Last updated: 20 ส.ค. 2569 | 18 จำนวนผู้เข้าชม |
อาการที่มีน้ำปัสสาวะเล็ดซึมออกมาเวลาที่แรงดันในหน้าท้องเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน ไม่ว่าจะเป็นตอนไอ จาม หัวเราะ หรือยกของหนัก ทางการแพทย์เรียกว่า ภาวะไอจามแล้วมีปัสสาวะเล็ด (Stress Urinary Incontinence) ภาวะนี้มีสาเหตุหลักมาจากเนื้อเยื่อรอบท่อปัสสาวะและกล้ามเนื้อพยุงอุ้งเชิงกรานเสื่อมสภาพ หย่อนยาน หรือฝ่อลง ทำให้หูรูดต้านทานแรงดันไม่ไหว เมื่อกระเพาะปัสสาวะถูกกดจากแรงดันในช่องท้องที่เพิ่มขึ้น น้ำปัสสาวะจึงเล็ดออกมา ปัญหานี้พบได้บ่อยในผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือน เนื่องจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงจะส่งผลให้ความตึงตัวของกล้ามเนื้อท่อปัสสาวะลดลง รวมถึงเนื้อเยื่อรอบกระเพาะปัสสาวะฝ่อและบางลง ประสิทธิภาพในการควบคุมหูรูดท่อปัสสาวะจึงลดลง ทำให้น้ำปัสสาวะเล็ดออกมาได้ง่าย[1]
ในทางการแพทย์แผนจีน มีการกล่าวถึง อาการปัสสาวะเล็ดขณะไอจาม จัดอยู่ในกลุ่มโรค “ผางกวางเขอ (膀胱咳)” ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากความอ่อนแอของอวัยวะภายในต่างๆ ได้แก่ ไต ม้าม และกระเพาะปัสสาวะ เมื่อชี่ ของไตและม้ามเกิดความพร่อง จะทำให้กลไกการเปิด-ปิดของกระเพาะปัสสาวะผิดปกติ การควบคุมและกักเก็บปัสสาวะจึงลดลง เมื่อไอหรือจามจึงกลั้นปัสสาวะไว้ไม่อยู่ นอกจากนี้ ในศาสตร์การแพทย์แผนจีนยังมีคำกล่าวว่า เมื่อผู้หญิงเข้าสู่ช่วงอายุประมาณ 49 ปี จะมีการเปลี่ยนแปลงของ "เทียนกุ่ย (天癸)" ซึ่งเป็นสารจำเป็นในไตที่คอยดูแลเรื่องการเจริญเติบโตและการสืบพันธุ์ พอสารตัวนี้หมดลง จะส่งผลให้เส้นลมปราณเญิ่น และเส้นลมปราณชง ที่คอยดูแลระบบสืบพันธุ์เกิดความพร่อง และยังทำให้เลือด สารจิง อินและหยางของไตพร่องตามไปด้วย ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถหล่อเลี้ยงและให้ความอบอุ่นแก่อวัยวะภายในต่างๆได้ ทำให้เกิดอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ได้นั่นเอง
วิธีดูแลตัวเองด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน
การกดจุดเพื่อช่วยดูแลอาการปัสสาวะเล็ด
การฝังเข็มรักษาอาการปัสสาวะเล็ด จะเน้นที่การบำรุงม้ามและไต ปรับสมดุลการทำงานของกระเพาะปัสสาวะเป็นหลัก โดยเลือกใช้เส้นลมปราณของอวัยวะที่เป็นตำแหน่งหลักของโรค (เช่น เส้นลมปราณม้าม ไต และกระเพาะปัสสาวะ) และเส้นลมปราณที่มีเส้นทางไหลเวียนผ่านบริเวณอุ้งเชิงกราน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์และระบบทางเดินปัสสาวะโดยตรง (เช่น เส้นลมปราณเญิ่น) โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ที่เราสามารถนำไปกดจุดปรับสมดุลร่างกายและดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ดังนี้
1. บริเวณหลังส่วนล่าง - เส้นลมปราณกระเพาะปัสสาวะ
จุดเซิ่นซู (肾俞, BL23)


ตำแหน่ง: อยู่บริเวณด้านหลัง ด้านข้างกระดูกสันหลังระดับเอวที่ 2 ห่างจากแนวกึ่งกลาง 1.5 ชุ่น
วิธีการกด: ให้กำมือหลวมๆ ทั้งสองข้าง เอื้อมไปด้านหลัง แล้วใช้ส่วนของหลังมือหรือข้อนิ้วนวดคลึงหมุนเป็นวงกลมบริเวณหลังช่วงเอวทั้งสองข้าง
