รักษาอาการปวดประสาทจากเชื้องูสวัด

รักษาอาการปวดประสาทจากเชื้องูสวัด

อาการปวดประสาทจากโรคติดเชื้อไวรัส งูสวัด (Herpes Zoster) เป็นหนึ่งในกลุ่มอาการปวดที่รักษาให้หายได้ยาก มีการรักษาหลายวิธีการ แต่ก็มักจะได้ผลไม่ดี ทำให้ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งไม่สามารถทุเลาจากอาการปวดได้ แม้จะได้รับการรักษาอย่างเต็มที่แล้ว ผู้ป่วยหลายรายต้องมีอาการปวดอย่างรุนแรงติดตัวไปตลอดชีวิต

งูสวัด เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส varicella-zoster โดยผู้ป่วยจะมีผื่นลักษณะเป็นตุ่มน้ำ มีอาการปวดแสบปวดร้อน หรือเจ็บเหมือนของแหลมทิ่มเป็นบริเวณเฉพาะที่ มักขึ้นเป็นแถบด้านใดด้านหนึ่งของลำตัวหรือใบหน้า มีช่วงระยะเวลาการเป็นโรคอยู่ที่ 2-4 สัปดาห์

สาเหตุการเกิดโรค
เกิดจากการติดเชื้อไวรัส varicella-zoster ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับเชื้อที่ก่อโรคอีสุกอีใส หลังจากเป็นอีสุกอีใสแล้วเชื้อจะไปหลบที่ปมประสาทและกลายเป็นงูสวัดเมื่อผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันต่ำ โดยเชื้อจะวิ่งไปตามแนวเส้นประสาททำให้เกิดการอักเสบ มีอาการปวดและผื่นตามมา เมื่อผื่นหายไปตามภาวะภูมิคุ้มกันที่เพิ่มขึ้น แต่เส้นประสาทยังมีการอักเสบฟื้นฟูได้ช้าจึงทำให้ยังคงมีอาการปวดถึงแม้ผื่นจะหายไปแล้ว

อาการของโรค
หลังจากผื่นงูสวัดหายแล้ว ยังคงมีอาการปวดแสบปวดร้อน หรือปวดแบบเหมือนมีเข็มมาทิ่มแทง อาจเป็นตลอดเวลา หรือเป็นๆหายๆเป็นช่วงๆ หรือ อาการปวดเจ็บแบบแปร๊บๆตามแนวเส้นประสาทหลังจากที่ผื่นหรือตุ่มน้ำของงูสวัดหายไปแล้วยังคงมีอาการปวดอยู่ บางรายอาจมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิต หรือมีการขยับตัวลำบาก ยกของหนักไม่ได้ โดยมากมักพบในผู้ป่วยที่มีอายุ 40 ปี ขึ้นไป หรือมีอาการเสียว ปวดเมื่อมีการสัมผัส เสียดสี ตามแนวเส้นประสาทบริเวณที่มีผื่นของงูสวัดเกิดขึ้น หากเป็นหนักอาจมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต เช่น นอนไม่หลับ อวัยวะบริเวณนั้นๆไม่มีแรง ขยับหรือเคลื่อนไหวอวัยวะส่วนนั้นๆได้น้อยลง


ความเข้าใจผิดของผู้ป่วยที่คิดว่าโรคงูสวัดนั้นเป็นโรคผิวหนังโดยตรง ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่คิดว่าไม่เป็นไรมาก และมักหาซื้อยามาใช้เองหรือใช้การรักษาแบบพื้นบ้านตามความเชื่อของแต่ละถิ่น เมื่อมีอาการปวดรุนแรงมากจึงมาพบแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งมักช้าไป ทำให้การรักษายาก บางรายได้รับยาต้านเชื้อไวรัสในขนาดน้อยเกินไป  หรือเพียงครึ่งเดียวของขนาดที่ควรจะได้ เช่น Acyclovir ซึ่งขนาดของยาดังกล่าวจะเพียงพอสำหรับการรักษาเชื้อเริม (Herpes Simplex) เท่านั้น แต่ไม่เพียงพอสำหรับการกำจัดเชื้องูสวัด ทำให้การรักษาในภายหลังได้ผลไม่ดี เพราะการใช้ยาจะได้ผลดี เมื่อได้รับในขนาดที่เพียงพอ และได้รับในระยะแรก ๆ ของโรค ซึ่งเป็นช่วงที่เชื้อไวรัสกำลังเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วเท่านั้น

สาเหตุและพยาธิสภาพของโรค

โรคติดเชื้องูสวัด มิใช่โรคผิวหนัง แต่เป็นโรคระบบประสาท อาการที่ผิวหนังเป็นส่วนหนึ่งของโรคเท่านั้น เมื่อผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสงูสวัดครั้งแรก (primary infection) ซึ่งมักเป็นในวัยเด็กเล็ก อาการแสดงของโรคจะปรากฏให้เห็นเป็นออกสุกใส ซึ่งมีอาการแสดงเฉพาะผิวหนังจริง ๆ เมื่ออาการทางผิวหนังหายแล้ว ร่างกายจะไม่สามารถกำจัดเชื้อนี้ได้หมด เนื่องจากไวรัสงูสวัดสามารถที่จะไปแอบซ่อนตัวในปมประสาทรับความรู้สึก และเม็ดเลือดขาวบางชนิด การอยู่อย่างซ่อนเร้นในเซลประสาทรับความรู้สึกของร่างกายนี้ ทำให้กลไกกำจัดเชื้อตามธรรมชาติของร่างกายไม่สามารถตรวจพบและกำจัดเชื้อออกไปได้ เชื้อเหล่านี้จะยังคงอยู่ตลอดไปและรอเวลา


