Last updated: 4 ก.ย. 2569 | 20 จำนวนผู้เข้าชม |
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้การส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคในผู้สูงอายุกลายเป็นประเด็นสำคัญของระบบสาธารณสุข แนวคิดการดูแลสุขภาพในปัจจุบันมิได้มุ่งเน้นเพียงการรักษาโรคเมื่อเกิดขึ้นแล้ว แต่ให้ความสำคัญกับการป้องกัน การชะลอความเสื่อมของร่างกาย และการคงไว้ซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว การแพทย์แผนจีนเป็นศาสตร์การแพทย์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีแนวคิดด้านการส่งเสริมสุขภาพที่สอดคล้องกับการดูแลผู้สูงอายุ โดยให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลของร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตได้อย่างแข็งแรงและพึ่งพาตนเองได้นานที่สุด
แนวคิดของการแพทย์แผนจีน
ตามแนวคิดของการแพทย์แผนจีน ความชราเป็นกระบวนการตามธรรมชาติของชีวิต เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น พลังพื้นฐานของร่างกายหรือ “จิง (精,Essence)” ที่สะสมอยู่ในไตจะค่อยๆลดลง สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตามวัย เช่น ความแข็งแรงของกระดูกและเส้นเอ็น การเคลื่อนไหว และสมรรถภาพโดยรวมที่ลดลงด้วย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายประการ เช่น ข้อเสื่อม กล้ามเนื้ออ่อนแรง การทรงตัวลดลง ความจำเสื่อมถอย รวมถึงการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ มีประสิทธิภาพลดลง แนวคิดดังกล่าวอยู่ในคัมภีร์หวงตี้เน่ยจิง (Huangdi Neijing) ที่กล่าวว่า เมื่ออายุเพิ่มขึ้น พลังชีวิตจะค่อย ๆ ลดลง ซึ่งถือเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ดังนั้น การดูแลสุขภาพจึงควรมุ่งเน้นการบำรุงชี่พื้นฐานของร่างกายส่งเสริมสุขภาพและชะลอความเสื่อมที่เกิดขึ้นตามวัย มากกว่าการรอให้เกิดโรคแล้วจึงเข้ารับการรักษา
แนวคิดหย่างเซิงในศาสตร์การแพทย์แผนจีน
หัวใจสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน คือแนวคิด “หย่างเซิง” (养生) หรือการดูแลส่งเสริมชีวิต ซึ่งเป็นการบำรุงรักษาสุขภาพเพื่อส่งเสริมสมดุลของร่างกายและจิตใจ และลดปัจจัยที่อาจนำไปสู่การเจ็บป่วย โดยให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลของร่างกายในทุกด้าน ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การรับประทานอาหารที่หลากหลาย ย่อยง่าย และเหมาะสมกับวัย การพักผ่อนอย่างเพียงพอและนอนหลับเป็นเวลา การควบคุมอารมณ์ให้สงบผ่อนคลาย และการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของชี่และเลือด แนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการดูแลสุขภาพมิใช่เพียงการรักษาอวัยวะที่ผิดปกติ แต่เป็นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่เชื่อมโยงทั้งร่างกาย จิตใจ และวิถีชีวิตเข้าด้วยกัน
ศาสตร์การแพทย์แผนจีนยังให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคมากกว่าการรักษาโรค โดยเชื่อว่าหากสามารถรักษาสมดุลของร่างกายไว้ได้ จะช่วยชะลอการเสื่อม ลดโอกาสการเกิดโรค และลดภาวะแทรกซ้อนในผู้สูงอายุ เนื่องจากเมื่อเกิดโรคแล้ว ผู้สูงอายุมักมีการฟื้นตัวช้ากว่าวัยอื่น การรักษาใช้เวลานานและมีความซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้น เป้าหมายสำคัญของการดูแลสุขภาพจึงมิใช่เพียงการมีอายุยืนยาว แต่เป็นการมีชีวิตที่ยืนยาวควบคู่กับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถช่วยเหลือตนเองและดำเนินกิจวัตรประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หลักการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุในศาสตร์การแพทย์แผนจีน

