Last updated: 20 ส.ค. 2569 | 9 จำนวนผู้เข้าชม |
อาการที่มีน้ำปัสสาวะเล็ดซึมออกมาเวลาที่แรงดันในหน้าท้องเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน ไม่ว่าจะเป็นตอนไอ จาม หัวเราะ หรือยกของหนัก ทางการแพทย์เรียกว่า ภาวะไอจามแล้วมีปัสสาวะเล็ด (Stress Urinary Incontinence) ภาวะนี้มีสาเหตุหลักมาจากเนื้อเยื่อรอบท่อปัสสาวะและกล้ามเนื้อพยุงอุ้งเชิงกรานเสื่อมสภาพ หย่อนยาน หรือฝ่อลง ทำให้หูรูดต้านทานแรงดันไม่ไหว เมื่อกระเพาะปัสสาวะถูกกดจากแรงดันในช่องท้องที่เพิ่มขึ้น น้ำปัสสาวะจึงเล็ดออกมา ปัญหานี้พบได้บ่อยในผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือน เนื่องจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงจะส่งผลให้ความตึงตัวของกล้ามเนื้อท่อปัสสาวะลดลง รวมถึงเนื้อเยื่อรอบกระเพาะปัสสาวะฝ่อและบางลง ประสิทธิภาพในการควบคุมหูรูดท่อปัสสาวะจึงลดลง ทำให้น้ำปัสสาวะเล็ดออกมาได้ง่าย[1]
ในทางการแพทย์แผนจีน มีการกล่าวถึง อาการปัสสาวะเล็ดขณะไอจาม จัดอยู่ในกลุ่มโรค “ผางกวางเขอ (膀胱咳)” ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากความอ่อนแอของอวัยวะภายในต่างๆ ได้แก่ ไต ม้าม และกระเพาะปัสสาวะ เมื่อชี่ ของไตและม้ามเกิดความพร่อง จะทำให้กลไกการเปิด-ปิดของกระเพาะปัสสาวะผิดปกติ การควบคุมและกักเก็บปัสสาวะจึงลดลง เมื่อไอหรือจามจึงกลั้นปัสสาวะไว้ไม่อยู่ นอกจากนี้ ในศาสตร์การแพทย์แผนจีนยังมีคำกล่าวว่า เมื่อผู้หญิงเข้าสู่ช่วงอายุประมาณ 49 ปี จะมีการเปลี่ยนแปลงของ "เทียนกุ่ย (天癸)" ซึ่งเป็นสารจำเป็นในไตที่คอยดูแลเรื่องการเจริญเติบโตและการสืบพันธุ์ พอสารตัวนี้หมดลง จะส่งผลให้เส้นลมปราณเญิ่น และเส้นลมปราณชง ที่คอยดูแลระบบสืบพันธุ์เกิดความพร่อง และยังทำให้เลือด สารจิง อินและหยางของไตพร่องตามไปด้วย ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถหล่อเลี้ยงและให้ความอบอุ่นแก่อวัยวะภายในต่างๆได้ ทำให้เกิดอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ได้นั่นเอง
วิธีดูแลตัวเองด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน
การกดจุดเพื่อช่วยดูแลอาการปัสสาวะเล็ด
การฝังเข็มรักษาอาการปัสสาวะเล็ด จะเน้นที่การบำรุงม้ามและไต ปรับสมดุลการทำงานของกระเพาะปัสสาวะเป็นหลัก โดยเลือกใช้เส้นลมปราณของอวัยวะที่เป็นตำแหน่งหลักของโรค (เช่น เส้นลมปราณม้าม ไต และกระเพาะปัสสาวะ) และเส้นลมปราณที่มีเส้นทางไหลเวียนผ่านบริเวณอุ้งเชิงกราน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์และระบบทางเดินปัสสาวะโดยตรง (เช่น เส้นลมปราณเญิ่น) โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ที่เราสามารถนำไปกดจุดปรับสมดุลร่างกายและดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ดังนี้
1. บริเวณหลังส่วนล่าง - เส้นลมปราณกระเพาะปัสสาวะ
จุดเซิ่นซู (肾俞, BL23)


ตำแหน่ง: อยู่บริเวณด้านหลัง ด้านข้างกระดูกสันหลังระดับเอวที่ 2 ห่างจากแนวกึ่งกลาง 1.5 ชุ่น
วิธีการกด: ให้กำมือหลวมๆ ทั้งสองข้าง เอื้อมไปด้านหลัง แล้วใช้ส่วนของหลังมือหรือข้อนิ้วนวดคลึงหมุนเป็นวงกลมบริเวณหลังช่วงเอวทั้งสองข้าง
สรรพคุณ: ช่วยบำรุงไตและปรับสมดุลร่างกาย
2. บริเวณท้องน้อย - เส้นลมปราณเญิ่น และเส้นลมปราณไต
จุดกวนหยวน (关元, CV4) ชี่เสวีย (气穴, KI13) และ ต้าเฮ่อ (大赫, KI12)


ตำแหน่ง: จุดทั้ง 3 จุดอยู่ใกล้ๆกัน บริเวณท้องน้อยใต้สะดือ
จุดกวนหยวน: อยู่บนแนวกึ่งกลางลำตัวใต้สะดือลงมา 3 ชุ่น
จุดชี่เสวียและจุดต้าเฮ่อ: อยู่ห่างจากแนวกึ่งกลางลำตัวออกมาเล็กน้อย ใต้สะดือลงมา 3 ชุ่น และ 4 ชุ่น
วิธีการกด: ให้ประสานมือทั้งสองข้างทับกัน วางทาบลงไปที่บริเวณท้องน้อยใต้สะดือ แล้วออกแรงนวดคลึงเป็นวงกลมเบาๆ ให้ทั่วบริเวณท้องน้อย
สรรพคุณ: ช่วยบำรุงชี่แต่กำเนิด อบอุ่นไตหยาง และปรับสมดุลการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ
3. บริเวณขาและข้อเท้า - เส้นลมปราณม้าม และเส้นลมปราณไต


จุดซานอินเจียว (三阴交, SP6) และ ไท่ซี (太溪, KI3)
ตำแหน่ง:
จุดซานอินเจียว: อยู่บริเวณหน้าแข้งด้านใน เหนือตาตุ่มในขึ้นมาประมาณ 4 นิ้วมือทาบชิดติดกัน
จุดไท่ซี: อยู่ในร่องบุ๋มระหว่างตาตุ่มด้านในกับเอ็นร้อยหวาย
วิธีการกด: ใช้นิ้วหัวแม่มือกดและนวดคลึงบริเวณจุดทั้งสองนี้
สรรพคุณ: ช่วยเสริมสร้างชี่ บำรุงม้าม ตับ และไต รวมถึงช่วยบำรุงสารจิงของไตให้แข็งแรง
17 ส.ค. 2569
10 ส.ค. 2569