สูงวัยอย่างสมดุล ตามแนวคิดแพทย์แผนจีน

Last updated: 4 ก.ย. 2569  |  13 จำนวนผู้เข้าชม  | 

สูงวัยอย่างสมดุล ตามแนวคิดแพทย์แผนจีน

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้การส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคในผู้สูงอายุกลายเป็นประเด็นสำคัญของระบบสาธารณสุข แนวคิดการดูแลสุขภาพในปัจจุบันมิได้มุ่งเน้นเพียงการรักษาโรคเมื่อเกิดขึ้นแล้ว แต่ให้ความสำคัญกับการป้องกัน การชะลอความเสื่อมของร่างกาย และการคงไว้ซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว การแพทย์แผนจีนเป็นศาสตร์การแพทย์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีแนวคิดด้านการส่งเสริมสุขภาพที่สอดคล้องกับการดูแลผู้สูงอายุ โดยให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลของร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตได้อย่างแข็งแรงและพึ่งพาตนเองได้นานที่สุด


แนวคิดของการแพทย์แผนจีน

ตามแนวคิดของการแพทย์แผนจีน ความชราเป็นกระบวนการตามธรรมชาติของชีวิต เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น พลังพื้นฐานของร่างกายหรือ “จิง (精,Essence)” ที่สะสมอยู่ในไตจะค่อยๆลดลง สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตามวัย เช่น ความแข็งแรงของกระดูกและเส้นเอ็น การเคลื่อนไหว และสมรรถภาพโดยรวมที่ลดลงด้วย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายประการ เช่น ข้อเสื่อม กล้ามเนื้ออ่อนแรง การทรงตัวลดลง ความจำเสื่อมถอย รวมถึงการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ มีประสิทธิภาพลดลง แนวคิดดังกล่าวอยู่ในคัมภีร์หวงตี้เน่ยจิง (Huangdi Neijing) ที่กล่าวว่า เมื่ออายุเพิ่มขึ้น พลังชีวิตจะค่อย ๆ ลดลง ซึ่งถือเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ดังนั้น การดูแลสุขภาพจึงควรมุ่งเน้นการบำรุงชี่พื้นฐานของร่างกายส่งเสริมสุขภาพและชะลอความเสื่อมที่เกิดขึ้นตามวัย มากกว่าการรอให้เกิดโรคแล้วจึงเข้ารับการรักษา


แนวคิดหย่างเซิงในศาสตร์การแพทย์แผนจีน



หัวใจสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน คือแนวคิด “หย่างเซิง” (养生) หรือการดูแลส่งเสริมชีวิต ซึ่งเป็นการบำรุงรักษาสุขภาพเพื่อส่งเสริมสมดุลของร่างกายและจิตใจ และลดปัจจัยที่อาจนำไปสู่การเจ็บป่วย โดยให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลของร่างกายในทุกด้าน ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การรับประทานอาหารที่หลากหลาย ย่อยง่าย และเหมาะสมกับวัย การพักผ่อนอย่างเพียงพอและนอนหลับเป็นเวลา การควบคุมอารมณ์ให้สงบผ่อนคลาย และการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของชี่และเลือด แนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการดูแลสุขภาพมิใช่เพียงการรักษาอวัยวะที่ผิดปกติ แต่เป็นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่เชื่อมโยงทั้งร่างกาย จิตใจ และวิถีชีวิตเข้าด้วยกัน


ศาสตร์การแพทย์แผนจีนยังให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคมากกว่าการรักษาโรค โดยเชื่อว่าหากสามารถรักษาสมดุลของร่างกายไว้ได้ จะช่วยชะลอการเสื่อม ลดโอกาสการเกิดโรค และลดภาวะแทรกซ้อนในผู้สูงอายุ เนื่องจากเมื่อเกิดโรคแล้ว ผู้สูงอายุมักมีการฟื้นตัวช้ากว่าวัยอื่น การรักษาใช้เวลานานและมีความซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้น เป้าหมายสำคัญของการดูแลสุขภาพจึงมิใช่เพียงการมีอายุยืนยาว แต่เป็นการมีชีวิตที่ยืนยาวควบคู่กับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถช่วยเหลือตนเองและดำเนินกิจวัตรประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ


หลักการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุในศาสตร์การแพทย์แผนจีน


หลักการสำคัญคือ “ดูแลทั้งร่างกายและจิตใจไปพร้อมกัน”

หลักที่ 1 บำรุงไต โดยคำนึงถึงสภาวะร่างกายของแต่ละบุคคล เนื่องจากในศาสตร์การแพทย์แผนจีน ไตมีความสัมพันธ์กับจิงและถือเป็นรากฐานของชีวิต การดูแลจึงเน้นการพักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่หักโหม และรับประทานอาหารอย่างเหมาะสม

หลักที่ 2 กระตุ้นการไหลเวียนชี่และเลือด เมื่ออายุมากขึ้นการเคลื่อนไหวร่างกายที่ลดลงอาจส่งผลต่อสมรรถภาพทางกายและการไหลเวียนของร่างกาย ดังนั้นจึงควรขยับร่างกายอย่างสม่ำเสมอตามความเหมาะสม

หลักที่ 3 ดูแลระบบย่อยอาหาร ตามทฤษฎีการแพทย์แผนจีน ม้ามและกระเพาะอาหาร มีบทบาทสำคัญในการย่อยและแปรเปลี่ยนอาหารเพื่อสร้างชี่และเลือด หากระบบย่อยอาหารไม่ดี ร่างกายจะอ่อนแรงง่าย

