Last updated: 8 ก.ย. 2569 | 17 จำนวนผู้เข้าชม |
โรคงูสวัดในผู้สูงอายุเป็นโรคที่พบได้ค่อนข้างบ่อย เนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้น ภูมิคุ้มกันของร่างกายมักลดลงตามวัย ทำให้เชื้อไวรัสที่เคยหลบซ่อนอยู่ในร่างกายสามารถกลับมาก่อโรคได้อีกครั้ง โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส Varicella Zoster Virus ชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดอีสุกอีใส หลังจากผู้ป่วยหายจากอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสมักยังคงหลบซ่อนอยู่ในปมประสาทของร่างกายเป็นเวลานานหลายปี และอาจกลับมาแสดงอาการใหม่ในรูปแบบของงูสวัดได้ในภายหลัง โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ในศาสตร์การแพทย์แผนปัจจุบันเมื่อผู้ป่วยที่สงสัยหรือได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคงูสวัดแพทย์จะประเมินความเหมาะสมในการใช้ยาต้านไวรัส เช่น acyclovir, valacyclovir หรือ famciclovir ซึ่งมีประสิทธิผลที่ดีเมื่อเริ่มรักษาในระยะแรก โดยเฉพาะภายใน 72 ชั่วโมงหลังเริ่มมีผื่น
อาการหลักของโรคงูสวัด
- แรกเริ่มมักมีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย โดยผู้สูงอายุอาจมีไข้ อ่อนเพลีย หรือปวดมากกว่าคนวัยอื่น
- ต่อมาอีก 2-3 วันจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณชายโครง แขน หรือใบหน้า เริ่มมีผื่น ตุ่มน้ำใสขึ้นตามบริเวณที่รู้สึกปวดแสบปวดร้อน
- หลังจากนั้นตุ่มน้ำจะแตกออก และค่อย ๆ แห้งตกสะเก็ดในภายหลัง
ทั้งนี้ อาการของงูสวัดจะสร้างความเจ็บปวดกว่าอีสุกอีใสอย่างมาก เพราะเชื้อไม่ได้ทำลายแค่ผิวหนังเท่านั้น แต่ยังทำให้เส้นประสาทอักเสบจึงส่งความรู้สึกที่เจ็บปวดมากกว่าปกติไปยังสมอง ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดมากกว่านั่นเอง
ระดับความรุนแรงของโรคงูสวัดจะเพิ่มมากขึ้นตามอายุ โดยพบว่าในผู้ป่วยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มักจะมีอาการปวดยาวนานต่อเนื่องเป็นเดือนหรือเป็นปี และระดับอาการปวดจะค่อนข้างรุนแรงจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน บางรายปวดทรมานจนนอนไม่หลับ เกิดภาวะเครียด ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพอื่น ๆ รวมไปถึงเสี่ยงต่ออุบัติเหตุตามมา เช่น วูบแล้วล้มเพราะอดนอน หรือนอนไม่หลับบ่อย ๆ ก็ทำให้เสียสุขภาพและเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น
ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยเป็นงูสวัด โดยมากมักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี หรือแม้แต่ในผู้สูงอายุ อย่างเช่น กรณีที่ผื่นแดงเกิดขึ้นที่ใบหน้า หากมีการติดเชื้อบริเวณดวงตาอาจส่งผลอันตรายถึงขั้นตาบอด หรือหากติดเชื้อบริเวณหูด้านนอกก็อาจลุกลามไปยังแก้วหูชั้นใน รวมทั้งอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ระบบประสาท ทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรง เกิดอัมพาตบริเวณใบหน้าได้
โดยในระยะเฉียบพลันของโรค ผู้สูงอายุที่สงสัยว่าเป็นงูสวัดควรได้รับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว เพื่อพิจารณาการใช้ยาต้านไวรัส เช่น acyclovir, valacyclovir หรือ famciclovir โดยเฉพาะเมื่อเริ่มรักษาภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีผื่น และหากมีผื่นบริเวณรอบดวงตา การมองเห็นผิดปกติ ปวดหู หรือมีใบหน้าอ่อนแรง ควรรีบพบแพทย์ เนื่องจากอาจมีการเกี่ยวข้องกับดวงตาหรือเส้นประสาท นอกจากนั้น ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือมีโรคประจำตัวบางชนิดควรได้รับการประเมินโดยแพทย์อย่างเหมาะสมและไม่ควรชะลอการรักษา โดยแพทย์จะพิจารณาวิธีที่เหมาะสมกับอายุและสุขภาพของแต่ละบุคคล
