การรมยาด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน

การรมยาด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน

การรมยา (Moxibustion) เป็นวิธีการใช้สมุนไพร หรือ “อ้ายเย่" เพราะมีกลิ่นฉุน จุดติดไฟง่าย เพื่อให้เกิดความร้อนบนจุดหรือตำแหน่งที่แน่นอนบนร่างกาย เป็นการรักษา ป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพ วิธีการนี้มีการใช้มานานหลายศตวรรษ ดังได้กล่าวไว้ในคัมภีร์โบราณว่า

"โรคที่ไม่สามารถรักษาได้ด้วยการฝังเข็มอาจรักษาได้ด้วยการรมยา"

"เมื่อโรคไม่ตอบสนองต่อการใช้ยาหรือการฝังเข็ม ควรเปลี่ยนมาใช้การรมยา"

 

หมอจีนใช้อะไรในการรมยา ?
สมุนไพรที่นำมาใช้ในการรมยา ทำมาจากอ้ายเย่ ซึ่งเป็นพืชในตระกูลดาวเรือง มีหลากหลายสายพันธุ์ ส่วนที่นำมาใช้คือ ใบ และเรือนยอด นำมาตากแดดให้แห้งแล้วบดเป็นผง โดยคุณสมบัติความร้อนทำให้เกิดความอบอุ่นและคลายจากการอุดตัน กำจัดความเย็นและความชื้นออกจากเส้นลมปราณ 


แสดงลักษณะต้นและใบของอ้ายเยว่

กลิ่นฉุนของอ้ายเย่สามารถทะลวงเส้นลมปราณเพื่อควบคุมการไหลเวียนของเลือดและลมปราณให้เป็นปกติ นอกจากนี้ความร้อนที่เกิดขึ้นจะไม่สูงและจะค่อยๆส่งผ่านเข้าไปได้ลึกจนถึงชั้นกล้ามเนื้อ ซึ่งหากใช้วัสดุชนิดอื่นมาเผาแทน ผู้ป่วยจะไม่สามารถทนความร้อนได้ และผลการรักษาก็ไม่ดีเท่ากับที่ใช้สมุนไพรชนิดนี้



สรรพคุณของการรมยา

1. อบอุ่นเส้นลมปราณและขจัดความชื้น
ความผิดปกติของการไหลเวียนของเลือดและลมปราณมักเกิดจากความเย็นความร้อนที่มากเกินไป ความเย็นทำให้การไหลเวียนช้าลงและเกิดการติดขัดขึ้น ในขณะที่ความร้อนจะทำให้การไหลเวียนพุ่งเร็ว

การรมยาช่วยอบอุ่นเส้นลมปราณ กระตุ้นการไหลเวียนเลือด ใช้ในการรักษาโรคที่เกิดจากความเย็น ความชื้น และโรคเรื้อรังที่มีสาเหตุจากความเย็นเข้าไปกระทบกล้ามเนื้อ

การใช้เข็มอุ่น หรือ Moxibustion with warmed needles แพทย์จีนจะปักเข็มลงบนจุดบนตัวคนไข้ จากนั้นใช้โกฐเสียบบนหางเข็มแล้วจึงจุดไฟ ความร้อนจะถ่ายทอดลงไปตามเข็ม ช่วยอบอุ่นเส้นลมปราณ ทำให้เลือดและลมปราณไหลเวียนดีขึ้น มักใช้ในกลุ่มอาการปวดข้อจากความเย็น อาการชาและแขนขาอ่อนแรง


(ภาพการรักษาที่เรียกว่า การใช้เข็มอุ่น : Moxibustion with warmed needles)


2. เพื่อให้เลือดและลมปราณไหลเวียนอย่างราบรื่น
การรมยา ช่วยทำให้เลือดและลมปราณไหลขึ้นบนและลงล่าง ตัวอย่างเช่น หมอจีนรมยาที่จุดหย่งเฉวียน เพื่อรักษาโรคแกร่งในส่วนบนและพร่องที่ส่วนล่างของร่างกาย และโรคหยางของตับไหลขึ้นบนมากเกินไป  "เมื่อเกิดลมปราณแกร่งในส่วนบนของร่างกาย ควรชักนำลมปราณลงเบื้องล่าง โดยการบำรุงที่ส่วนล่างของร่างกาย" ขณะที่หากเกิดภาวะพร่องในส่วนบนและภาวะแกร่งในส่วนล่างของร่างกาย ทำให้ชี่ตกจากภาวะพร่องแล้วเกิดโรค เช่น มดลูกหย่อน ถ่ายเหลวเรื้อรัง การรมยาที่จุดไป่หุ้ย จะช่วยชักนำหยางชี่ขึ้นสู่เบื้องบนเพื่อรักษาโรคดังกล่าว












3. รมยาช่วยป้องกันโรคและเสริมสร้างสุขภาพ

"ถ้าต้องการมีสุขภาพดี ควรรมยาที่จู๋ซานหลี่เป็นประจำ"

