุ่มชื้น ชีพจรเล็กและเร็ว (XiShuMai) 

1) อินไม่พอ (ค่อนไปทางน้ำในร่างกายน้อย) ที่จะไปหล่อเลี้ยงให้ความชุ่มชื่นแก่ร่างกาย จึงมีอาการแห้งขาดน้ำ ทำให้วิงเวียน ตาลาย ผ่ายผอม ผิวพรรณแห้ง เส้นผมแห้งแตกปลาย ใบหน้าหมองคล้ำ ปากคอแห้งโดยเฉพาะเวลากลางคืน หรือมักไอแห้งมานาน ตาแห้ง เมื่อยเอวเข่าอ่อน เสียงดังในหู  หลงลืม ปัสสาวะน้อย ท้องผูก ลิ้นแดงมีฝ้าน้อยและแห้ง หรือลิ้นไม่มีฝ้า สตรีประจำเดือนน้อยหรือช่องคลอดแห้ง

2) อาการร้อนพร่อง หรือ รู้สึกร่างกายทำงานมากเกิน (hyperactive) ร้อนฝ่ามือฝ่าเท้า มีไข้ต่ำเวลาบ่ายหรือค่ำคืน มักร้อนที่ใบหน้า โดยบริเวณโหนกแก้มแดง ร้อนเป็นเวลา หรือในช่องปากมักมีแผลร้อนในแบบเป็น ๆ หาย ๆ อารมณ์ร้อน รู้สึกเพลียแต่นอนหลับยาก เต้าฮั่น ใจหวิว ชีพจรเล็กและเร็ว (XiShuMai) ในผู้ชายมักมีความต้องการทางเพศมากหรือมีอาการฝันเปียก ในผู้หญิงประจำเดือนมีปริมาณเพิ่มขึ้น ลิ้นแดงมีฝ้าน้อย หรือหลุดลอกหรือไม่มีฝ้า ลำคอแห้งและแดง

ลักษณะเหล่านี้เป็นลักษณะเด่นของผู้ที่มีพื้นฐานสุขภาพของร่างกายชนิดอินพร่อง พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ วัยทอง หรือในผู้ที่มีจิตใจมีความกดดันมาก นอนหลับไม่พอ และวัยทำงานที่ใช้กำลังมากเกินไป ส่วนใหญ่คนเหล่านี้จะผ่ายผอม มักมีจิตใจเป็นทุกข์

สภาวะจิตใจ : หงุดหงิดกระวนกระวาย ชอบแสดงออก ลุกลี้ลุกลน ร่าเริง

ความสามารถในการปรับตัวต่อสภาวะแวดล้อม : ทนต่อฤดูหนาวแต่ไม่ทนต่อฤดูร้อน และไม่ทนต่อผล กระทบจากปัจจัยหยาง เช่น ความร้อนอบอ้าว ความร้อน ความแห้ง

แนวโน้มการเกิดโรค : ง่ายต่อการเกิดอาการอ่อนล้า นอนไม่หลับ ในชายมักมีอสุจิเคลื่อนเอง นอกจาก นั้น ผู้ป่วยในกลุ่มนี้ยังมีแนวโน้มที่จะเกิดโรคในกลุ่มอาการร้อน มักมีอาการเจ็บป่วยด้านการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น หัวใจเต้นเร็วเกินไป นอนไม่หลับ มีความทุกข์ใจ เมื่ออินพร่อง หยางมักจะแกร่ง ทำให้ความดันโลหิตสูง อินพร่องมักทำให้ขบวนการเผาผลาญแปรปรวน ทำให้เกิดเบาหวานได้ง่าย หากขบวนการเผาผลาญมากเกินไปจะป่วยด้วยภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน ขณะเดียวกันภูมิต้านทานมักลดลงจึงป่วยเป็นโรคได้ง่าย กรณีที่นอนหลับยาก หรือจิตใจมีความทุกข์หรือตึงเครียดนาน จะส่งผลต่อการหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหารให้แปรปรวนได้ ในที่สุดเกิดเป็นแผลในกระเพาะอาหาร

ข้อแนะนำ :

1) พื้นฐานสุขภาพของบุคคลจะถูกกำหนดตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ดังนั้นในหญิงมีครรภ์ควร

