วัณโรคเทียมโรคที่คล้ายแต่ไม่เหมือนวัณโรค

Last updated: 13 ก.พ. 2569  |  28 จำนวนผู้เข้าชม  | 

วัณโรคเทียมโรคที่คล้ายแต่ไม่เหมือนวัณโรค

วัณโรคเทียมคืออะไร

วัณโรคเทียม (非结核分枝杆菌) เกิดจากเชื้อกลุ่ม Nontuberculous Mycobacteria (NTM) เป็นโรคติดเชื้อที่ไม่ติดต่อจากคนสู่คน เนื่องจากเชื้อสามารถพบได้ตามธรรมชาติในดินและน้ำ ผู้ป่วยมักติดเชื้อจากสิ่งแวดล้อมโดยตรง ซึ่งต่างจากวัณโรคแท้ (结核分枝杆菌) เกิดจากเชื้อ Mycobacterium Tuberculosis (TB) เป็นโรคที่ควรระวังมากเพราะมีโอกาสติดต่อจากคนสู่คนสูงผ่านการไอ หรือจาม วัณโรคเทียมมีอาการคล้ายคลึงกับวัณโรคที่พบได้ทั่วไป เช่น ไอเรื้อรัง ไอแห้งหรือไอมีเสมหะ ไอปนเลือด มีไข้ต่ำ อ่อนเพลีย เหงื่อออกตอนกลางคืน น้ำหนักลด บางครั้งอาจมีอาการเจ็บหน้าอกร่วมด้วย มีลักษณะภาพถ่ายรังสีที่หลากหลาย เช่น พบฝ้า พังผืด โพรงในปอด หรือพบหลอดลมโป่งพองร่วมด้วยได้ เป็นต้น ในปัจจุบันพบผู้ป่วยวัณโรคเทียมเพิ่มมากขึ้นทุกปี อีกทั้งการรักษายากกว่าวัณโรคแท้ เนื่องจากการดื้อยาค่อนข้างสูง การตอบสนองต่อยาวัณโรคไม่ดี ต้องใช้ยาหลายขนานร่วมกันและรักษาต่อเนื่องเป็นเวลานาน กระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมาก 

ในมุมมองการแพทย์แผนจีน วัณโรคเทียมและวัณโรคแท้ทั้งคู่จัดอยู่ในกลุ่ม“肺痨” (เฟ่ยเหลา)  แพทย์จีนสมัยโบราณมีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคกลุ่มนี้เป็นเวลานาน ในตำราโบราณหลิงซู อวี้ป่าน《灵枢·玉版》กล่าวถึงอาการไอ ผอมแห้ง มีไข้ อ่อนแรง สะท้อนถึงความเข้าใจระยะแรกของโรค ถึงแม้ว่ายังไม่มีชื่อเรียกวัณโรคโดยตรง ถัดมาในยุคสมัยราชวงศ์จิ้น เก๋อหง(葛洪)จากตำราโจ่วโฮ่วเป้ยจี๋ฟาง《肘后备急方》ได้ระบุว่าโรคนี้สามารถติดต่อได้ ผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วยังคงถ่ายทอดโรคได้ พร้อมตั้งชื่อก่อโรคว่าซือจู้ “尸注”กุ่ยจู้“鬼注”ในสมัยราชวงศ์ถัง ตำราไว่ไถมี่เย่า《外台秘要》มีการบันทึกบรรยายอาการละเอียดมากขึ้น เช่น ร้อนจากกระดูก(ไข้ต่ำ)หงุดหงิด ผอมแห้ง เหงื่อออกตอนกลางคืน ไอ หรือในตำราเหรินไจ๋จื้อจื่อฟาง《仁斋直指方》กล่าวถึงแนวคิดสำคัญในการรักษาไว้ว่า“治瘵疾,杀瘵虫”โดยหมายความว่า การรักษาโรคปอดทรุดเรื้อรัง(วัณโรค)ควบคู่กับการกำจัดเชื้อก่อโรค และตำราอีเสวียเจิ้งจ้วน เหลาจี๋《医学正传•劳极》มีแนวคิดหลักการรักษาสองประการที่ยังคงใช้เป็นแนวทางมาถึงปัจจุบันคือ กำจัดเชื้อก่อโรคและบำรุงร่างกายที่อ่อนแอ เป็นต้น 