หลักการสำคัญคือ “ดูแลทั้งร่างกายและจิตใจไปพร้อมกัน”
หลักที่ 1 บำรุงไต โดยคำนึงถึงสภาวะร่างกายของแต่ละบุคคล เนื่องจากในศาสตร์การแพทย์แผนจีน ไตมีความสัมพันธ์กับจิงและถือเป็นรากฐานของชีวิต การดูแลจึงเน้นการพักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่หักโหม และรับประทานอาหารอย่างเหมาะสม
หลักที่ 2 กระตุ้นการไหลเวียนชี่และเลือด เมื่ออายุมากขึ้นการเคลื่อนไหวร่างกายที่ลดลงอาจส่งผลต่อสมรรถภาพทางกายและการไหลเวียนของร่างกาย ดังนั้นจึงควรขยับร่างกายอย่างสม่ำเสมอตามความเหมาะสม
หลักที่ 3 ดูแลระบบย่อยอาหาร ตามทฤษฎีการแพทย์แผนจีน ม้ามและกระเพาะอาหาร มีบทบาทสำคัญในการย่อยและแปรเปลี่ยนอาหารเพื่อสร้างชี่และเลือด หากระบบย่อยอาหารไม่ดี ร่างกายจะอ่อนแรงง่าย
หลักที่ 4 ปรับสมดุลอารมณ์ทั้งห้า โดยเฉพาะความเครียดเรื้อรังส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง เช่น นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร คุณภาพชีวิตหรืออาการปวดเรื้อรัง
หลักที่ 5 ปรับตามฤดูกาล เช่น หน้าหนาวควรรักษาความอบอุ่นในร่างกาย หลีกเลี่ยงลมเย็น เพื่อป้องกันอาการปวดกำเริบ หลักการดูแลสุขภาพแบบแพทย์แผนจีนจึงเป็นการดูแลแบบองค์รวม ไม่แยกอวัยวะ แต่ดูทั้งระบบร่วมกัน
นอกจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตแล้ว การกดจุดด้วยตัวเองเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สามารถนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพด้วยตนเองในผู้สูงอายุได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นวิธีที่โดยทั่วไปสามารถทำได้ง่าย แต่ควรใช้แรงกดอย่างเหมาะสม และผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวหรือมีข้อจำกัดด้านสุขภาพควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน ตัวอย่างจุดสำคัญ ได้แก่
1. จุดเหอกู่ (合谷) เป็นจุดสำคัญที่ใช้ในทฤษฎีการแพทย์แผนจีน โดยมักนำมาประยุกต์ใช้ในการดูแลอาการปวดและอาการที่เกิดบริเวณศีรษะและใบหน้า
2. จุดจู๋ซานหลี่ (足三里) เป็นจุดสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการดูแลม้ามและกระเพาะอาหาร และมักนำมาใช้ในแนวทางการบำรุงชี่และดูแลระบบทางเดินอาหารตามทฤษฎีการแพทย์แผนจีน นอกจากนี้มักได้รับการกล่าวถึงในตำราและการสื่อสารด้านการแพทย์แผนจีนว่าเป็นจุดอายุวัฒนะอีกด้วย

3. จุดไท่ซี (太溪) เป็นจุดสำคัญที่ใช้ในทฤษฎีการแพทย์แผนจีนในการดูแลภาวะที่เกี่ยวข้องกับไต โดยการเลือกใช้ควรพิจารณาตามสภาวะของแต่ละบุคคล

4. จุดซานอินเจียว (三阴交) เป็นจุดที่เกี่ยวข้องกับเส้นลมปราณของตับ ม้าม และไต และมักนำมาประยุกต์ใช้ในการดูแลภาวะต่าง ๆ ตามทฤษฎีการแพทย์แผนจีน

5. จุดเน่ยกวน (内关) เป็นจุดสำคัญที่ใช้ในทฤษฎีการแพทย์แผนจีน โดยมักนำมาประยุกต์ใช้กับอาการที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและทรวงอก รวมถึงอาการคลื่นไส้และอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหารบางประการ และในทางทฤษฎีการแพทย์แผนจีนยังมีการนำมาใช้เพื่อปรับภาวะทางอารมณ์และจิตใจอีกด้วย
บทบาทของการแพทย์แผนจีนในการดูแลผู้สูงอายุจึงมิได้จำกัดอยู่เพียงการรักษาโรค แต่ครอบคลุมถึงการประเมินภาวะสุขภาพแบบองค์รวม การให้คำแนะนำด้านโภชนาการ การปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิต การฝังเข็ม การใช้สมุนไพรตามการเปี้ยนเจิ้งและการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลตนเองได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ แนวทางการดูแลดังกล่าวควรดำเนินควบคู่กับการแพทย์แผนปัจจุบันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคเรื้อรังหลายโรคร่วมกัน การบูรณาการองค์ความรู้ทั้งสองศาสตร์สามารถช่วยให้การดูแลสุขภาพมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้สูงอายุได้อย่างครอบคลุม
บทสรุปและข้อเสนอแนะ
แนวคิดการดูแลผู้สูงอายุตามศาสตร์การแพทย์แผนจีนให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพตั้งแต่ก่อนเกิดโรค ผ่านการปรับอาหาร การพักผ่อน การเคลื่อนไหว การดูแลอารมณ์ และการดำเนินชีวิตให้เหมาะสมกับสภาวะของแต่ละบุคคล เป้าหมายมิใช่เพียงการมีอายุยืน แต่คือการคงไว้ซึ่งสุขภาพ คุณภาพชีวิต และความสามารถในการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและพึ่งพาตนเองได้ให้นานที่สุด
เอกสารอ้างอิง
- บทความนี้เป็นการสรุปจากการบรรยาย เรื่อง สูงวัยด้วยสุขภาพดีกับการแพทย์แผนจีน ในงานมหกรรมสมุนไพรไทย 2569 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569
- Huangdi Neijing. Suwen: Shanggu Tianzhen Lun (上古天真论)
- Dear D. Chinese Yangsheng: Self-help and Self-image. Asian Medicine. 2012
- World Health Organization. Healthy ageing and functional ability. Geneva: World Health Organization; 2020.
______________________________________________
บทความโดย
แพทย์จีนริฟฮาน ยูโซะ (หมอจีน หลัว หรู ซาน)
罗如珊 中医师
TCM. Dr. Rifhan Yusoh (Luo Ru Shan)
เลขที่ใบประกอบโรคศิลปะ พจ.464
แผนกฝังเข็ม
คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ
2 ก.ย. 2569
4 ก.ย. 2569
4 ก.ย. 2569