หลีกเลี่ยงอาหารประเภทปิ้งย่าง รสเผ็ด เพราะอาหารเหล่านี้สามารถกระทบถึงร่างกาย และความร้อน ความแห้งสามารถกระทบถึงสารอิน ซึ่งเป็นสาเหตุให้ทารกในครรภ์มีลักษณะอินพร่องได้ นอกจากนี้การให้ทารกรับประทานนมวัวนั้น อาจส่งผลกระทบให้ทารกอินพร่องได้ เนื่องจากนมวัวมีฤทธิ์ร้อน หากรับประทานเป็นเวลานาน อาจเกิดกลุ่มอาการร้อนแห้งได้ ฉะนั้นควรให้ทารกดื่มนมมารดา

2) อารมณ์ของผู้ที่จัดอยู่ในกลุ่มอินพร่องนั้นง่ายต่อการเกิดไฟภายใน ทำให้มีลักษณะนิสัยที่

โมโหง่าย กระวนกระวาย หงุดหงิดง่าย ดังนั้นการปรับสมดุลอารมณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ ควรหากิจกรรมเพื่อการผ่อนคลาย เช่น การฟังเพลง ท่องเที่ยว เป็นต้น

3) ผู้ที่มีลักษณะพื้นฐานร่างกายที่จัดอยู่ในกลุ่มอินพร่องนั้น จะมีรูปร่างที่ผอมซูบ ตัวเล็ก และมีอาการแสดงที่พบได้บ่อย คือ กระหายน้ำ หน้าแดง ปัสสาวะน้อย ท้องผูก ผิวหนังแห้งกร้าน โพรงจมูกแห้ง เป็นต้น การออกกำลังกายที่เหมาะสำหรับคนในกลุ่มนี้ เช่น การว่ายน้ำ และควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่หักโหมจนเกินไป หรือการอบซาวน่า

4) อาหารของผู้ที่พื้นฐานแบบอินพร่อง

- ไตเป็นธาตุน้ำ มีสีดำ เป็นรากเหง้าของสารน้ำในร่างกาย สีดำช่วยเสริมอินบำรุงไต ขจัดร้อน ลดไฟ ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีฤทธิ์เย็น รสหวาน มีสรรพคุณในด้านการบำรุงอิน โดยเฉพาะอินของไต อาหารที่แนะนำ ได้แก่ ตะพาบน้ำ เต่า เห็ดหูหนู ปลิงทะเล ไก่ดำ งาดำ เห็ดหอม รังนก นม น้ำซุปต้มเป็ด ปูทะเล หอย เม็ดบัว เม็ดเก๋ากี้ ถั่วเขียว ไป่เหอ รากบัวสด บวบ เต้าหู้ อ้อย ผลท้อ มัลเบอรี่ แปะก๊วย ห่วยซัว แมงกะพรุน ผลสาลี่ แตงโม ผลปี๋ผา ตลอดจนผักสดและผลไม้ อาหารเหล่านี้จะช่วยบำรุงไต


5. Type E : กลุ่มเสมหะชื้น (TanShi : 痰湿)

ลักษณะโดยรวม :  เสมหะชื้นเกาะตัวและติดขัด ลักษณะเด่น คือ รูปร่างอ้วน หน้าท้องใหญ่หนา ปากเหนียว ลิ้นมีฝ้าหนา เป็นต้น

ลักษณะรูปร่าง : รูปร่างอ้วน หน้าท้องใหญ่หนาและอ่อนนุ่ม

อาการแสดง : ใบหน้ามัน เหงื่อออกง่ายและเหนียว แน่นหน้าอก เสมหะเยอะ ปากเหนียวหรือในปากมีรสหวาน ชอบอาหารมันหรือมีรสหวาน ลิ้นมีฝ้าเหนียว    ชีพจรลื่น (HuaMai)

มักรู้สึกหนักตื้อ เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว แขนขาหนักอึ้ง เมื่อยตามข้อ หรือมีรูปร่างอ้วน บริเวณใบหน้าและเท้ามักบวม หรือมีอาการอึดอัดทรวงอก ไอเสมหะมาก คลื่นไส้ อาเจียนเป็นเสมหะเหนียว รู้สึกเหนียวในช่องปาก อุจจาระไม่จับตัว หรืออาจจะเหนียวถ่ายไม่สะดวก ปัสสาวะขุ่น ในสตรีมีอาการตกขาว ลิ้นอ้วนมีฝ้าหนาเหนียว ชีพจรลอยอ่อน ลื่นและตึง (RúHuaXiánMai)  