สาเหตุและกลไกการเกิดโรคในทางการแพทย์แผนจีน

ในทางแพทย์การแผนจีนวันโรคเทียมไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเพียงอย่างเดียว ความรุนแรงของโรคสัมพันธ์กับพลังของเจิ้งชี่(正气)อวัยวะที่กระทบเป็นหลักคือ “ปอด” เนื่องจากปอดในแพทย์แผนจีนเปิดทวารที่ จมูก และมีหน้าที่ควบคุมการหายใจ เชื้อโรคเมื่อเข้าสู่ร่างกายและรุกล้ำปอด ปอดอินจึงพร่อง เกิดอาการไอ ลักษณะที่พบส่วนใหญ่ไอมีเสมหะร่วมด้วย หรือไอปนเลือดเป็นต้น หากนานวันไม่ได้รับการรักษาที่ถูกวิธีโรคไม่หายเนินนาน ส่งผลให้ม้ามและไตพร่องไปด้วย เนื่องจากม้ามในทางแพทย์แผนจีนถือเป็นแม่ของปอด เมื่อป่วยเป็นระยะเวลานานม้ามจึงพร่อง ผู้ป่วยจึงมีอาการเหนื่อย หรือเบื่ออาหารร่วมด้วยเป็นต้น ไตถือเป็นลูกของปอด ในแพทย์แผนจีน เมื่อปอดพร่อง ไตก็จะขาดการหล่อเลี้ยงจากชี่และเลือดจากปอด จึงเรียกว่าภาวะปอดและไตพร่องร่วมกัน ผู้ป่วยมักพบอาการไข้ต่ำๆ หรือมีไข้ช่วงบ่าย ผู้ชายอาจมีฝันเปียกร่วมด้วย ในผู้หญิงส่งผลให้ประจำเดือนมาไม่ปกติได้ เมื่อร่างกายได้รับเชื้อ จะเกิดการสะสมของเสมหะและปัจจัยก่อโรค หากนานวันเข้าจะกระตุ้นให้เกิดอาการแสดงของโรค

ทางการแพทย์แผนจีนได้แบ่งกลุ่มอาการโรควัณโรคเทียมที่พบได้บ่อยไว้ดังนี้

การวินิจฉัยแยกกลุ่มอาการของโรคเป็นพื้นฐานการรักษาโรคด้วยสมุนไพรจีนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ไม่กี่ปีมานี้ทางประเทศจีนได้รวบรวมงานวิจัยการแบ่งกลุ่มอาการของผู้ป่วยวัณโรคเทียมตามทางการแพทย์แผนจีน และพบว่าโรคมักเริ่มต้นจากอินพร่อง และกลุ่มอาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ กลุ่มอาการอินของปอดพร่อง(肺阴亏虚)กลุ่มอาการชี่และอินพร่อง(气阴两虚)กลุ่มอาการอินพร่องไฟลุกโชน(阴虚火旺)กลุ่มอาการชี่ของปอดและม้ามพร่อง(肺脾气虚)และกลุ่มอาการอินของปอดและไตพร่อง(肺肾阴虚)ในช่วงอายุที่ต่างกัน ชนิดของเชื้อที่ได้รับ หรือผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนหลายโรค ส่งผลให้กลุ่มอาการของโรคต่างกัน ในกลุ่มผู้ป่วยอายุ 65-80 ปีกลุ่มอาการอินของปอดพร่อง(肺阴亏虚)และกลุ่มอาการชี่และอินพร่อง(气阴两虚)เป็นหลัก อายุที่มากขึ้น พลังเจิ้งชี่ไม่เพียงพอ ส่งผลชี่และอิน ผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป หรือมีผู้ที่มีดัชนีมวลกาย(BMI)น้อยกว่า 18  สามารถพบกลุ่มอาการ ชี่และอินพร่องได้บ่อยเช่นกัน

