Last updated: 20 ส.ค. 2569 | 514 จำนวนผู้เข้าชม |
อาการที่มีน้ำปัสสาวะเล็ดซึมออกมาเวลาที่แรงดันในหน้าท้องเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน ไม่ว่าจะเป็นตอนไอ จาม หัวเราะ หรือยกของหนัก ทางการแพทย์เรียกว่า ภาวะไอจามแล้วมีปัสสาวะเล็ด (Stress Urinary Incontinence) ภาวะนี้มีสาเหตุหลักมาจากเนื้อเยื่อรอบท่อปัสสาวะและกล้ามเนื้อพยุงอุ้งเชิงกรานเสื่อมสภาพ หย่อนยาน หรือฝ่อลง ทำให้หูรูดต้านทานแรงดันไม่ไหว เมื่อกระเพาะปัสสาวะถูกกดจากแรงดันในช่องท้องที่เพิ่มขึ้น น้ำปัสสาวะจึงเล็ดออกมา ปัญหานี้พบได้บ่อยในผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือน เนื่องจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงจะส่งผลให้ความตึงตัวของกล้ามเนื้อท่อปัสสาวะลดลง รวมถึงเนื้อเยื่อรอบกระเพาะปัสสาวะฝ่อและบางลง ประสิทธิภาพในการควบคุมหูรูดท่อปัสสาวะจึงลดลง ทำให้น้ำปัสสาวะเล็ดออกมาได้ง่าย[1]
ในทางการแพทย์แผนจีน มีการกล่าวถึง อาการปัสสาวะเล็ดขณะไอจาม จัดอยู่ในกลุ่มโรค “ผางกวางเขอ (膀胱咳)” ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากความอ่อนแอของอวัยวะภายในต่างๆ ได้แก่ ไต ม้าม และกระเพาะปัสสาวะ เมื่อชี่ ของไตและม้ามเกิดความพร่อง จะทำให้กลไกการเปิด-ปิดของกระเพาะปัสสาวะผิดปกติ การควบคุมและกักเก็บปัสสาวะจึงลดลง เมื่อไอหรือจามจึงกลั้นปัสสาวะไว้ไม่อยู่ นอกจากนี้ ในศาสตร์การแพทย์แผนจีนยังมีคำกล่าวว่า เมื่อผู้หญิงเข้าสู่ช่วงอายุประมาณ 49 ปี จะมีการเปลี่ยนแปลงของ "เทียนกุ่ย (天癸)" ซึ่งเป็นสารจำเป็นในไตที่คอยดูแลเรื่องการเจริญเติบโตและการสืบพันธุ์ พอสารตัวนี้หมดลง จะส่งผลให้เส้นลมปราณเญิ่น และเส้นลมปราณชง ที่คอยดูแลระบบสืบพันธุ์เกิดความพร่อง และยังทำให้เลือด สารจิง อินและหยางของไตพร่องตามไปด้วย ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถหล่อเลี้ยงและให้ความอบอุ่นแก่อวัยวะภายในต่างๆได้ ทำให้เกิดอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ได้นั่นเอง
วิธีดูแลตัวเองด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน
การกดจุดเพื่อช่วยดูแลอาการปัสสาวะเล็ด
การฝังเข็มรักษาอาการปัสสาวะเล็ด จะเน้นที่การบำรุงม้ามและไต ปรับสมดุลการทำงานของกระเพาะปัสสาวะเป็นหลัก โดยเลือกใช้เส้นลมปราณของอวัยวะที่เป็นตำแหน่งหลักของโรค (เช่น เส้นลมปราณม้าม ไต และกระเพาะปัสสาวะ) และเส้นลมปราณที่มีเส้นทางไหลเวียนผ่านบริเวณอุ้งเชิงกราน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์และระบบทางเดินปัสสาวะโดยตรง (เช่น เส้นลมปราณเญิ่น) โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ที่เราสามารถนำไปกดจุดปรับสมดุลร่างกายและดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ดังนี้
1. บริเวณหลังส่วนล่าง - เส้นลมปราณกระเพาะปัสสาวะ
จุดเซิ่นซู (肾俞, BL23)


ตำแหน่ง: อยู่บริเวณด้านหลัง ด้านข้างกระดูกสันหลังระดับเอวที่ 2 ห่างจากแนวกึ่งกลาง 1.5 ชุ่น
วิธีการกด: ให้กำมือหลวมๆ ทั้งสองข้าง เอื้อมไปด้านหลัง แล้วใช้ส่วนของหลังมือหรือข้อนิ้วนวดคลึงหมุนเป็นวงกลมบริเวณหลังช่วงเอวทั้งสองข้าง
