Last updated: 2 มี.ค. 2569 | 7 จำนวนผู้เข้าชม |
การแพทย์แผนจีนมีแนวคิดว่า เวลาที่ตับจะสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพสูงสุดมักอยู่ในช่วงเวลา 01:00–03:00 น. ซึ่งน่าสนใจตรงที่ว่าทำไมแพทย์แผนจีนจึงต้องกำหนดให้เป็นช่วงเวลานี้ แล้วหากนำเอาองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาอธิบาย เราจะทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างไร วันนี้เรามาหาคำตอบไปด้วยกันครับ
ก่อนอื่นเลยผมอยากให้ทุกท่านทำความรู้จักกับนาฬิกาโบราณของจีนกันเสียก่อน ที่จะมีการกำหนดชั่วโมงยามไว้ โดยทุกๆ 2 ชม.ก็จะทำการเปลี่ยนช่วงเวลาใหม่ 1 ครั้ง ทำให้ในอดีตเราจึงเรียกมันว่า 12 ชั่วโมงยาม ซึ่งต่างจากปัจจุบันที่เราใช้กัน 24 ชม. โดยในช่วง 01:00–03:00 น. ถูกจัดอยู่ในยาม “โฉ่ว” (丑时) ซึ่งช่วงเวลานี้มีสภาวะของความเงียบสงบ เป็นช่วงพลังงานลดลงต่ำสุด เข้าสู่ภาวะพักผ่อนเพื่อเตรียมพลังงานสำหรับวันใหม่และหากนำชั่วโมงยามนี้มาประยุกต์ใช้กับสุขภาพก็จะสามารถนำแนวคิดเรื่องของอวัยวะภายในของเรามากำหนดทิศทางในการดูแลตนเองตามช่วงเวลาได้ด้วยเช่นกัน เป็นที่น่าสังเกตว่าคนโบราณรู้จักประยุกต์ใช้ธรรมชาติเข้ากับการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดีและทำการรวบรวมข้อมูลจนสามารถนำมากำหนดทิศทางของอวัยวะนั้น ๆ ได้ว่าควรสัมพันธ์กับช่วงเวลาใดและอวัยวะใดทำงานได้ดีที่สุดในช่วงเวลานั้น ๆ หรืออาจไวต่อการถูกรบกวนจากปัจจัยต่าง ๆ มากที่สุด ซึ่งแนวคิดนี้สอดคล้องอย่างมากกับสิ่งที่วิทยาศาสตร์เรียกว่า circadian rhythm หรือนาฬิกาชีวภาพ 24 ชั่วโมงนั่นเอง และจากนี้ไปก็ถึงเวลาที่เราต้องมาหาคำตอบเรื่อชั่วโมงยามของ “ตับ” กันแล้วล่ะครับ
ตับ:อวัยวะที่มีนาฬิกาชีวภาพชัดเจนและซับซ้อนที่สุด
หากเราจะเลือกสักหนึ่งอวัยวะในร่างกายที่ “อ่อนไหวต่อเวลา” มากที่สุด ตับน่าจะติดอันดับต้น ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย โดยในมุมมองของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ตับไม่ใช่แค่โรงงานกำจัดสารพิษอย่างที่เราเข้าใจเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์ควบคุมการเผาผลาญ (metabolic hub) ที่ต้องทำงานสอดประสานกับนาฬิกาชีวภาพตลอด 24 ชั่วโมง จากงานวิจัยพบว่าตับมีนาฬิกาชีวภาพของตัวเอง (peripheral clock) ซึ่งควบคุมการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดสารพิษ การเผาผลาญน้ำตาลและไขมัน การสร้างน้ำดี การควบคุมการอักเสบและภูมิคุ้มกันและที่น่าสนใจคือกิจกรรมเหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเท่า ๆ กันตลอดทั้งวัน แต่มี “ช่วงเวลาที่เด่นชัด” โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนอีกด้วย
2. ทำไมช่วงกลางคืนจึงสำคัญต่อตับเป็นพิเศษ
ในช่วงที่ร่างกายเข้าสู่ภาวะการนอนหลับลึกระบบประสาทจะเปลี่ยนจากโหมด “สู้หรือหนี” (sympathetic) ไปสู่โหมด “ซ่อมแซมและฟื้นฟู” (parasympathetic) โดยอัตโนมัติ และถึงแม้ในทางวิทยาศาสตร์จะไม่ได้กำหนดชั่วโมงยามเหมือนกับนาฬิกาจีนโบราณและไม่มีเวลากำหนดตายตัวว่าต้องอยู่ในช่วงยาม 01:00–03:00 น. แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าอย่างไรเสียช่วงกลางคืน ณ เวลานั้นมักเป็นช่วงที่เมื่อเรานอนหลับไปแล้ว อุณหภูมิร่างกายจะลดลง อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง การใช้พลังงานโดยรวมลดต่ำและสมองหลั่งฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมเซลล์ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเงื่อนไขที่เหมาะสมอย่างยิ่งเพื่อให้ ตับหันไปโฟกัสงานเบื้องหลังแทนการรับมือกับอาหาร แอลกอฮอล์ หรือความเครียดจากภายนอกในช่วงกลางวัน และในภาวะนี้เอง ที่ตับจะสามารถกำจัดของเสียจากการเผาผลาญที่สะสมมาตลอดวัน ปรับสมดุลระดับน้ำตาลและไขมันและเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับวันถัดไปซึ่งเปรียบได้กับตับเป็น “โรงงานใหญ่ของเมือง” ที่กลางวันคือช่วงรับออร์เดอร์แต่กลางคืนคือช่วงปิดเมืองเพื่อล้างระบบ ซ่อมเครื่อง และรีเซ็ตใหม่ได้ง่ายนั่นเอง
3. แล้วทำไม “เวลาของตับ” ต้องเป็นช่วงตี 1–3 ?