โรคงูสวัดในผู้สูงอายุตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน
ในมุมมองของการแพทย์แผนจีน โรคงูสวัด เรียกว่า “เสอชวง (蛇疮)” หรือ “เสอชวนชวง (蛇串疮)” ซึ่งมีความหมายว่า แผลที่มีลักษณะเหมือนงูเลื้อย เนื่องจากผื่นและตุ่มน้ำมักขึ้นเรียงเป็นแนวยาวตามเส้นประสาท คล้ายงูเลื้อยไปตามผิวหนัง
ตามศาสตร์การแพทย์แผนจีนมองว่า โรคงูสวัดเกิดจากความไม่สมดุลของอวัยวะภายใน โดยเฉพาะความร้อนและความชื้นสะสมในร่างกาย (湿热 ) หรือได้รับจากปัจจัยภายนอก การติดขัดของชี่ (气) การไหลเวียนของเลือดไม่ดี และพลังพื้นฐานของร่างกาย (เจิ้งชี่) อ่อนแอ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ดังนั้นเมื่อเกิดความร้อนและความชื้นสะสมในร่างกาย จะทำให้ชี่และเลือดตามเส้นลมปราณติดขัด ส่งผลให้เกิดอาการปวด แสบ และเกิดผื่นตุ่มน้ำบนผิวหนังตามแนวเส้นลมปราณ อีกทั้งในผู้สูงอายุมักพบว่า ชี่และเลือดพร่อง ทำให้การฟื้นตัวช้ากว่า และอาจมีอาการปวดเส้นประสาทหลังผื่นหายแล้ว
แนวทางการรักษางูสวัดในผู้สูงอายุตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน
การแพทย์แผนจีนมีหลักการวินิจฉัยแยกกลุ่มอาการของโรคงูสวัดได้ 3 กลุ่มสำคัญ ได้แก่
1. กลุ่มอาการความร้อนชื้นในตับและถุงน้ำดี (肝胆湿热证) มักพบในระยะเฉียบพลันหรือระยะแรกของโรค
ผื่นมีสีแดงสด มีตุ่มน้ำจำนวนมาก น้ำในตุ่มมีลักษณะเหลือง ปวดแสบร้อนบริเวณรอยโรคอย่างชัดเจน ผู้ป่วยมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง แน่นชายโครง เบื่ออาหาร ปากขม ปัสสาวะสีเหลืองเข้ม อุจจาระแห้งและเหนียว ลิ้นแดงฝ้าเหลืองเหนียว ชีพจรตึงเร็ว หรือ ลื่นเร็ว (弦数或滑数 ) โดยการรักษาจะเน้นการระบายความร้อน ขับพิษ และขจัดความชื้น
2. กลุ่มอาการม้ามพร่องและความชื้นสะสม (脾虚湿蕴证) มักพบในผู้ป่วยที่มีอาการต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน
ผื่นมีสีซีดหรือแดงอ่อน มีตุ่มน้ำขนาดใหญ่หรือเกิดซ้ำ น้ำในตุ่มมีลักษณะใส อาการปวดไม่รุนแรงมาก แน่นท้อง ท้องอืด เบื่ออาหาร มีเสียงลำไส้เคลื่อน คลื่นไส้ อ่อนเพลีย คอแห้งแต่ไม่กระหายน้ำ อุจจระเหลว ลิ้นมีฝ้าเหนียว ชีพจรนุ่มหรือลื่น (濡或滑) โดยการรักษาจะเน้นการบำรุงม้าม ขับพิษ และขจัดความชื้น
3. กลุ่มอาการชี่ติดขัดและเลือดคั่ง (气滞血瘀证) มักพบในระยะที่ผื่นหายแล้ว แต่ผู้ป่วยยังคงมีอาการปวดต่อเนื่อง เกิดจากชี่ไหลเวียนไม่คล่องส่งผลให้เลือดคั่ง
ผื่นและตุ่มน้ำส่วนใหญ่หายแล้ว แต่ยังคงมีอาการปวดบริเวณเดิม ปวดแปลบ ปวดแสบร้อน หรือปวดเฉพาะตำแหน่ง อาการปวดรุนแรงขึ้นในเวลากลางคืน ลิ้นมีสีม่วงคล้ำหรือมีจุดจ้ำ ชีพจรตึงและฝืด (弦涩) โดยการรักษาจะเน้นการปรับการไหลเวียนชี่ สลายเลือดคั่ง และระงับปวด
อย่างไรก็ตาม ในผู้สูงอายุการแพทย์แผนจีนมองว่า มักมีภาวะ “ชี่และเลือดพร่อง” รวมถึงพลังพื้นฐานของร่างกาย (เจิ้งชี่) ลดลง ทำให้เกิดโรคได้ง่าย ฟื้นตัวช้ากว่า และมีโอกาสเกิดอาการปวดเส้นประสาทหลังผื่นหายแล้ว ดังนั้นการรักษาจึงต้องเน้นทั้ง การขับพิษความร้อนและการบำรุงร่างกายไปพร้อมกัน
1. ระยะเริ่มต้นของโรค (ระยะก่อนผื่นหรือเริ่มมีอาการปวด)
ระยะนี้ผู้ป่วยมักมีอาการปวด แสบ หรือเสียวบริเวณผิวหนัง รู้สึกตึงหรือร้อนบริเวณผิว บางรายมีอ่อนเพลียหรือมีไข้เล็กน้อย การแพทย์แผนจีนมองว่าเป็นช่วงที่พิษความร้อนเริ่มสะสมในเส้นลมปราณ แต่ยังไม่ปรากฏผื่นชัดเจน
แนวทางการรักษา