การตรวจร่างกายเพื่อใช้อ้างอิง ผู้ที่มีสุขภาพพื้นฐานชนิดเสมหะชื้น มักมีระดับไขมันและน้ำตาลในเลือดสูง เลือดค่อนข้างหนืดข้น ตรวจการทำงานของต่อมไร้ท่อพบความผิดปกติ เช่น การทำงานของต่อมไทรอยด์ลดลง การทำงานของหัวใจและปอดลดลง

ข้อสังเกตใช้อ้างอิงวิเคราะห์ว่ามีเสมหะมาก : มักมีรูปร่างอ้วน (คนอ้วนมักมีเสมหะความชื้น) เมื่อเคลื่อน ไหวจะหายใจถี่ เหงื่อออกมาก (ผู้ที่อ้วนมักชี่พร่อง) ฝ้าลิ้นหนาเหนียว จิตใจเหนื่อยหน่าย อยากนอน (เสมหะความชื้นปิดบังทวารศีรษะ) ขับถ่ายไม่คล่อง อุจจาระเหนียวติดโถส้วมชำระล้างยาก

สภาวะจิตใจ : มีลักษณะนิสัยค่อนข้างอ่อนโยน สุขุม มีความอดทนสูง

ความสามารถในการปรับตัวต่อสภาวะแวดล้อม : ปรับตัวเข้ากับฤดูฝน หรือพื้นที่อากาศชื้นได้ยาก

แนวโน้มการเกิดโรค : ง่ายต่อการเกิดโรคเบาหวาน (XiaoKe) โรคหลอดเลือดสมอง (ZhongFeng) และกลุ่มอาการเจ็บหน้าอก (XiongBi)  

คัมภีร์แพทย์โบราณมีบันทึกว่า “ผู้ที่อ้วนมักเกิดจ้งเฟิงง่าย” ซึ่งหมายถึง ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง จากการศึกษาข้อมูลผู้ป่วยกว่าสามร้อยรายที่ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง พบว่าประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ป่วย มีพื้นฐานสุขภาพชนิดที่มีเสมหะความชื้นมาก

ผู้ที่มีเสมหะความชื้นมาก มักตรวจพบไขมันในเลือดสูง มีโรคหัวใจ เบาหวาน ไขมันในตับ ถุงน้ำดีอักเสบ นิ่วในถุงน้ำดี เป็นเนื้องอกที่ต่อมไทรอยด์ ในสตรีมักมีปัญหาของต่อมน้ำนมเจริญผิดปกติ หรือมีเนื้องอก

คนที่อ้วนจากสาเหตุเสมหะความชื้นตกค้างสะสม มักพบว่ามีโรคของต่อมไร้ท่อทำงานผิดปกติ  ในชายอาจเกิดเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ความต้องการทางเพศลดลง ในสตรีมีประจำเดือนแปรปรวน  ประจำเดือนหยุด มีการตกไข่ผิดปกติหรือไม่ตกไข่ มีบุตรยาก และผู้ที่มีเสมหะความชื้นมาก เมื่อเจ็บป่วยมักรักษายาก (โรคที่รักษายาก หรือโรคแปลกประหลาดมักเกิดจากเสมหะ)

ข้อแนะนำ :

1. ผู้ที่มีพื้นฐานสุขภาพจัดอยู่ในกลุ่มเสมหะชื้น ส่วนมากมักมีรูปร่างอ้วนใหญ่ และมักตรวจพบโรคเกี่ยวกับระบบเมตาบอลิซึม เช่น เบาหวาน ไขมันสูงในเลือด ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ดังนั้น ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จึงควรระมัดระวังในการดำรงชีวิต หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่อับชื้นเป็นระยะเวลานาน

2. การออกกำลังกาย ควรหากิจกรรมที่มีการเผาผลาญพลังงานได้ดี และควรทำอย่างสม่ำเสมอ เช่น การว่ายน้ำ การพายเรือ ปีนเขา วิ่ง หรือปั่นจักรยาน โดยเริ่มจากเบาไปถึงการออกกำลังกายหนักใช้เวลาการออกกำลังกายให้ต่อเนื่องอย่างน้อย 60 นาที หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่หักโหม

