Last updated: 3 เม.ย 2569 | 10 จำนวนผู้เข้าชม |
เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนหลายคนมักมีอาการเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ท้องอืดง่ายหรือแม้กระทั่งมีอาการท้องเสียบ่อยครั้ง อาการเหล่านี้ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันอาจมองว่าเป็นเรื่องของความเครียดจากความร้อน (Heat stress) หรือการติดเชื้อทางเดินอาหาร แต่ในมุมมองของการแพทย์แผนจีนแล้วอาการเหล่านี้คือสัญญาณที่บ่งบอกว่า "ม้ามและกระเพาะอาหาร" ของเรากำลังอยู่ในภาวะอ่อนแอที่สุดในรอบปี
บทความนี้จะพาทุกท่านไขข้อข้องใจว่า ทำไมฤดูร้อนที่เต็มไปด้วยพลังงานหยาง (ความร้อน) จึงกลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ระบบย่อยอาหารของเราเปราะบางที่สุด โดยผสมผสานองค์ความรู้ทั้งจากแพทย์แผนจีนและวิทยาศาสตร์การแพทย์แผนปัจจุบันเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจครับ
1. เมื่อความร้อนและความชื้นทำร้ายม้าม
ในการแพทย์แผนจีน "ม้ามและกระเพาะอาหาร" (Spleen and Stomach) ไม่ได้หมายถึงแค่อวัยวะทางกายวิภาค แต่ครอบคลุมถึง "ระบบการย่อยอาหารและการดูดซึมสารอาหารทั้งหมด" ม้ามทำหน้าที่แปรสภาพอาหารและน้ำให้เป็นชี่และเลือดเพื่อหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย ซึ่งเหตุผลที่ม้ามและกระเพาะอาหารอ่อนแอในฤดูร้อน มักมีสาเหตุหลักดังนี้:
1.1. ธรรมชาติของม้าม
ฤดูร้อนในหลายพื้นที่ (รวมถึงประเทศไทย) มักมาพร้อมกับพายุฝนทำให้สภาพอากาศมีลักษณะ "ร้อนชื้น" (Damp-Heat) ทางแพทย์แผนจีนมองว่า "ความชื้น" เป็นปัจจัยก่อโรคที่หนักและเหนียวหนืด เมื่อความชื้นจากภายนอกเข้าสู่ร่างกายและเข้าไปอุดกั้นการทำงานของม้าม ม้ามจึงพร่องจนทำให้ไม่สามารถแปรสภาพอาหารได้ตามปกติ ส่งผลให้เกิดอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย รู้สึกตัวหนัก อ่อนเพลียและอุจจาระเหลว เป็นต้น
1.2. พลังงานหยางกระจายออกสู่ภายนอก ร่างกายภายในจึงเย็นและพร่อง
คัมภีร์แพทย์แผนจีนโบราณกล่าวว่า ในฤดูร้อน หยางชี่ (ความร้อน/พลังงาน) ในร่างกายจะเคลื่อนตัวออกสู่ผิวหนังเพื่อระบายความร้อนทำให้ความร้อนภายในร่างกายรวมถึงความอุ่นของม้ามและกระเพาะอาหาร "ลดลง" และอาจเกิดภาวะ "หยางพร่อง" (Yang Deficiency) ส่งผลให้ม้ามและกระเพาะอาหารภายในก่อเกิดความเย็นขึ้น ประสิทธิภาพในการย่อยอาหารจึงลดลงตามไปด้วย
1.3. พฤติกรรมการกินของเย็นทำร้ายกระเพาะลำไส้
ด้วยความที่อากาศร้อนจัดคนส่วนใหญ่จึงนิยมดื่มน้ำแข็ง กินไอศกรีมหรือผลไม้แช่เย็นจัด ความเย็นเหล่านี้เมื่อตกถึงม้ามและกระเพาะอาหารจะเปรียบเสมือนการสาดน้ำเย็นลงบนกองไฟที่กำลังใช้ตุ๋นอาหาร ทำให้ไฟ (หยางชี่สำหรับการย่อย) ดับลงทันที นำไปสู่ภาวะอาหารไม่ย่อยและปวดท้องได้ เป็นต้น
2. มุมมองวิทยาศาสตร์และการแพทย์แผนปัจจุบัน: ทำไมเราถึงเบื่ออาหารในหน้าร้อน ?