หลักที่ 4 ปรับสมดุลอารมณ์ทั้งห้า โดยเฉพาะความเครียดเรื้อรังส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง เช่น นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร คุณภาพชีวิตหรืออาการปวดเรื้อรัง

หลักที่ 5 ปรับตามฤดูกาล เช่น หน้าหนาวควรรักษาความอบอุ่นในร่างกาย หลีกเลี่ยงลมเย็น เพื่อป้องกันอาการปวดกำเริบ หลักการดูแลสุขภาพแบบแพทย์แผนจีนจึงเป็นการดูแลแบบองค์รวม ไม่แยกอวัยวะ แต่ดูทั้งระบบร่วมกัน

นอกจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตแล้ว การกดจุดด้วยตัวเองเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สามารถนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพด้วยตนเองในผู้สูงอายุได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นวิธีที่โดยทั่วไปสามารถทำได้ง่าย แต่ควรใช้แรงกดอย่างเหมาะสม และผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวหรือมีข้อจำกัดด้านสุขภาพควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน ตัวอย่างจุดสำคัญ ได้แก่ 

1. จุดเหอกู่ (合谷) เป็นจุดสำคัญที่ใช้ในทฤษฎีการแพทย์แผนจีน โดยมักนำมาประยุกต์ใช้ในการดูแลอาการปวดและอาการที่เกิดบริเวณศีรษะและใบหน้า



2. จุดจู๋ซานหลี่ (足三里) เป็นจุดสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการดูแลม้ามและกระเพาะอาหาร และมักนำมาใช้ในแนวทางการบำรุงชี่และดูแลระบบทางเดินอาหารตามทฤษฎีการแพทย์แผนจีน นอกจากนี้มักได้รับการกล่าวถึงในตำราและการสื่อสารด้านการแพทย์แผนจีนว่าเป็นจุดอายุวัฒนะอีกด้วย



3. จุดไท่ซี (太溪) เป็นจุดสำคัญที่ใช้ในทฤษฎีการแพทย์แผนจีนในการดูแลภาวะที่เกี่ยวข้องกับไต โดยการเลือกใช้ควรพิจารณาตามสภาวะของแต่ละบุคคล



4. จุดซานอินเจียว (三阴交) เป็นจุดที่เกี่ยวข้องกับเส้นลมปราณของตับ ม้าม และไต และมักนำมาประยุกต์ใช้ในการดูแลภาวะต่าง ๆ ตามทฤษฎีการแพทย์แผนจีน



5. จุดเน่ยกวน (内关) เป็นจุดสำคัญที่ใช้ในทฤษฎีการแพทย์แผนจีน โดยมักนำมาประยุกต์ใช้กับอาการที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและทรวงอก รวมถึงอาการคลื่นไส้และอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหารบางประการ และในทางทฤษฎีการแพทย์แผนจีนยังมีการนำมาใช้เพื่อปรับภาวะทางอารมณ์และจิตใจอีกด้วย



บทบาทของการแพทย์แผนจีนในการดูแลผู้สูงอายุจึงมิได้จำกัดอยู่เพียงการรักษาโรค แต่ครอบคลุมถึงการประเมินภาวะสุขภาพแบบองค์รวม การให้คำแนะนำด้านโภชนาการ การปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิต การฝังเข็ม การใช้สมุนไพรตามการเปี้ยนเจิ้งและการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลตนเองได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ แนวทางการดูแลดังกล่าวควรดำเนินควบคู่กับการแพทย์แผนปัจจุบันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคเรื้อรังหลายโรคร่วมกัน การบูรณาการองค์ความรู้ทั้งสองศาสตร์สามารถช่วยให้การดูแลสุขภาพมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้สูงอายุได้อย่างครอบคลุม

บทสรุปและข้อเสนอแนะ

แนวคิดการดูแลผู้สูงอายุตามศาสตร์การแพทย์แผนจีนให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพตั้งแต่ก่อนเกิดโรค ผ่านการปรับอาหาร การพักผ่อน การเคลื่อนไหว การดูแลอารมณ์ และการดำเนินชีวิตให้เหมาะสมกับสภาวะของแต่ละบุคคล เป้าหมายมิใช่เพียงการมีอายุยืน แต่คือการคงไว้ซึ่งสุขภาพ คุณภาพชีวิต และความสามารถในการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและพึ่งพาตนเองได้ให้นานที่สุด


เอกสารอ้างอิง

- บทความนี้เป็นการสรุปจากการบรรยาย เรื่อง สูงวัยด้วยสุขภาพดีกับการแพทย์แผนจีน ในงานมหกรรมสมุนไพรไทย 2569 เมื่อวันที่ 3  กรกฎาคม 2569
- Huangdi Neijing. Suwen: Shanggu Tianzhen Lun (上古天真论)
- Dear D. Chinese Yangsheng: Self-help and Self-image. Asian Medicine. 2012
- World Health Organization. Healthy ageing and functional ability. Geneva: World Health Organization; 2020.

______________________________________________

บทความโดย
แพทย์จีนริฟฮาน ยูโซะ (หมอจีน หลัว หรู ซาน)
罗如珊  中医师
TCM. Dr. Rifhan Yusoh (Luo Ru Shan)
เลขที่ใบประกอบโรคศิลปะ พจ.464
แผนกฝังเข็ม
คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้