3. เนื่องจากผู้ที่มีพื้นฐานสุขภาพในกลุ่มเสมหะชื้น มักมีลักษณะนิสัยอ่อนโยน เฉื่อยชา ดังนั้น การปรับสมดุลอารมณ์จึงควรเลือก การฟังเพลง ชมภาพยนตร์ หรือทำกิจกรรมที่มีลักษณะรื่นเริงและกระฉับกระเฉง เพื่อกระตุ้นให้มีไหวพริบมากขึ้น อีกทั้งผู้ที่มีพื้นฐานสุขภาพในกลุ่มเสมหะชื้นมักพบโรคที่เกี่ยวกับระบบการย่อยอาหาร (ม้ามและกระเพาะอาหาร) ซึ่งง่ายต่อการถูกปัจจัยอันเกิดจากความ เครียดและการครุ่นคิด ดังนั้นจึงควรรู้จักปล่อยวาง

4. ผู้ที่มีพื้นฐานสุขภาพในกลุ่มเสมหะชื้น มักปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศช่วงฤดูฝนได้ไม่สู้ดี ในขณะฝนตกมักมีลักษณะร่างกายอ่อนเพลีย ง่วงนอน ไม่กระฉับกระเฉง จึงควรหลีกเลี่ยงการตากฝน หรืออยู่ในสถานที่ที่มีความชื้นสูง และควรปรับให้ภายในห้องหรือที่อยู่อาศัยมีความชื้นเพียง 60%

5. อาหารที่เหมาะกับผู้ที่มีเสมหะความชื้น ควรเลือกรับประทานอาหารประเภทที่มีสรรพคุณกระจายชี่ปอด กระตุ้นระบบการทำงานของม้าม บำรุงไต สลายความชื้น ควรเป็นอาหารที่มีไขมันต่ำ น้ำตาลน้อย แคลอรีต่ำ และมีใยอาหาร เป็นหลัก เช่น แตงกวา ฟัก ใบบัว คึ่นช่าย กุยช่าย ซันจา ผักกาดขาว ข้าวโอ๊ต ถั่วงอก หัวผักกาด (ไชเท้า) แห้ว สาหร่าย แมงกะพรุน หอมใหญ่ ผลปี๋ผา เห็ด ลูกเดือย ผักกะหล่ำปลี ถั่วแดง พริก


6. Type F : กลุ่มร้อนชื้น  (ShiRe : 湿热)

ลักษณะโดยรวม :  ความร้อนชื้นสะสมภายใน ลักษณะเด่น คือ หน้าหมองและมันวาว ปากขม

ฝ้าลิ้นเหลืองเหนียว เป็นต้น

ลักษณะรูปร่าง : มีรูปร่างปานกลาง หรือค่อนข้างผอมบาง

อาการแสดง : หน้าหมองและมันวาว ง่ายต่อการเกิดสิว ปากขมปากแห้ง ร่างกายหนัก อ่อนล้า อุจจาระเหนียวหนืด ถ่ายไม่คล่องหรือแห้งแข็ง ปัสสาวะน้อยและมีสีเหลืองเข้ม ในเพศชายบริเวณถุงอัณฑะจะอับชื้น ในเพศหญิงตกขาวจะมีปริมาณมากขึ้น ลิ้นค่อนข้างแดง มีฝ้าเหลืองเหนียว  ชีพจรลื่นและเร็ว (HuaShuMai)

สภาวะจิตใจ :  หงุดหงิด กระวนกระวาย ใจร้อน

แนวโน้มการเกิดโรค : ง่ายต่อการเกิดแผลหนอง ดีซ่าน ปัสสาวะแสบขัดร้อน เป็นต้น

ความสามารถในการปรับตัวต่อสภาวะแวดล้อม : ช่วงปลายฤดูร้อนต้นฤดูฝน ที่มีอากาศร้อนชื้นจะยากต่อการปรับตัว

ข้อแนะนำ :

1. ลักษณะอารมณ์ของผู้ที่มีพื้นฐานสุขภาพในกลุ่มร้อนชื้น เป็นคนที่ร่าเริง เบิกบาน เปิดเผย แต่มักมีอารมณ์ฉุนเฉียวง่าย ดังนั้น จึงควรเรียนรู้วิธีการควบคุมอารมณ์ เช่น การเลี่ยงจากสถานการณ์ที่กระตุ้นอารมณ์ แบ่งปันเรื่องราวไม่สบายใจให้คนรอบข้าง หรือทำกิจกรรมที่ช่วยพักผ่อนหย่อนใจ

2. ที่อยู่อาศัยของผู้ที่มีพื้นฐานสุขภาพในกลุ่มร้อนชื้น ควรมีลักษณะที่ปลอดโปร่ง และแห้งอยู่เสมอ ไม่ควรมีลักษณะที่อับชื้น ควรนอนให้เป็นเวลาและเพียงพอ หากเป็นในช่วงฤดูร้อนที่มีช่วงกลางวันยาว ควรปรับการนอนให้เข้านอนช้าลงและตื่นเช้าขึ้น และหลีกเลี่ยงการตากแสงแดดเป็นเวลานาน