เมื่อนำหลักการของแพทย์แผนจีนมาเทียบเคียงกับกลไกทางสรีรวิทยาของการแพทย์แผนปัจจุบัน จะพบว่ามีความสอดคล้องกันอย่างน่าสนใจดังนี้
2.1. การกระจายตัวของระบบไหลเวียนโลหิต (Blood Redistribution)
เมื่อร่างกายเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัดสมองจะสั่งการให้หลอดเลือดฝอยที่ผิวหนังขยายตัว (Vasodilation) เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปที่ผิวหนังและกระตุ้นให้ผิวหนังขับเหงื่อระบายความร้อน ผลที่ตามมาคือปริมาณเลือดที่ไหลเวียนไปยังระบบทางเดินอาหารจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อกระเพาะอาหารและลำไส้มีเลือดมาหล่อเลี้ยงน้อยลง การหลั่งน้ำย่อยการบีบตัวของลำไส้และการดูดซึมสารอาหารจึงทำงานได้แย่ลง ซึ่งตรงกับทฤษฎี "พลังงานหยางกระจายออกนอก ภายในจึงพร่อง" ของแพทย์แผนจีนเช่นกัน
2.2. อุณหภูมิกับการทำงานของเอนไซม์
การดื่มน้ำเย็นจัดในปริมาณมากอย่างรวดเร็วเพื่อดับกระหายทำให้หลอดเลือดในกระเพาะอาหารหดตัวเฉียบพลัน (Vasoconstriction) ส่งผลให้การหลั่งกรดในกระเพาะอาหารและเอนไซม์ย่อยอาหารลดลง อาหารจึงตกค้างในกระเพาะนานขึ้น จึงเกิดอาการท้องอืดและกรดไหลย้อนได้ง่าย
2.3. การสูญเสียเกลือแร่ทางเหงื่อ
การเสียเหงื่อในหน้าร้อนทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและอิเล็กโทรไลต์ (เช่น โพแทสเซียม โซเดียม) ซึ่งแร่ธาตุเหล่านี้มีความจำเป็นต่อการทำงานของกล้ามเนื้อเรียบในลำไส้ เมื่อขาดสมดุลลำไส้จะบีบตัวผิดปกติ นำไปสู่อาการเบื่ออาหารและอ่อนเพลีย เป็นต้น
3. เคล็ดลับการดูแลม้ามและกระเพาะอาหารในฤดูร้อน
เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบย่อยอาหารพังในช่วงหน้าร้อนเราสามารถนำหลักการแพทย์แผนจีนมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ดังนี้:
3.1 กิน "ขิง" ในหน้าร้อน
อาจฟังดูไม่สอดคล้องกันนักแต่ชาวจีนโบราณกล่าวว่า "หน้าหนาวกินหัวไชเท้า หน้าร้อนกินขิง" ความหมายคือ ขิงมีฤทธิ์อุ่นช่วยขับความเย็นที่สะสมในกระเพาะอาหารจากการกินของเย็นและช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดในระบบทางเดินอาหาร กลับกันช่วงหน้าหนาวกินหัวไชเท้าเพราะหลายครั้งเราอาจบำรุงด้วยของอุ่นร้อนมากโดยเฉพาะเนื้อสัตว์ไปเพื่อคลายหนาวจนเกิดความร้อนสะสมภายในได้
3.2 หลีกเลี่ยงของเย็นจัดและของมัน
ลดการดื่มน้ำแข็ง ของเย็นหรืออาหารที่มันจัดและย่อยยากเพราะจะเพิ่มภาระให้แก่ม้ามและกระเพาะอาหาร
3.3 ทานอาหารที่ช่วยขับความชื้นและย่อยง่าย
อาหารที่ช่วยขับชื้นในร่างกาย เช่น ลูกเดือย ถั่วเขียวหรือฟักเขียว เป็นต้น อาหารเหล่านี้มีคุณสมบัติทางยาจีนช่วยในการขับปัสสาวะและระบายความชื้นออกจากร่างกายอย่างอ่อนโยนหรือเลือกรับประทานอาหารย่อยง่าย โดยเน้นอาหารประเภทต้ม นึ่งหรือซุปอุ่น ๆ เพื่อช่วยให้ม้ามและกระเพาะอาหารไม่ต้องทำงานหนักจนเกินไป
ดังนั้นการที่ม้ามและกระเพาะอาหารอ่อนแอในฤดูร้อนไม่ใช่เพียงแค่ความเชื่อโบราณแต่เป็นปรากฏการณ์ทางสรีรวิทยาที่สามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์การแพทย์แผนปัจจุบัน การที่เลือดไปเลี้ยงทางเดินอาหารลดลงประกอบกับพฤติกรรมการบริโภคของเย็นจัด มันจัด ล้วนส่งผลกระทบต่อระบบย่อยอาหารทั้งสิ้น การทำความเข้าใจและปรับพฤติกรรมการกินตามหลักการแพทย์แผนจีนจึงเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดในการรักษาสมดุลของร่างกาย ให้เราสามารถผ่านพ้นฤดูร้อนไปได้อย่างมีสุขภาพดีและสดใสกันต่อไป
ข้อมูลอ้างอิง (References)
1. Lambert GP. Role of gastrointestinal permeability in exertional heatstroke. Exerc Sport Sci Rev. 2004;32(4):185-190.
2. Hu ML, Rayner CK, Wu KL, et al. Effect of ginger on gastric motility and symptoms of functional dyspepsia. World J Gastroenterol. 2011;17(1):105-110.
__________________________________
บทความโดย
แพทย์จีน ต้นสกุล สังข์ทอง (หมอจีน ซ่ง เซียน เนี่ยน)
宋先念 中医师
TCM. Dr. Tonsakul Sungthong (Song Xian Nian)