"ถ้าคนที่มีสุขภาพดี รมยาที่จุดกวานเอวี๋ยน ชี่ไห่ มิ่งเหมิน และจงหว่าน" อย่างสม่ำเสมอ เขาจะมีชีวิตยืนยาว จากการปฏิบัติการทางคลินิกพบว่า การรมยาช่วยป้องกันโรคและสร้างเสริมสุขภาพได้อย่างดี














4. อบอุ่นเส้นลมปราณกระจายความเย็น 
 รักษาโรคความเย็นอุดกั้นทำให้เกิดอาการติดขัด เช่น อาการปวดต่างๆ โรคปวดประจำเดือน ประจำเดือนไม่มา ปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายบิด

5. พยุงพลังหยางป้องกันอาการอวัยวะภายในหย่อน  รักษากับผู้ป่วยที่มีร่างกายอ่อนแอ พลังหยางไม่มีแรงดึงรั้ง  เช่น น้ำกามเคลื่อน มดลูกหย่อน ตกเลือด ตกขาว ท้องเสียเรื้อรัง มีเสมหะความชื้นภายใน

6. สลายก้อนขับอาการคั่งค้าง  มักใช้รักษาผู้ป่วยที่มีภาวะพลังชี่และเลือดติดขัดเช่น ฝีเต้านมระยะแรก

7. เสริมบำรุงร่างกาย  เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานโรคและป้องกันโรคระบาดในช่วงเปลี่ยนฤดู เช่น ไข้หวัด




ในทางทฤษฎีศาสตร์การแพทย์แผนจีน เชื่อว่า การรมยาสามารถปรับสมดุลอินหยาง ปรับสมดุลพลังชี่และเลือด  อบอุ่นขับเคลื่อนเส้นลมปราณ บำรุงพลังชี่และขจัดพิษภายในร่างกาย,กระตุ้นการไหลเวียนของพลังและเส้นลมปราณ พยุงหยาง รวมไปถึงช่วยในเรื่องความงาม และการดูแลสุขภาพอีกด้วย

กระบวนการรมยาจะขึ้นอยู่กับขนาดของกรวยโกฐและเวลาที่ใช้ โดยทั่วไปจะขึ้นกับโรคอาการ อายุของผู้ป่วย และตำแหน่งจุดที่จะใช้ โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 10-20 นาที



 

 ข้อห้ามและข้อควรระวังในการรมยา
โรคกลุ่มอาการแกร่งและโรคกลุ่มความร้อน (รวมถึงอาการไข้สูงจากโรคหวัดและกลุ่มอาการร้อนจากอินพร่อง)  ถึงแม้ว่าความร้อนจากการรมโกฐจะไม่มาก แต่อาจเกิดผลเสียขึ้นได้ในผู้ป่วยกลุ่มนี้

ตามปกติแพทย์จีนจะไม่ทำการรมยาบริเวณใบหน้าและศีรษะ หรือ บริเวณที่อยู่บนเส้นเลือดขนาดใหญ่และบริเวณที่อยู่ใกล้อวัยวะสำคัญ เช่น ใกล้ดวงตา และจะไม่ทำการรมยาบริเวณท้องและหลังในหญิงตั้งครรภ์ 

กรณีผู้ป่วยที่หมดสติ แขนขาชา อัมพาต สามารถทำได้แต่ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์จีนและรักษาด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ



อาการที่อาจเกิดขึ้นหลังการรมยา

1. ขณะรมยา ควรจะมีความรู้สึกอุ่นร้อนเล็กน้อยบริเวณที่ทำการรมยา ถ้ามีอาการร้อน ลวก หรือแสบผิวหนัง ให้เรียกแพทย์หรือผู้ช่วยแพทย์ทันที

2. ในบางรายหลังการรมยา อาจมีตุ่มน้ำพอง ไม่ควรทำการเจาะเอาถุงน้ำออกเอง ให้ท่านทำความสะอาดร่างกายตามปกติ ซับบริเวณที่มีอาการพองให้แห้ง แล้วกลับมาพบแพทย์

3. หลังรมยาแล้วเมื่อกลับไปถ้าท่านรู้สึกแสบร้อนมีรอยแดงที่ผิวหนังบริเวณที่รมยา ให้ท่านประคบเย็นบริเวณดังกล่าว หรือทาเจลว่านหางจรเข้ จะสามารถบรรเทาอาการแสบร้อนและป้องกันอาการพองของผิวหนังได้


 

บทความโดย แพทย์จีน รติกร อุดมไพบูลย์วงศ์ (เวิน เจิน ฮุ่ย)
แผนกฝังเข็ม


ข้อมูลอ้างอิง : หนังสือการฝังเข็มรมยา เล่ม 1
กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
กระทรวงสาธารณสุข
ISBN 978-974-16-0789-1


หมายเหตุ : เอกสารนี้เป็นลิขสิทธิ์และทรัพท์สินทางปัญญาของคลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว
ใช้เผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานความรู้แก่ประชาชน  ห้ามมิให้คัดลอกในเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาตทุกกรณี


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง