Last updated: 23 ก.ย. 2569 | 19 จำนวนผู้เข้าชม |
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจำนวนมากมักมีข้อสงสัยและความกังวลเมื่อต้องเข้ารับการรักษาด้วยการฝังเข็มร่วมกับการรับประทานยารักษาโรคประจำตัวว่าการฝังเข็มจำเป็นต้องหยุดยาละลายลิ่มเลือดหรือไม่ ถ้าตอบสั้นๆก็คือ “ไม่จำเป็นต้องหยุด” แต่ต้องแจ้งแพทย์ให้ทราบก่อนทำการรักษาครับ ส่วนเกล็ดความรู้ต่างๆสามารถอ่านได้ในบทความนี้เลยนะครับ
ยาต้านเกล็ดเลือดคืออะไร ทำไมจึงต้องใช้ และใช้กับผู้ป่วยประเภทไหน?
ยาต้านเกล็ดเลือด (Antiplatelet drugs) เป็นยารักษาโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดที่ช่วยในการป้องกันการเกาะตัวกันของเกล็ดเลือด ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงลิ่มเลือดอุดกั้นทำให้อวัยวะต่างๆขาดเลือดเและเกิดความเสียหาย
ในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ยาในกลุ่มนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ ตามกลไกการออกฤทธิ์:
1. ยาต้านเกล็ดเลือด (Antiplatelet drugs) ออกฤทธิ์ยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด ยาที่นิยมใช้แพร่หลาย ได้แก่ แอสไพริน (Aspirin) โคลพิโดเกรล (Clopidogrel)
2. ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulants) ออกฤทธิ์รบกวนกระบวนการสร้างปัจจัยการแข็งตัวของเลือด เช่น วาร์ฟาริน (Warfarin)
ยาต้านเกล็ดเลือด และ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด มักใช้ในกลุ่มผู้ป่วยหลายประเภท ได้แก่:
• ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
• ผู้ป่วยที่มีประวัติภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA) หรือโรคหลอดเลือดสมองตีบ
• ผู้ป่วยที่เคยผ่านการขยายหลอดเลือด และ ใส่ขดลวดหลอดเลือดหัวใจ (Stent) เป็นต้น
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญและเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตและความพิการ โดยสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากภาวะสมองขาดเลือดเนื่องจากหลอดเลือดสมองตีบหรือมีลิ่มเลือดมาอุดตัน เมื่อหลอดเลือดสมองอุดตัน เลือดจะไม่สามารถนำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงสมองได้อย่างเพียงพอ ส่งผลให้เนื้อเยื่อสมองเสียหายและเกิดอาการอัมพฤกษ์หรืออัมพาต ดังนั้น ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองชนิดสมองขาดเลือดจึงจำเป็นต้องได้รับ ยาละลายลิ่มเลือด เพื่อ ป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันเพิ่มขึ้นและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองซ้ำ
การฝังเข็มเพื่อรักษาหลอดเลือดสมอง สามารถช่วยรักษาอาการใดได้บ้าง?
การฝังเข็มมีส่วนช่วยฟื้นฟูความบกพร่องทางร่างกายและระบบประสาทหลังเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้หลายประเภท อาการหลังเกิดโรคหลอดเลือดสมองที่รักษาได้ผลดีได้แก่:
• อาการอัมพฤกษ์ อัมพาต แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก: ช่วยฟื้นฟูและกระตุ้นการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ ลำตัว แขน ขา รวมไปถึงอาการปากเบี้ยว หน้าเบี้ยว
• อาการชาตามร่างกาย: ช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสลดอาการชาบริเวณใบหน้า มือ แขน ขา หรือลำตัว
• ปัญหาการพูดและการสื่อสาร: ช่วยฟื้นฟูอาการพูดไม่ชัด พูดลำบาก นึกคำพูดไม่ออก หรือติดขัด (Aphasia)
• ภาวะกลืนลำบาก: ช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อที่ช่วยในการกลืน ลดความเสี่ยงการสำลักอาหารและน้ำ
• ภาวะกล้ามเนื้อเกร็งและป้องกันข้อติด: ช่วยลดความตึงเกร็งของกล้ามเนื้อ
• อาการเวียนศีรษะและการทรงตัว: ช่วยบรรเทาอาการมึนงง และฟื้นฟูการทรงตัวในท่านั่งหรือยืน