ในตำราแพทย์แผนจีนเองได้กล่าวไว้ว่า ยามโฉ่ว (01:00–03:00) คือช่วงเวลาที่ตับทำหน้าที่สร้างเลือด เป็นช่วงที่พลัง หยางเตรียมตัว “ก่อกำเนิด” ขึ้นใหม่ หลังจากผ่านจุดต่ำสุดของคืนนั้นมาแล้ว ซึ่งสำหรับการแพทย์แผนจีนแล้ว ตับ มีหน้าที่เด่นหลักๆอยู่ 2 ประการคือการควบคุมการไหลเวียน การปรับสมดุล และการฟื้นฟู(主疏泄) และการเก็บควบคุมเลือด (藏血) ดังนั้นจึงเป็นช่วงเวลาของตับที่ทำหน้าที่ 2 ประการนี้ได้ดีที่สุด
อีกทั้งแพทย์แผนจีนมองว่า ช่วงยามโฉ่ว (01:00–03:00) เป็นช่วงที่ปัจจัยภายนอกรบกวนร่างกายน้อยที่สุด ไม่มีเสียงฆ้องดัง ไม่ได้ยินเสียงเกวียนลากไปมาหรือผู้คนพูดคุยกันเสียงดัง เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่เงียบและเหมาะสมที่ตับจะฟื้นฟูและทำงานได้ดีที่สุด เพราะหากเป็นช่วงยามอื่น เช่น 23:00–01:00 น. ร่างกายก็อาจจะยังได้รับสิ่งกระตุ้นจากภายนอกอยู่บ้าง หรือ ช่วง 03.00-05.00 น. พลังงานในร่างกายก็อาจพร้อมตื่นสำหรับใช้งานในตอนเช้าไปแล้ว ทำให้ตับไม่มีเวลาได้จัดการดูแลระบบภายในมากพอ ซึ่งเหตุผลดังกล่าว อาจไม่ได้มีหลักฐานชี้ชัดตายตัวว่าต้องเป็นช่วงเวลาทองเวลานี้เท่านั้นแต่อย่างใด แต่ก็สามารถคาดการณ์ได้ว่า ช่วงเวลากลางคืนเราควรปฏิบัติตนอย่างไรในการดูแลตับให้มีสุขภาพแข็งแรง
หากกล่าวในเชิงทฤษฎีแล้ว การกำหนดช่วงเวลาการทำงานของอวัยวะในการแพทย์แผนจีนสามารถอธิบายได้ภายใต้กรอบแนวคิดของทฤษฎีเส้นจิงลั่ว (经络学说) ซึ่งระบุว่า พลังชี่และเลือดมีการไหลเวียนตามวัฏจักรเวลา (子午流注) ผ่านเส้นจิงลั่วหลักทั้งสิบสอง โดยแต่ละช่วงเวลาสองชั่วโมงจะสอดคล้องกับการทำงานที่เด่นชัดของเส้นจิงลั่วเฉพาะระบบ ในบริบทนี้ ช่วง ยามโฉ่วที่กล่าวไป (01:00–03:00) ถูกจัดให้อยู่ในระยะเวลาของ เส้นจิงลั่วตับ (肝经) ซึ่งเชื่อว่ามีพลังชี่เคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งแนวคิดดังกล่าวยังสะท้อนถึงมุมมองเชิงพลวัตของการทำงานทางสรีรวิทยาในศาสตร์การแพทย์แผนจีน โดยมิได้มุ่งอธิบายอวัยวะในลักษณะกายวิภาคเชิงโครงสร้างเท่านั้น แต่เน้นการเปลี่ยนแปลงของสมดุลพลังงาน การควบคุมการไหลเวียนของชี่และเลือด ตลอดจนกลไกการปรับสมดุลภายในร่างกายตามจังหวะเวลาอีกด้วย
4. ถ้าเช่นนั้นแล้ว เราควรดูแลตับในเวลากลางคืนอย่างไร
ข่าวดีก็คือการดูแลตับไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการใช้ยาก็ได้นะครับ แต่ราสามารถเริ่มจากการจัดเวลาและพฤติกรรมให้สอดคล้องกับนาฬิกาชีวภาพกันเสียก่อน โดยสิ่งที่ทุกท่านพอจะทำได้และเป็นความรู้พื้นฐานที่อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อไม่ให้ตับของเราอ่อนแอไปมากกว่านี้ ได้แก่
เข้านอนเร็วหรืออย่างช้าที่สุดไม่เกินเที่ยงคืน
หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ช่วงดึก
งดการใช้หน้าจอและกิจกรรมกระตุ้นสมองก่อนนอน (ตับเปิดทวารที่ตา)
ให้ร่างกายเข้าสู่สภาวะสงบก่อนช่วงตี 1
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียง “การพักผ่อน” เท่านั้น แต่มันคือการเปิดพื้นที่เวลาให้ตับได้ทำงานฟื้นฟูของมันอย่างเต็มที่
