Last updated: 31 ส.ค. 2569 | 11 จำนวนผู้เข้าชม |
คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจเคยสังเกตว่าลูกมีอาการกระพริบตาถี่ ย่นจมูก ยักไหล่ สะบัดคอ หรือส่งเสียงกระแอมในลำคอซ้ำ ๆ จนอดสงสัยไม่ได้ว่าเกิดจากความไม่สบายตัว ทำจนติดเป็นนิสัย หรือต้องการความสนใจเป็นพิเศษ แท้จริงแล้วอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ "โรคติกส์" นั่นเอง
1. โรคติกส์คืออะไร รู้ได้อย่างไรว่าอาการที่ลูกเป็นคือติกส์?
โรคติกส์ (Tic Disorder) คือ ความผิดปกติของพัฒนาการระบบประสาท (Neurodevelopmental disorder) ที่มีอาการของการเคลื่อนไหว (motor tic) หรือการเปล่งเสียง (vocal/phonic tic) ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เกิดขึ้นรวดเร็ว ซ้ำ ๆ เป็นจังหวะแบบไม่สม่ำเสมอ โดยผู้ป่วยมักควบคุมอาการได้เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น มักแสดงอาการในช่วงวัยเรียนถึงวัยรุ่นตอนต้น (อายุ 5-12 ปี) และอาจเป็นมากขึ้นในช่วงที่เด็กเครียด วิตกกังวล ตื่นเต้น หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ [1]
จากอาการข้างต้นหากลูกมีอาการเคลื่อนไหวผิดปกติบ่อยๆ เปล่งเสียงซ้ำๆเช่น กระพริบตา ย่นจมูก กระตุกศีรษะ ไอ กระแอม หรือส่งเสียงบางอย่างเป็นประจำและเป็นถี่มากขึ้นเมื่อมีปัจจัยอื่นมากระตุ้น หากมีอาการต่อเนื่องมีแนวโน้มที่จะเข้าข่ายอาการโรคติกส์ดังนั้นควรเข้ารับการปรึกษาและวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
2. โรคติกส์และกลุ่มอาการทูเร็ตต์ เหมือนกันหรือไม่?
โรคติกส์แบ่งออกเป็นหลายประเภท การวินิจฉัยขึ้นอยู่กับลักษณะของติกส์และระยะเวลาที่มีอาการ โดยทั่วไปแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักได้แก่ motor tic คืออาการกล้ามเนื้อกระตุก หรืออาการด้านการเคลื่อนไหว และ vocal tic ซึ่งเป็นอาการด้านการเปร่งเสียง โดยกลุ่มอาการดังกล่าวเด็กจะมีความผิดปกติทั้งด้านการเคลื่อนไหวและการเปร่งเสียงพร้อมกัน[2-3]
โดยตามเกณฑ์วินิจฉัย (DSM-5) เด็กที่จัดเป็น Tourette syndrome จะมีอาการดังต่อไปนี้[1]
-อาการด้านการเคลื่อนไหว (motor tics) กล้ามเนื้อกระตุกตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป
-มีอาการด้านการเปร่งเสียง (vocal tic) ร่วมด้วยอย่างน้อย 1 ชนิด
-อาการเป็นมานานกว่า 1 ปี
3. โรคติกส์ไม่ใช่ “นิสัย” และเด็กไม่ได้ตั้งใจทำ
จากข้อความข้างต้นที่กล่าวไปจะทราบได้ว่าโรคติกส์เกิดจากความความผิดปกติของพัฒนาการระบบประสาท และไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมที่ตั้งใจ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการให้ความรู้ความเข้าใจทั้งผู้ปกครอง คุณครูหรือผู้ดูแล ถึงความเป็นมาและอาการของโรค ซึ่งเด็กที่เป็นโรคติกส์ไม่ได้จงใจแสดงอาการ ไม่ได้ทำเพื่อเรียกร้องความสนใจ หรือดื้อ หากแต่เป็นเพราะพวกเขาไม่สามารถหยุดพฤติกรรมเหล่านี้ได้ การดุ ตำหนิ หรือบังคับให้หยุดทำอาจเพิ่มความเครียดให้เด็ก ส่งผลให้อาการติกส์รุนแรงขึ้นได้
4. อาการติกส์ “ขึ้น ๆ ลง ๆ” และเปลี่ยนรูปแบบได้
สิ่งที่ทำให้พ่อแม่กังวลมากคือบางช่วงลูกอาจมีอาการกระตุกมากบางช่วงน้อย กระตุกบริเวณหนึ่งหายแต่กลับเปลี่ยนบริเวณใหม่ นั่นเป็นเพราะอาการปกติของโรคติกส์จะสามารถเป็นเกือบทุกวันบางครั้งอาจเว้นระยะห่างออกไปแต่ไม่นานเกิน 3 เดือน[4] จะพบว่าอาจมีอาการติกส์กลับมาได้ใหม่และเมื่อเวลาผ่านไป อาจเปลี่ยนแปลงได้ทั้ง บริเวณของอาการกระตุก ชนิด ความถี่ และความรุนแรง โดยความเครียด ความเหนื่อยล้าหรือความเจ็บป่วยอาจไปกระตุ้นทำให้อาการเด่นชัดขึ้น ดังนั้นการสังเกตว่า อาการเกิดขึ้นเมื่อใด และมีปัจจัยใดกระตุ้น จะเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการประเมินและวางแผนดูแลเด็กต่อไป
5. โรคติกส์มีวิธีรักษาอย่างไร