สรรพคุณ: ช่วยบำรุงไตและปรับสมดุลร่างกาย
2. บริเวณท้องน้อย - เส้นลมปราณเญิ่น และเส้นลมปราณไต
จุดกวนหยวน (关元, CV4) ชี่เสวีย (气穴, KI13) และ ต้าเฮ่อ (大赫, KI12)


ตำแหน่ง: จุดทั้ง 3 จุดอยู่ใกล้ๆกัน บริเวณท้องน้อยใต้สะดือ
จุดกวนหยวน: อยู่บนแนวกึ่งกลางลำตัวใต้สะดือลงมา 3 ชุ่น
จุดชี่เสวียและจุดต้าเฮ่อ: อยู่ห่างจากแนวกึ่งกลางลำตัวออกมาเล็กน้อย ใต้สะดือลงมา 3 ชุ่น และ 4 ชุ่น
วิธีการกด: ให้ประสานมือทั้งสองข้างทับกัน วางทาบลงไปที่บริเวณท้องน้อยใต้สะดือ แล้วออกแรงนวดคลึงเป็นวงกลมเบาๆ ให้ทั่วบริเวณท้องน้อย
สรรพคุณ: ช่วยบำรุงชี่แต่กำเนิด อบอุ่นไตหยาง และปรับสมดุลการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ
3. บริเวณขาและข้อเท้า - เส้นลมปราณม้าม และเส้นลมปราณไต


จุดซานอินเจียว (三阴交, SP6) และ ไท่ซี (太溪, KI3)
ตำแหน่ง:
จุดซานอินเจียว: อยู่บริเวณหน้าแข้งด้านใน เหนือตาตุ่มในขึ้นมาประมาณ 4 นิ้วมือทาบชิดติดกัน
จุดไท่ซี: อยู่ในร่องบุ๋มระหว่างตาตุ่มด้านในกับเอ็นร้อยหวาย
วิธีการกด: ใช้นิ้วหัวแม่มือกดและนวดคลึงบริเวณจุดทั้งสองนี้
สรรพคุณ: ช่วยเสริมสร้างชี่ บำรุงม้าม ตับ และไต รวมถึงช่วยบำรุงสารจิงของไตให้แข็งแรง
ให้นวดคลึงต่อเนื่องจุดละประมาณ 3-5 นาที จนรู้สึกว่าผิวบริเวณนั้นมีความอุ่นร้อนขึ้นมา หรือรู้สึกตึงๆหน่วงๆ กดจุดเป็นประจำวันละ 2-3 ครั้ง
ข้อควรระวัง: สตรีมีครรภ์ไม่ควรกดจุดบรรเทาอาการด้วยตนเอง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและแนวทางการรักษาที่เหมาะสม
การปรับไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
นอกจากการนวดกดจุดแล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูร่างกายและดูแลอาการได้อย่างยั่งยืน โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้:
1.ปรับพฤติกรรมการกิน:
ไม่งดหรือลดน้ำดื่ม: หลายคนเข้าใจผิดว่าดื่มน้ำน้อยจะช่วยลดอาการปัสสาวะเล็ด ปัสสาวะบ่อยได้ แต่จริงๆแล้วจะทำให้ปัสสาวะเข้มข้น ส่งผลให้กระเพาะปัสสาวะระคายเคืองและเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
ลดหรือเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน (เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม) และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะสารเหล่านี้สามารถทำให้กระเพาะปัสสาวะระคายเคืองหรือกระตุ้นให้กระเพาะปัสสาวะบีบตัวบ่อยขึ้นได้ [2]
เลี่ยงอาหารฤทธิ์เย็น เช่น น้ำเย็น น้ำแข็ง ไอศกรีม อาหารดิบ สลัดผักสด และผลไม้ฤทธิ์เย็น (เช่น แตงโม น้ำมะพร้าว แคนตาลูป) ตามศาสตร์การแพทย์แผนจีนผู้ที่มีภาวะม้ามและไตพร่อง การทานอาหารที่มีฤทธิเย็นเป็นประจำจะทำให้ม้ามอ่อนแอลง มีความชื้นสะสมมากขึ้น ทำให้อาการปัสสาวะเล็ดเป็นมากขึ้นได้
✔ดื่มน้ำให้เพียงพอ: ควรดื่มน้ำวันละ 1,500 – 2,000 มิลลิลิตร หรือดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกายตามคำแนะนำของแพทย์ โดยใช้วิธีค่อยๆ จิบทีละนิดทุก 2–3 ชั่วโมง และควรหยุดดื่มน้ำล่วงหน้าประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพื่อลดการลุกปัสสาวะกลางดึก