3. การออกกำลังกาย ควรเลือกการออกกำลังกายที่ต้องใช้กำลังมาก เช่น การวิ่งระยะยาว ว่ายน้ำ ปีนเขา ฟุตบอล บาสเก็ตบอล เป็นต้น เพื่อเป็นการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ขับสารน้ำส่วนเกิน

4. เนื่องจากผู้ที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ มีปัจจัยความชื้นเป็นสาเหตุด้วย ซึ่งความชื้นจะมีลักษณะหนัก ขุ่น สกปรก เป็นน้ำไหลลงที่ต่ำ ขังอยู่ตามส่วนล่างของร่างกาย และมักพบโรคที่บริเวณอวัยวะเพศ ดังนั้นจึงควรป้องกันการอับชื้น และรักษาความสะอาดอยู่เสมอ ควรเลือกกางเกงยีนส์ผ้าฝ้าย สามารถระบายอากาศได้ดี และหลีกเลี่ยงการใส่กางเกงยีนส์รัดรูป

5. ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีรสหวาน ฤทธิ์เย็น เช่น ถั่วเขียว แตงกวา รากบัว เป็นต้น หรือเลือกอาหารที่มีสรรพคุณในการระบายความร้อน สลายความชื้น เช่น ลูกเดือย เม็ดบัว ฟัก บวบ มะระ ผักกาดขาว ผักบุ้ง และควรเลี่ยงอาหารที่มีรสเผ็ด ฤทธิ์ร้อน เช่น พริก ขิงสด ต้นหอม กระเทียม เนื้อวัว เนื้อแพะ สุรา ทับทิม พุทราจีน ส้มโอ เป็นต้น หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารจำพวกหม้อไฟ ของทอด ของปิ้งย่าง และควบคุมการบริโภคเกลือ



7. Type G: กลุ่มเลือดคั่ง (XueYu: 血瘀)

ลักษณะโดยรวม : เลือดไหลเวียนไม่คล่อง ลักษณะเด่น คือ สีผิวหมองคล้ำ ลิ้นม่วงคล้ำ เป็นต้น

ลักษณะรูปร่าง :  พบได้ทั้งคนที่รูปร่างอ้วนและรูปร่างผอม

อาการแสดง : สีผิวหมองคล้ำ เม็ดสีของผิวหนังเข้มขึ้น ง่ายต่อการเกิดจ้ำเลือด ริมฝีปากหมองซีด ลิ้นคล้ำมีจุดจ้ำเลือด หลอดเลือดใต้ลิ้นม่วงคล้ำหนาหยาบและขยายโต ชีพจรฝืด (SeMai)

มักพบว่ามีริมฝีปาก เล็บดูคล้ำ ผิวหนังมีรอยจ้ำ หรือหยาบกระด้าง มีอาการปวดเฉพาะที่ แบบเข็มทิ่มแทง หรือปวดบิด หรือคลำพบก้อน ใบหน้ามีฝ้า ขอบเป้าตาคล้ำ ปวดประจำเดือน เลือดสีคล้ำมีลิ่มเลือด หรือประจำเดือนหยุด ลิ้นคล้ำหรือมีจุดจ้ำเลือดบนลิ้น หลอดเลือดดำใต้ลิ้นโป่ง ชีพจรฝืด (SèMài)

ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการประกอบการอ้างอิง ตรวจพบการไหลเวียนบริเวณหลอดเลือดฝอยมีลักษณะบิดงอ มีร่องรอยเป็นจุดเลือดคั่ง อาจพบว่าบริเวณนั้นขาดเลือดหรือมีเลือดออก ความหนืดของเลือดเพิ่มขึ้น ความดันในหลอดเลือดดำสูงขึ้น บริเวณนั้นบวมมีเลือดออกหรือบวมน้ำ มีพังผืด  ภูมิต้านทานลดลง

หมายเหตุ : ชี่ติดขัด และการมีเลือดคั่ง มักมีผลถึงกัน จึงมักปรากฏอาการเหล่านี้ร่วมกัน