การฝังเข็มและยาสมุนไพรจีนเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของชี่ เพื่อลดอาการปวดตามแนวเส้นประสาท ช่วยป้องกันการลุกลามของผื่น เพื่อขับความร้อนและพิษออกจากร่างกาย ช่วยลดการอักเสบของเส้นลมปราณ และช่วยป้องกันไม่ให้ผื่นลุกลาม โดยผู้ป่วยจะต้องพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงอาหารเผ็ดจัด ของทอด และแอลกอฮอล์ ดื่มน้ำมากขึ้นเพื่อลดความร้อนภายใน หากได้รับการรักษาเร็วในระยะนี้ ความรุนแรงของผื่นมักลดลงอย่างมาก
2. ระยะที่เกิดผื่นและตุ่มน้ำ (ระยะเฉียบพลัน)
ระยะนี้จะเห็นผื่นแดง ตุ่มน้ำใสเรียงเป็นแนวตามเส้นประสาท จะมีอาการปวดแสบปวดร้อนมาก ศาสตร์การแพทย์แผนจีนเรียกภาวะนี้ว่า พิษไฟและความร้อนชื้นสะสม (湿热火毒)
แนวทางการรักษา
การฝังเข็มและยาสมุนไพรจีนเพื่อช่วยลดอาการปวดเส้นประสาท ช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด โดยในผู้สูงอายุ แพทย์จะเลือกจุดฝังเข็มอย่างระมัดระวังเพื่อลดการกระทบต่อชี่ในร่างกาย และจะใช้สมุนไพรจีนภายนอกร่วมด้วย เพื่อขับความร้อนและพิษ ช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง ลดความปวด บำรุงชี่ ป้องกันการอ่อนเพลียจากการเจ็บป่วย ในระยะนี้ผู้ป่วยยังต้องการควบคุมอาหาร หลีกเลี่ยงของทอด อาหารเผ็ดจัด อาหารมัน แอลกอฮอล์ โดยควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย เช่น ผักต้ม ซุป หรืออาหารอ่อน
3. ระยะผื่นแห้งและตกสะเก็ด (ระยะฟื้นตัว)
เมื่อผื่นเริ่มแห้งและตกสะเก็ด ความร้อนและพิษในร่างกายจะลดลง แต่ในผู้สูงอายุมักยังมีปัญหา การไหลเวียนของชี่และเลือดไม่ดี
แนวทางการรักษา
การฝังเข็มและรมยา (moxibustion) เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของชี่และเลือด ร่วมกับทานยาสมุนไพรจีน เพื่อบำรุงชี่และเลือด ช่วยฟื้นฟูร่างกายและซ่อมแซมเนื้อเยื่อผิวหนัง และสามารถนวดตามเส้นลมปราณร่วมด้วย เพื่อช่วยให้ระบบไหลเวียนชี่และเลือดกลับสู่ภาวะปกติ
4. ระยะปวดเส้นประสาทหลังงูสวัด (พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ)
ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งแม้ผื่นจะหายแล้ว แต่ยังมีอาการปวด ชา หรือแสบตามแนวเส้นประสาทเป็นเวลานาน การแพทย์แผนจีนมองว่าเกิดจากชี่และเลือดพร่อง ทำให้เส้นลมปราณเอ็นติดขัด
แนวทางการรักษา
การฝังเข็มอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดอาการปวดเส้นประสาท ร่วมกับการใช้ยาสมุนไพรจีนบำรุงชี่ เลือด และเส้นลมปราณเอ็น และการนวดและการกระตุ้นเส้นลมปราณ เพื่อช่วยฟื้นฟูการทำงานของระบบประสาท
ผลการรักษางูสวัดในผู้สูงอายุในศาสตร์การแพทย์แผนจีน
การรักษาเพื่อมุ่งเน้นการปรับสมดุลของร่างกายโดยรวม ไม่ได้เน้นเพียงการทำให้ผื่นหายเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูชี่ เลือด และการทำงานของเส้นลมปราณ ซึ่งมีส่วนช่วยลดอาการปวดและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่มักพบในผู้สูงอายุ
เอกสารอ้างอิง (ถ้ามี)
- World Health Organization (WHO). Shingles (herpes zoster). 24 March 2025.
-中国带状疱疹诊疗专家共识(2022版)— 中华皮肤科杂志
- บาทความ เรื่อง “รักษาอาการปวดประสาทจากเชื้องูสวัด” https://huachiewtcm.com/en/content/6431/รักษาอาการปวดประสาทจากเชื้องสวัด
______________________________________________
บทความโดย
แพทย์จีนริฟฮาน ยูโซะ (หมอจีน หลัว หรู ซาน)
罗如珊 中医师
TCM. Dr. Rifhan Yusoh (Luo Ru Shan)
เลขที่ใบประกอบโรคศิลปะ พจ.464
แผนกฝังเข็ม
คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ
8 ก.ย. 2569
8 ก.ย. 2569
8 พ.ค. 2569