• การดูแลและการปรับพฤติกรรม
หากอาการของโรคติกส์มีเพียงเล็กน้อยและไม่ได้รบกวนชีวิตประจำวัน เด็กบางคนอาจไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยา แต่อาจใช้การให้ความรู้แก่บุคคลรอบข้างและตัวเด็กเอง ไม่ดุหรือห้ามเรื่องอาการกระตุก ลดความเครียดความกดดันรอบตัว ลดเวลาการเล่นเกมหรือดูหน้าจอ ติดตามอาการ และให้กำลังใจ เสริมสร้างความมั่นใจ
• การรักษาทางการแพทย์
หากอาการของติกส์รุนแรงมากขึ้นจนรบกวนการเรียน การเข้าสังคม ทำให้เกิดความเจ็บปวด การบาดเจ็บ หรือสร้างความเครียด แพทย์อาจพิจารณาการรักษาเช่น การทานยา การบำบัดทางพฤติกรรม [CBIT (Comprehensive Behavioral Intervention for Tics)] [5]เป็นต้น
แพทย์แผนจีนมีมุมมองอย่างไรต่อโรคติกส์ในเด็ก
ในมุมมองแพทย์แผนจีน โรคติกส์จัดอยู่ในกลุ่มโรคม่านจิงฟง (慢惊风),ลมตับ(肝风)หรือโชวชู่(抽搐)มักเกี่ยวข้องกับตับ (肝) ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมเส้นเอ็น การเคลื่อนไหว ควบคุมการไหลเวียนของชี่และมีความสัมพันธ์กับอารมณ์ เมื่อมีภาวะชี่ติดขัด (气滞) ร่วมกับ เสมหะ (痰), ไฟ (火) หรือ ลมตับ (肝风) อาจทำให้เกิดการเคลื่อนไหวหรือเสียงที่ผิดปกติซ้ำ ๆ[6]
การฝังเข็มช่วยได้อย่างไร
การฝังเข็มเป็นวิธีรักษาตามศาสตร์การแพทย์แผนจีนโดยใช้จุดฝังเข็มต่างๆตามศีรษะและร่างกาย ตามทฤษฎีระบบเส้นลมปราณโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นอีกทางเลือกเสริมสำหรับการรักษาโรคติกส์ในเด็กเพื่อช่วยลดความรุนแรงของอาการ โดยการฝังเข็มสามารถปรับการไหลเวียนของชี่ สงบลมตับ สลายเสมหะ ลดความร้อน สงบจิตใจและเสิน ปรับสมดุลการทำงานของอวัยวะโดยเฉพาะ ตับ ม้าม และหัวใจเพื่อช่วยลดอาการกระตุกผ่านการปรับสมดุลร่างกาย โดยการรักษาสามารถทำควบคู่ไปกับการรักษาของแพทย์แผนปัจจุบันได้
“สิ่งที่ลูกต้องการมากที่สุดไม่ใช่การถูกบอกให้หยุดอาการติกส์ แต่คือความเข้าใจว่าอาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยความตั้งใจของเขา” การให้ความรู้แก่เด็ก ครอบครัว และโรงเรียนมีความสำคัญอย่างมาก เพราะช่วยลดการตีตราและทำให้เด็กสามารถใช้ชีวิต เรียน และเข้าสังคมได้อย่างเหมาะสม ดังนั้นเด็กควรได้รับการตรวจประเมินและการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมปรับสภาพแวดล้อมการดูแลด้านอารมณ์ ควบคู่กับการพักผ่อนที่เพียงพอ จะสามารถช่วยให้เด็กที่เป็นโรคติกส์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้
เอกสารอ้างอิง
1. American Psychiatric Association. Diagnostic and statistical manual of mental disorders (5th ed.).2023.
2. Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Prevalence of diagnosed Tourette syndrome in persons aged 6-17 years—United States, 2007.
3. Shapiro AK, Shapiro ES, Young JG, et al. Gilles de la Tourette Syndrome. 2nd ed. New York : Raven,1988.
4. Piyasilsin W, Plabpluakan R, Amornthat V. Clinical characteristics of Tourette's disorder in Thai children. Journal of the Psychiatric Association of Thailand. 2001;46(3):187-194.
5. American Academy of Neurology (AAN). Practice Guideline Recommendations: Treatment of Tics in People with Tourette Syndrome and Chronic Tic Disorders. 2019; reaffirmed 2025.
6. Wang SC, Yu JE. Pediatrics of Traditional Chinese Medicine. Beijing: China Press of Traditional Chinese Medicine; 2012.
______________________________________________
บทความโดย
แพทย์จีน สุกัญญา เสรีรักษ์จุฑารังษี (หมอจีน โจว เยว่ หง)
周月虹 中医师
TCM. Dr. Sukanya Serirukchutarungsee (Zhou Yue Hong)
ใบประกอบโรคศิลปะ พจ.1445
แผนกฝังเข็ม
คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ
5 พ.ค. 2569
31 ส.ค. 2569
31 ส.ค. 2569