สภาวะจิตใจ : หงุดหงิดง่าย ความจำไม่ดี

ความสามารถในการปรับตัวต่อสภาวะแวดล้อม : ไม่ทนต่อความหนาวเย็น

แนวโน้มการเกิดโรค : ง่ายต่อการเกิดก้อนในร่างกาย (เจิงเจี่ย) โรคปวด โรคเลือด เป็นต้น

ในวงการแพทย์ยอมรับว่า การไหลเวียนไม่คล่องของเลือดในหลอดเลือดบริเวณไกล ๆ หรือหลอดเลือดฝอย จะเป็นพื้นฐานของพยาธิสภาพที่ทำให้เกิดโรคหลายชนิด สรุปได้ว่า “ชี่ติดขัด เลือดคั่ง ทำให้เป็นบ่อเกิดแห่งโรค” ซึ่งแนวความคิดนี้มีค่าอย่างยิ่งในการเตือนให้ระวัง ขณะเดียวกันเป็นปัจจัยสำคัญของการเกิดโรคเรื้อรังที่รักษายาก


ในผู้ที่ชี่ติดขัดมีเลือดคั่ง มักมีอาการแสดงออกถึงลักษณะเด่นไม่คล่อง เช่น ปวดศีรษะเรื้อรัง  นอนไม่หลับ อาการซึมเศร้า หลอดเลือดแดงแข็งตัว เส้นเลือดในสมองตีบ เกิดอาการสมองเสื่อมจากการขาดเลือด โรคหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ถุงน้ำดีอักเสบ นิ่วในถุงน้ำดี ลำไส้อักเสบเรื้อรัง การทำงานของลำไส้แปรปรวน ต่อมน้ำนมเพิ่มปริมาณผิดปกติ ปวดประจำเดือน เกิดเนื้องอกในมดลูก หรือเนื้อร้าย

ข้อแนะนำ :

1. การปรับสมดุลอารมณ์ หากิจกรรมที่สนุกสนาน สร้างความร่าเริงให้กับตนเอง หากประสบกับปัญหา ให้พยายามมองโลกในแง่ดีเสมอ

2. ควรให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายเสมอ โดยเฉพาะบริเวณศีรษะ แผ่นหลังและเท้า หลีกเลี่ยง

การอยู่ในห้องปรับอากาศเป็นเวลานาน หรือการถูกพัดลมเป่าใส่โดยตรง และควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็นหรือน้ำแข็ง เป็นต้น

3. การออกกำลังกาย ไม่ควรออกกำลังกายอย่างหักโหม โดยวิธีการที่เหมาะสมที่สุดคือการเดิน

4. อาหารที่เหมาะกับผู้ที่มีพื้นฐานชี่ติดขัดเลือดคั่ง ควรรับประทานอาหารที่มีสรรพคุณในการกระตุ้นการไหลเวียนของชี่ สลายเลือดคั่ง เช่น น้ำส้มสายชูจีน (Cu: 醋) ดอกกุหลาบ ส้มจี๊ด มะละกอ เมล็ดท้อ ถั่วดำ เหล้าองุ่นแดง เหล้าเหลือง หอมใหญ่ ขิง พริก แปะก๊วย กระเทียม ซันจา หัวผักกาด ส้ม ยี่หร่า อบเชย กานพลู มะนาว ส้มโอ ชาหอม หรือนำสมุนไพรจีน เช่น จ้างหงฮฺวา (ZangHongHua) ซานชี (SanQi) มาต้มในน้ำแกงดื่มในปริมาณพอเหมาะ หรือดื่มไวน์เล็กน้อยก่อนเข้านอน   ซันจา หรือน้ำส้ม (กรด) ช่วยลดไขมัน และลดความหนืดในเลือด

5. ข้อห้าม ไม่ควรรับประทานอาหารรสเค็ม ไม่ควรใส่ผงชูรส เลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง



8. Type H : กลุ่มชี่อั้น (QiYu : 气郁)

ลักษณะโดยรวม :  การไหลเวียนของชี่อุดอั้นติดขัด ลักษณะเด่น คือ จิตใจหม่นหมอง อัดอั้นตันใจอารมณ์อ่อนไหวเปราะบาง คิดมาก เป็นต้น