ท้ายที่สุดแล้วแนวคิดเรื่อง “เวลาของตับ” ในช่วงตี 1–3 อาจไม่ใช่กฎตายตัวที่ต้องเคร่งครัดแบบจับเวลานาทีต่อนาที แต่เป็นกรอบความเข้าใจเรื่องจังหวะของชีวิตที่แพทย์แผนจีนได้สังเกตและถ่ายทอดไว้ตั้งแต่โบราณ ในปัจจุบันเมื่อองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เข้ามาอธิบาย เรากลับพบว่าตับเป็นอวัยวะที่อาศัยความสงบของยามค่ำคืนเพื่อซ่อมแซม ปรับสมดุล และฟื้นฟูร่างกายในเชิงลึกซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่แพทย์แผนจีนเรียกว่า การเก็บเลือดและการฟื้นฟูพลังชีวิต ดังนั้นการนอนหลับในเวลากลางคืนจึงไม่ใช่เพียงการพักผ่อนเพื่อให้หายง่วงเพียงอย่างเดียว แต่ยังคือการให้โอกาสตับได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ เพราะบางทีการดูแลสุขภาพอาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสิ่งที่ซับซ้อน เพียงแค่เราเข้านอนให้เร็วขึ้น ลดสิ่งรบกวนในยามค่ำคืนและฟังเสียงของร่างกายให้มากขึ้น มันก็อาจจะเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการดูแลตับและดูแลสุขภาพในระยะยาวได้อย่างยั่งยืนได้เช่นกัน
เพราะในความเงียบของยามค่ำคืนในคืนนั้น ร่างกายของเราเองก็กำลังทำงานหนักเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันใหม่…และตับเอง ก็เป็นหนึ่งในผู้ทำงานเบื้องหลังที่สำคัญที่สุดเช่นกัน
ข้อมูลอ้างอิง
1. Daniels LJ, Kay D, Marjot T, Hodson L, Ray DW. Circadian regulation of liver metabolism: experimental approaches in human, rodent, and cellular models. Am J Physiol Cell Physiol. 2023 Nov 1;325(5):C1158-C1177. doi: 10.1152/ajpcell.00551.2022. Epub 2023 Aug 29. PMID: 37642240; PMCID: PMC10861179.
2. Perez-Diaz-del-Campo N, Castelnuovo G, Caviglia GP, Armandi A, Rosso C, Bugianesi E. Role of Circadian Clock on the Pathogenesis and Lifestyle Management in Non-Alcoholic Fatty Liver Disease. Nutrients. 2022; 14(23):5053. https://doi.org/10.3390/nu14235053
3. B.D. Weger, C. Gobet, F.P.A. David, F. Atger, E. Martin, N.E. Phillips, A. Charpagne, M. Weger, F. Naef, & F. Gachon, Systematic analysis of differential rhythmic liver gene expression mediated by the circadian clock and feeding rhythms, Proc. Natl. Acad. Sci. U.S.A. 118 (3) e2015803118, https://doi.org/10.1073/pnas.2015803118 (2021).
4. Wang J, Cao M, Li S, Pei W, Li J, Wang Z. Circadian clock genes: Their influence on liver metabolism, disease development and treatment (Review). Mol Med Rep. 2026 Jan;33(1):3. doi: 10.3892/mmr.2025.13713. Epub 2025 Oct 17. PMID: 41104881; PMCID: PMC12555910.
__________________________________
บทความโดย
แพทย์จีน ต้นสกุล สังข์ทอง (หมอจีน ซ่ง เซียน เนี่ยน)
宋先念 中医师
TCM. Dr. Tonsakul Sungthong (Song Xian Nian)
2 มี.ค. 2569
2 มี.ค. 2569
2 มี.ค. 2569