สรรพคุณ: ช่วยบำรุงไตและปรับสมดุลร่างกาย
2. บริเวณท้องน้อย - เส้นลมปราณเญิ่น และเส้นลมปราณไต
จุดกวนหยวน (关元, CV4) ชี่เสวีย (气穴, KI13) และ ต้าเฮ่อ (大赫, KI12)


ตำแหน่ง: จุดทั้ง 3 จุดอยู่ใกล้ๆกัน บริเวณท้องน้อยใต้สะดือ
จุดกวนหยวน: อยู่บนแนวกึ่งกลางลำตัวใต้สะดือลงมา 3 ชุ่น
จุดชี่เสวียและจุดต้าเฮ่อ: อยู่ห่างจากแนวกึ่งกลางลำตัวออกมาเล็กน้อย ใต้สะดือลงมา 3 ชุ่น และ 4 ชุ่น
วิธีการกด: ให้ประสานมือทั้งสองข้างทับกัน วางทาบลงไปที่บริเวณท้องน้อยใต้สะดือ แล้วออกแรงนวดคลึงเป็นวงกลมเบาๆ ให้ทั่วบริเวณท้องน้อย
สรรพคุณ: ช่วยบำรุงชี่แต่กำเนิด อบอุ่นไตหยาง และปรับสมดุลการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ
3. บริเวณขาและข้อเท้า - เส้นลมปราณม้าม และเส้นลมปราณไต


จุดซานอินเจียว (三阴交, SP6) และ ไท่ซี (太溪, KI3)
ตำแหน่ง:
จุดซานอินเจียว: อยู่บริเวณหน้าแข้งด้านใน เหนือตาตุ่มในขึ้นมาประมาณ 4 นิ้วมือทาบชิดติดกัน
จุดไท่ซี: อยู่ในร่องบุ๋มระหว่างตาตุ่มด้านในกับเอ็นร้อยหวาย
วิธีการกด: ใช้นิ้วหัวแม่มือกดและนวดคลึงบริเวณจุดทั้งสองนี้
สรรพคุณ: ช่วยเสริมสร้างชี่ บำรุงม้าม ตับ และไต รวมถึงช่วยบำรุงสารจิงของไตให้แข็งแรง
ให้นวดคลึงต่อเนื่องจุดละประมาณ 3-5 นาที จนรู้สึกว่าผิวบริเวณนั้นมีความอุ่นร้อนขึ้นมา หรือรู้สึกตึงๆหน่วงๆ กดจุดเป็นประจำวันละ 2-3 ครั้ง
ข้อควรระวัง: สตรีมีครรภ์ไม่ควรกดจุดบรรเทาอาการด้วยตนเอง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและแนวทางการรักษาที่เหมาะสม
การปรับไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
นอกจากการนวดกดจุดแล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูร่างกายและดูแลอาการได้อย่างยั่งยืน โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้:
1.ปรับพฤติกรรมการกิน:
ไม่งดหรือลดน้ำดื่ม: หลายคนเข้าใจผิดว่าดื่มน้ำน้อยจะช่วยลดอาการปัสสาวะเล็ด ปัสสาวะบ่อยได้ แต่จริงๆแล้วจะทำให้ปัสสาวะเข้มข้น ส่งผลให้กระเพาะปัสสาวะระคายเคืองและเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
ลดหรือเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน (เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม) และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะสารเหล่านี้สามารถทำให้กระเพาะปัสสาวะระคายเคืองหรือกระตุ้นให้กระเพาะปัสสาวะบีบตัวบ่อยขึ้นได้ [2]
เลี่ยงอาหารฤทธิ์เย็น เช่น น้ำเย็น น้ำแข็ง ไอศกรีม อาหารดิบ สลัดผักสด และผลไม้ฤทธิ์เย็น (เช่น แตงโม น้ำมะพร้าว แคนตาลูป) ตามศาสตร์การแพทย์แผนจีนผู้ที่มีภาวะม้ามและไตพร่อง การทานอาหารที่มีฤทธิเย็นเป็นประจำจะทำให้ม้ามอ่อนแอลง มีความชื้นสะสมมากขึ้น ทำให้อาการปัสสาวะเล็ดเป็นมากขึ้นได้
✔ดื่มน้ำให้เพียงพอ: ควรดื่มน้ำวันละ 1,500 – 2,000 มิลลิลิตร หรือดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกายตามคำแนะนำของแพทย์ โดยใช้วิธีค่อยๆ จิบทีละนิดทุก 2–3 ชั่วโมง และควรหยุดดื่มน้ำล่วงหน้าประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพื่อลดการลุกปัสสาวะกลางดึก