แนวทางดูแลตนเอง

1. กรณีที่ผู้ป่วยมีเสมหะมากแนะนำขับเสมหะออกเป็นประจำในระหว่างวัน
2. ลดความเครียด ทำจิตใจให้สบาย ผ่อนคลาย
3. ออกจากบ้านควรใส่แมส หลีกเลี่ยงโดนความเย็น เช่น ลมแอร์หรือพัดลมเป่าตรงตัว อาบน้ำเย็นจัด ใส่เสื้อผ้าบางเกินไปในที่อากาศเย็น หรือตากฝน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากไข้หวัดที่นำไปสู่ปอดติดเชื้อซ้ำ
4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ควรเข้านอนก่อนเวลา5ทุ่ม เนื่องจากนาฬิกาชีวิตในทางการแพทย์แผนจีน ช่วงเวลา 23:00 น. - 01:00 น. เป็นเวลาที่เส้นลมปราณของถุงน้ำดีจะทำหน้าที่ในการตัดสินใจ เพื่อให้ไขกระดูกเริ่มต้นสร้างเลือด และซ่อมแซมร่างกาย ฟื้นฟูภูมิคุ้มกัน
5. หลีกเลี่ยงฝุ่น ควัน บุหรี่ PM2.5 เช่น หากออกนอกบ้านในช่วงฝุ่นสูง ควรใส่หน้ากากN95 หลีกเลี่ยงบริเวณก่อสร้าง หรือออกห่างคนสูบบุหรี่ หากอยู่ในบ้านปิดหน้าต่างให้มิดชิด ใช้เครื่องฟอกอากาศ(ถ้ามี)
6.งดอาหารมัน ทอด เผ็ด ปิ้งย่าง ของหวาน อาหารหมักดอง หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ น้ำเย็น น้ำแข็ง ไอศกรีม
7.หากผู้ป่วยมีไอปนเลือด เสมหะเหนียวเหลืองข้น ควรงดผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อนร่วมด้วย เช่น ทุเรียน ลำไย มะม่วงสุก ลิ้นจี่
8.ควรทานอาหารประเภทย่อยง่าย ข้าวต้ม ซุป ผักต้ม ปลา ไข่ ดื่มน้ำอุ่น เป็นต้น

เอกสารอ้างอิง 

1.丰银平,张尊敬,刘忠达.非结核分枝杆菌肺病的中医药诊疗研究进展[J] .浙江中医杂志,2025,10(60):936-937.
2.罗敬月,张立群,王桂荣,等.非结核分枝杆菌肺病中医证候特点研究[J].中医药导报,2025,31(3):122-126,132.
3.徐静怡,晏露宁,汝触会,等. 支气管扩张型非结核分枝杆菌肺病临床特点及中医证型分析[J]. 浙江中西医结合杂志,2023,33(3):236-239.
4.丰银平,郭净,张尊敬.102 例非结核分枝杆菌肺病菌种分布与中医证候相关性分析[J]. 浙江中医杂志,2023,58(10):716-718.
5.张红梅,胡艳,刘国辉,等. 非结核分枝杆菌肺病的临床特点及中医证型分析[J]. 广西中医药,2020,43(6):17-19.

_____________________________________________________________

บทความโดย
แพทย์จีน จินต์จุฑา มีเสถียร (หมอจีน เย่ จื่อ หลิง)
叶芷苓 中医师
TCM. Dr. Jinjuta Meesathien (Ye Zhi Ling)

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้