✔รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง: เพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้คล่อง ป้องกันอาการท้องผูก เพราะการออกแรงเบ่งอุจจาระแรงๆ จะเพิ่มแรงดันในช่องท้องและทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหย่อนคล้อยได้
2.ควบคุมน้ำหนักตัว: น้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะทำให้เกิดแรงกดทับที่กระเพาะปัสสาวะและอุ้งเชิงกรานมากขึ้น
3.ปรับท่าทางและกิจกรรม:
- หลีกเลี่ยงการยกของหนัก: การยกของหนักเป็นประจำจะเพิ่มแรงดันในช่องท้อง ส่งผลให้อุ้งเชิงกรานรับภาระหนักจนหย่อนคล้อยได้ง่ายขึ้น
- ระมัดระวังการสวมรองเท้าส้นสูง: การใส่ส้นสูงต่อเนื่องเป็นเวลานานจะเพิ่มแรงกดทับบริเวณอุ้งเชิงกราน ทำให้กล้ามเนื้อเสื่อมสภาพเร็วขึ้น หากจำเป็นต้องสวมใส่ แนะนำให้เลือกส้นสูงประมาณ 2–4 เซนติเมตร และไม่ควรใส่ต่อเนื่องเกินวันละ 6 ชั่วโมง
- รักษาอาการไอเรื้อรัง: หากมีโรคประจำตัวอย่างภูมิแพ้ หอบหืด หรือหลอดลมอักเสบ ควรรักษาอย่างจริงจัง เพราะการไอหรือจามแรงๆเรื้อรัง ทำให้แรงดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น ส่งผลให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหย่อนยานได้
4.ดูแลสุขอนามัย: หมั่นรักษาความสะอาดบริเวณจุดซ่อนเร้น และเปลี่ยนแผ่นรองซับหรือผ้าอ้อมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันความอับชื้น ผื่นแพ้ แผลเปื่อย และลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
5.บริหารกล้ามเนื้อและดูแลสุขภาพใจ
- ฝึกบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Kegel Exercise) อย่างสม่ำเสมอทุกวัน เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

แสกน QR code เพื่อดูวิดีโอสอนวิธีการทำKegel Exercise
- พักผ่อนให้เพียงพอและผ่อนคลายความเครียด: การนอนหลับที่มีคุณภาพจะช่วยให้สมองหลั่งฮอร์โมนควบคุมการขับปัสสาวะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันการผ่อนคลายอารมณ์ยังช่วยลดภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินที่เกิดจากความเครียดได้อีกด้วย
เอกสารอ้างอิง
[1]อภิชญา เตชะตา. Genitourinary syndrome of menopause [อินเทอร์เน็ต]. เชียงใหม่: ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่; 2563 [เข้าถึงเมื่อ 19 สิงหาคม 2569]. เข้าถึงได้จาก: https://w1.med.cmu.ac.th/obgyn/lecturestopics/topic-review/6642/
[2]Suszynski M. Temporary causes of urinary incontinence [Internet]. Rochester (MN): Mayo Clinic; 2021 Nov 19 [cited 2026 Aug 19]. Available from: https://connect.mayoclinic.org/blog/take-charge-healthy-aging/newsfeed-post/temporary-causes-of-urinary-incontinence/
___________________________________________
บทความโดย
แพทย์จีน ณภัทร คงศิริธุวงศ์ (หมอจีน สวี่ กุ้ย หัว)
许桂华 中医师
TCM. Dr. Napat Kongsirituwong (Xu Gui Hua)
เลขที่ใบประกอบโรคศิลปะ พจ.1329
แผนกฝังเข็ม
คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ
1 ต.ค. 2569
1 ต.ค. 2569
1 ต.ค. 2569
1 ต.ค. 2569