ลักษณะรูปร่าง : ส่วนใหญ่พบในผู้ที่รูปร่างผอม

อาการแสดง : จิตใจหม่นหมอง อัดอั้นตันใจ อารมณ์อ่อนไหวเปราะบาง หดหู่ ไม่สดใส ลิ้นแดงซีด มีฝ้าบางขาว   ชีพจรตึง (XianMai) มักมีอาการแน่นทรวงอก ชอบถอนหายใจ มีอาการเสียดชายโครง กระเพาะอาหารและท้อง เรอบ่อย มักรู้สึกมีสิ่งของจุกอยู่ที่คอ นิสัยไม่แสดงออก จิตใจระทมทุกข์ อารมณ์เฉยเมย เมื่อมีอารมณ์แปรปรวนมักปวดท้อง ท้องเสีย สตรีมีอาการปวดแน่นเต้านมและท้องน้อย

สภาวะจิตใจ : มักเป็นคนเก็บตัว อารมณ์แปรปรวน ตื่นตระหนก หวาดระแวง

แนวโน้มการเกิดโรค : ง่ายต่อการเกิดกลุ่มอาการซึมเศร้า (Depression syndrome) เช่น globus hysteriocus (MeiHeQi: 梅核气), hysteria (ZangZao: 脏燥), lily disease* (BaiHeBing: 百合病), melancholia (YuZheng: 郁证)

ความสามารถในการปรับตัวต่อสภาวะแวดล้อม: ทนต่อสภาวะกดดันทางอารมณ์ได้น้อย ปรับตัวเข้ากับฤดูฝนได้ยาก


ข้อแนะนำ :

1. การปรับสมดุลอารมณ์ ควรทำอารมณ์ให้ที่แจ่มใสและร่าเริงอยู่เสมอ มองโลกในแง่ดี สร้างความมีชีวิตชีวาให้แก่ตนเอง เพื่อทำให้ชี่มีการไหลเวียนได้ดี และเพื่อเป็นการป้องกันการอุดกั้นของชี่

2. ควรสร้างเป้าหมายให้แก่ชีวิต และจัดระเบียบชีวิตให้ดำเนินไปอย่างมีคุณภาพ การจัดระเบียบ

ชีวิตยังเป็นการค้นหาเป้าหมายของตนเอง ทำให้ได้พิจารณาว่าตนเป็นอย่างไร การกระทำเช่นนี้จะสามารถทำให้ปรับตัวเข้ากับสังคมได้ เรียนรู้ที่จะรับมือและจัดการกับปัญหา สุดท้ายจะทำให้ค้นพบการมีชีวิตอย่างมีความสุข

3. การออกกำลังกาย ผู้ที่มีพื้นฐานสุขภาพจัดอยู่ในกลุ่มชี่อั้น ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากสภาวะอารมณ์ที่แปรปรวน ทำให้การเคลื่อนไหวของชี่เกิดการติดขัด ดังนั้น วิธีการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุดคือ การ

ออกกำลังกาย เพื่อเป็นการกระตุ้นการไหลเวียนของชี่ และควรเลือกการออกกำลังกายกลางแจ้ง ใช้พลังงานมาก เพื่อเป็นการปลดปล่อยอารมณ์ เช่น การวิ่ง ปีนเขา ว่ายน้ำ ฟุตบอล บาสเก็ตบอล การรำมวยจีน เป็นต้น

4. การรับประทานอาหาร ควรรับประทานอาหารที่มีสรรพคุณในการกระจายชี่ปอด กระตุ้นการไหลเวียนของชี่ เช่น ดอกไม้จีน สาหร่ายทะเล ซันจา ดอกกุหลาบ ปลา เนื้อสัตว์ นม ถั่ว ส้มและเปลือกส้ม เป็นต้น นอกจากนี้การดื่มไวน์เล็กน้อยยังสามารถกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและชี่ได้อีกด้วย ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด กาแฟ ชาเข้ม อาหารรสมัน รสจัด เป็นต้น


9. Type I : กลุ่มพิเศษ (เท่อปิ่ง) (TeBing : 特禀)

ลักษณะโดยรวม :  เกิดความผิดปกติตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ลักษณะเด่น คือ เกิดความผิดปกติทางสรีระวิทยา เป็นภูมิแพ้ได้ง่าย เป็นต้น

ลักษณะรูปร่าง : ผู้ที่อยู่ในจำพวกภูมิแพ้มักไม่มีความผิดปกติทางสรีระวิทยา ส่วนผู้ที่ได้รับสารจำเป็นก่อนกำเนิดจากบิดามารดาไม่เพียงพอ มักเกิดความผิดปกติทางสรีระวิทยา หรือความพิการของร่างกาย

อาการแสดง : ผู้ที่อยู่ในจำพวกภูมิแพ้มักพบอาการหอบหืด ภูมิแพ้ คัดจมูก คันคอ ไอ จาม เป็นต้น