✔รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง: เพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้คล่อง ป้องกันอาการท้องผูก เพราะการออกแรงเบ่งอุจจาระแรงๆ จะเพิ่มแรงดันในช่องท้องและทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหย่อนคล้อยได้
2.ควบคุมน้ำหนักตัว: น้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะทำให้เกิดแรงกดทับที่กระเพาะปัสสาวะและอุ้งเชิงกรานมากขึ้น
3.ปรับท่าทางและกิจกรรม:
- หลีกเลี่ยงการยกของหนัก: การยกของหนักเป็นประจำจะเพิ่มแรงดันในช่องท้อง ส่งผลให้อุ้งเชิงกรานรับภาระหนักจนหย่อนคล้อยได้ง่ายขึ้น
- ระมัดระวังการสวมรองเท้าส้นสูง: การใส่ส้นสูงต่อเนื่องเป็นเวลานานจะเพิ่มแรงกดทับบริเวณอุ้งเชิงกราน ทำให้กล้ามเนื้อเสื่อมสภาพเร็วขึ้น หากจำเป็นต้องสวมใส่ แนะนำให้เลือกส้นสูงประมาณ 2–4 เซนติเมตร และไม่ควรใส่ต่อเนื่องเกินวันละ 6 ชั่วโมง
- รักษาอาการไอเรื้อรัง: หากมีโรคประจำตัวอย่างภูมิแพ้ หอบหืด หรือหลอดลมอักเสบ ควรรักษาอย่างจริงจัง เพราะการไอหรือจามแรงๆเรื้อรัง ทำให้แรงดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น ส่งผลให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหย่อนยานได้
4.ดูแลสุขอนามัย: หมั่นรักษาความสะอาดบริเวณจุดซ่อนเร้น และเปลี่ยนแผ่นรองซับหรือผ้าอ้อมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันความอับชื้น ผื่นแพ้ แผลเปื่อย และลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
5.บริหารกล้ามเนื้อและดูแลสุขภาพใจ
- ฝึกบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Kegel Exercise) อย่างสม่ำเสมอทุกวัน เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

แสกน QR code เพื่อดูวิดีโอสอนวิธีการทำKegel Exercise
- พักผ่อนให้เพียงพอและผ่อนคลายความเครียด: การนอนหลับที่มีคุณภาพจะช่วยให้สมองหลั่งฮอร์โมนควบคุมการขับปัสสาวะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันการผ่อนคลายอารมณ์ยังช่วยลดภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินที่เกิดจากความเครียดได้อีกด้วย
เอกสารอ้างอิง
[1]อภิชญา เตชะตา. Genitourinary syndrome of menopause [อินเทอร์เน็ต]. เชียงใหม่: ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่; 2563 [เข้าถึงเมื่อ 19 สิงหาคม 2569]. เข้าถึงได้จาก: https://w1.med.cmu.ac.th/obgyn/lecturestopics/topic-review/6642/
[2]Suszynski M. Temporary causes of urinary incontinence [Internet]. Rochester (MN): Mayo Clinic; 2021 Nov 19 [cited 2026 Aug 19]. Available from: https://connect.mayoclinic.org/blog/take-charge-healthy-aging/newsfeed-post/temporary-causes-of-urinary-incontinence/
___________________________________________
บทความโดย
แพทย์จีน ณภัทร คงศิริธุวงศ์ (หมอจีน สวี่ กุ้ย หัว)
许桂华 中医师
TCM. Dr. Napat Kongsirituwong (Xu Gui Hua)
เลขที่ใบประกอบโรคศิลปะ พจ.1329
แผนกฝังเข็ม
คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ
10 ส.ค. 2569
17 ส.ค. 2569