• ภาวะสมองเสื่อมและความจำลดลง: ช่วยกระตุ้นการรู้คิด และ ฟื้นฟูความจำ
• ปัญหาการขับถ่าย: บรรเทาภาวะปัสสาวะค้าง หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
สำหรับเหตุผลที่ฝังเข็มได้โดยไม่จำเป็นต้องหยุดยาก็เนื่องจาก
• เข็มฝังเข็มมีขนาดเล็กมาก: เข็มที่ใช้ในการฝังเข็มทางการแพทย์มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กรวมถึงตัวเข็มที่บางมาก (ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.22 - 0.32 มิลลิเมตร) ต่างจากเข็มฉีดยาหรือเข็มเจาะเลือดทั่วไป ที่เมื่อผ่านผิวหนังจึงทำให้มีเลือดออกน้อยมากหรือแทบไม่มีเลือดออกเลย
• ความเสี่ยงจากการหยุดยาสูงกว่า: การหยุดยาละลายลิ่มเลือดเองโดยไม่จำเป็น อาจส่งผลให้เกิดการแข็งตัวของลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดซ้ำ นำไปสู่ภาวะสมองขาดเลือดเฉียบพลันซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงกว่ามาก
กรณีเกิดภาวะเลือดออกใต้ผิวหนัง อาจเกิดขึ้นได้แต่ไม่เป็นอันตราย จะหายไปเองได้
ภายหลังการถอนเข็มฝังเข็ม อาจพบเลือดออกตามรูเข็มเล็กน้อย เมื่อถอนเข็มออก อาจมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย เลือดจะหยุดได้เองตามธรรมชาติ หรือเพียงใช้สำลีแห้งกดไว้สักครู่ อาจทำให้มีรอยช้ำหรือจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง ได้ในบางตำแหน่งที่มีเส้นเลือดฝอยจำนวนมาก หรือในผู้ป่วยที่ทานยาต้านเกล็ดเลือดและยาต้านการแข็งตัวของเลือด โดยการที่เลือดออกใต้ผิวหนังไม่เป็นอันตรายและหายเองได้ ไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย รอยช้ำเหล่านี้จะค่อยๆ จางและหายไปได้เองภายในเวลาไม่กี่วัน หากพบรอยบวมช้ำหลังการฝังเข็ม ในระยะแรกสามารถใช้การกดเบาๆ หรือประคบเย็นไว้ชั่วครู่จนเลือดหยุดสนิท และหากวันถัดไปมีอาการบวมปวดเล็กน้อย สามารถใช้การประคบอุ่นเบาๆ เพื่อช่วยให้รอยช้ำสลายตัวเร็วขึ้นได้
การฝังเข็มเป็นการรักษาที่มีความปลอดภัยค่อนข้างสูงและมีประโยชน์อย่างมากต่อการฟื้นตัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยที่รับประทาน ยาละลายลิ่มเลือดไม่จำเป็นต้องหยุดยาเองก่อนมารับการฝังเข็ม อย่างไรก็ตามผู้ป่วยควรแจ้งประวัติโรคประจำตัวและรายการยาที่รับประทานอยู่ทั้งหมดให้แพทย์ฝังเข็มทราบก่อนเริ่มการรักษาเสมอ เพื่อให้แพทย์ประเมินร่างกาย วางแผนเลือกจุดฝังเข็มได้อย่างเหมาะสม
อ้างอิง
• กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการจัดบริการฝังเข็มโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟู. นนทบุรี: กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก; 2563.
• กิจธนัสถ์ เชียงเงินธัญกุล. ยาต้านเกล็ดเลือดและยาต้านการแข็งตัวของเลือดกับการรักษาทางทันตกรรม: บทความปริทัศน์. วารสารทันตแพทย์ขอนแก่น. 2561;21(2):189-204.
• ทัศนีย์ ฮาซาไนน์, บัณฑิตย์ พรมเคียมอ่อน, บรรณาธิการ. การฝังเข็ม - รมยา เล่ม 4 (การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย; 2555.
• McCulloch M, Nachat A, Schwartz J, Casella-Gordon V, Cook J. Acupuncture Safety in Patients Receiving Anticoagulants: A Systematic Review. Perm J. 2015;19(1):68-73.
• Leem J. Does acupuncture increase the risk of bleeding in patients taking warfarin. Integr Med Res. 2015;4(2):119-21.
______________________________________________
บทความโดย
ดร.พจ. พีระพงศ์ เลิศนิมิตพันธ์ (หมอจีน เฉิน เจียง เฉิง)
陈江成 资深中医师
TCM. Dr. Peeraphong Lertnimitphun (Chen Jiang Cheng)
เลขที่ใบประกอบโรคศิลปะ พจ. 724
คลินิกฟื้นฟูอัมพฤกษ์ อัมพาต และโรคทางระบบประสาท
คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ
23 ก.ย. 2569
22 ก.ย. 2569
22 ก.ย. 2569