ส่วนผู้ที่เป็นโรคทางพันธุกรรม อาจเกิดเนื่องจากบิดามารดาถ่ายทอด หรือพัฒนาการขณะอยู่ในครรภ์ผิดปกติ หรือบุคคลในครอบครัวมีประวัติการเจ็บป่วย ในบางรายอาจเกิดการติดเชื้อหรือเป็นโรคขณะอยู่ในครรภ์ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจากมารดาและส่งผลกระทบต่อพัฒนาการ ทำให้เกิดโรคหรือเป็นโรคขณะอยู่ในครรภ์


มักพบการเกิดช้าทั้งห้า “อู่ฉือ” (พัฒนาการช้าทั้งห้า คือ การยืน การเดิน การงอกของเส้นผม การงอกของฟัน การหัดพูด) การอ่อนทั้งห้า “อู่หย่วน” (อ่อนทั้งห้า คือ ศีรษะอ่อน คออ่อน แขนขาอ่อน กล้ามเนื้ออ่อน การพูดหรือการเคี้ยวอาหารผิดปกติ) กระหม่อมปิดช้า ลมชักในเด็ก เป็นต้น

ความสามารถในการปรับตัวต่อสภาวะแวดล้อม : ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ยาก เช่น ในผู้ที่จัดอยู่ในจำพวกภูมิแพ้ จะง่ายต่อการเกิดภูมิแพ้และยากในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงฤดูกาล อีกทั้งง่ายต่อการกำเริบของโรคประจำตัว

ข้อแนะนำ :

1. ผู้ที่มีพื้นฐานสุขภาพอยู่ในกลุ่มพิเศษนี้ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดดังนั้น ในทางปฏิบัติจะเป็นการดูแลสุขภาพของพ่อและแม่ในการวางแผนการมีบุตร การตรวจสุขภาพ การงดเหล้า บุหรี่ และระมัดระวังในการรับประทานยา เป็นต้น

2. ในผู้ที่เป็นภูมิแพ้ หอบหืด ควรหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ควรจัดการที่อยู่อาศัยมีการถ่ายเทของอากาศอยู่เสมอ ควรใส่ผ้าปิดจมูกหรือแว่นเมื่อเข้าสู่ที่สาธารณะ และหลีกเลี่ยงการเลี้ยงสัตว์มีขนไว้ในบ้าน

3. รักษาสภาพอารมณ์ให้ร่าเริงอยู่เสมอ มองโลกในแง่บวก ให้กำลังใจตนเองเพื่อสร้างความมั่นใจ และหากิจกรรมสร้างความสุข

4. ผู้ที่มีภูมิแพ้ทางผิวหนัง ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์ที่เป็นส่วนหัวหรือส่วนขาของสัตว์ และพืชตระกูลถั่ว เนื่องจากมีสารกระตุ้นการเกิดภูมิแพ้ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสเผ็ด เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดความแห้งความร้อนซึ่งเป็นสาเหตุการเกิดไฟภายใน

5. การออกกำลังกาย ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในช่วงเปลี่ยนฤดู ในผู้ที่เป็นโรคหอบหืดสามารถออกกำลังกายโดยการว่ายน้ำ แต่ต้องมีการอบอุ่นร่างกายก่อนเสมอ โดยการอบอุ่นร่างกาย นอก จากการยืดกล้ามเนื้อแล้วยังสามารถเพิ่มการวิ่งเร็วอยู่กับที่ 30 วินาที สลับหยุดพัก 60 วินาที ทำซ้ำ 2-3 ครั้ง จากการวิจัยพบว่าการทำเช่นนี้สามารถกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ช่วยในการขยายหลอดลมได้ โดยหลังจากการวิ่งแล้ว ให้มีการออกกำลังกายเบาต่ออีกซักพัก เป็นการทำให้ร่างกายมีการปรับสมดุล ป้องกันการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อหลอดลม

6. การรับประทานอาหาร ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ สามารถเลือกทานอาหารที่มีสรรพคุณในการบำรุงชี่ ปกป้องเปี่ยว เช่น ข้าวเหนียว ข้าวโอ๊ต หงจ่าว รังนก ผักขม แครอท หรือสมุนไพรจีน เช่น หวงฉี ซันเย่า ไท่จื่อเซิน เป็นต้น ควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน เนื้อวัว กุ้ง ปู มะเขือม่วง พริก ชาเข้มข้น กาแฟ สุรา เป็นต้น