เมื่อร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำลง เช่น มีการเจ็บป่วยรุนแรง ระหว่างฟื้นไข้หรือระหว่างฟื้นตัวหลังผ่าตัด อดนอนตรากตรำงานมาก หรือได้ยากดภูมิต้านทานของร่างกาย เชื้อที่ซ่อนอยู่จะเริ่มกำเริบเพราะภูมิต้านทานของร่างกายไม่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะกำราบเชื้อได้ เชื้อที่ซ่อนตัวไว้จะมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว (reactivation) จนมีจำนวนเชื้อมากพอถึงระดับที่จะแสดงอาการของโรค เชื้อจะเดินทางไปตามเส้นประสาทที่ออกจากปมประสาทบริเวณใบหน้าและ  2  ข้างของกระดูกสันหลัง วิ่งอ้อมไปทางเส้นประสาทที่อยู่รอบตัว หรือประสาทที่ออกไปเลี้ยงแขนขา หรือไปตามเส้นประสาทรับรู้ความรู้สึกบนใบ หน้า เมื่อเชื้อมาถึงผิวหนังจะทำให้เกิดพุขึ้นเป็นผื่นแดง ต่อมาเป็นตุ่มคล้ายคนเป็นสุกใสนั่นเอง


ดังนั้น ผื่นจึงมักจะเรียงตัวไปตามแนวรากและเส้นประสาทนั้น ๆ หากเราสังเกตตุ่มให้ดี จะเป็นตุ่มใสวางอยู่บนผื่นแดง และตรงกลางยอดของตุ่มใสจะมีบุ๋มลงไปคล้ายสะดือ ซึ่งเป็นลักษณะที่ค่อนข้างเฉพาะของผื่นผิวหนังจากงูสวัด



เนื่องจากการลุกลามหลังการติดเชื้อครั้งแรก จะแพร่กระจายมาตามเส้นประสาทรับความรู้สึก (sensory nerve and sensory root) จึงทำให้เกิดการอักเสบของเส้นประสาทร่วมด้วยเสมอ ไม่มากก็น้อย เพียงแต่จะเกิดชั่วคราวหรือจะเกิดรุนแรงจนเป็นถาวร


อาการปวดประสาทอย่างรุนแรง กับความรุนแรงของแผลของผิวหนัง มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด กล่าวคือ หากผู้ป่วยมีแผลรุนแรง เป็นบริเวณกว้างและลึกมาก อาการเหล่านี้จะพอทำนายได้ว่าจะตามมาด้วยอาการปวดที่รุนแรง

อีกประการหนึ่ง หากผู้ป่วยได้รับยาฆ่าเชื้อไวรัส ในขนาดที่พอเพียงและเร็วพอ แผลมักจะไม่รุนแรง บางทีขึ้นมาเป็นผื่นแดง ๆ พอเป็นตุ่มเล็ก ๆ ก็ยุบไป ไม่กลายเป็นตุ่มพองขยายวงกว้าง และมีอาการปวดในภายหลังน้อยกว่า จากรายงานในวารสาร American Academy Dermatology พบว่า ในคนสูงอายุเกิน 60 ปี หากเป็นงูสวัด มากกว่าร้อยละ 50 หรือครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยจะมีอาการปวดจากงูสวัดตามมา และพบว่า การให้ยาสเตียรอยด์  ในระยะสั้น ๆ ประมาณ 2 สัปดาห์ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ตั้งแต่แรก โอกาสเกิดอาการปวดจากเส้นประสาทอักเสบจากเชื้องูสวัดจะน้อยลง

การแยกโรค
เนื่องจากอาการของการปวดปลายประสาทหลังจากเป็นงูสวัดมีอาการคล้ายคลึงกับอาการของ โรคปลายประสาทอักเสบ

โรคปลายประสาทอักเสบ คือการที่ระบบเส้นประสาทที่ทำหน้าที่ในการควบคุมการทำงานต่างๆของร่างกายมีความผิดปกติ มีอาการมึน ชา อ่อนแรงในบริเวณนิ้วมือ แขน เท้า ขา บางครั้งอาจมีอาการปวดแสบปวดร้อน คล้ายกับอาการของการปวดปลายประสาทหลังจากเป็นงูสวัด แต่มีสาเหตุต่างกัน เช่น การติดเชื้อ การถูกกดทับ โรคเฉพาะตัว การขาดวิตามิน ฯลฯ

ในทางการแพทย์แผนจีนอาการของการปวดปลายประสาทหลังจากเป็นงูสวัดจัดอยู่ในขอบเขตของโรคงูสวัด (蛇串疮)

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค
สาเหตุของการเกิดโรคงูสวัดส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักมีประวัติเครียด คิดมาก หรือมีพฤติกรรมการทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง เช่น การทานอิ่มมากเกินไปหรือทานน้อยเกินไป บวกกับพักผ่อนน้อย อดหลับอดนอน ทำให้เกิดภาวะชี่ของตับและม้ามผิดปกติ เกิดเป็นความร้อน และเมื่อถูกปัจจัยภายนอกมากระทบ เช่น  ลมร้อน ลมเย็น ความชื้น จนทำให้เกิดงูสวัดเกิดขึ้น

นอกจากนี้ในผู้สูงอายุที่ร่างกายอ่อนแอมักมีภาวะเลือดน้อยตับแกร่ง ทำให้เกิดความร้อนชื้นสะสมภายใน เกิดภาวะ “เลือดคั่งจากชี่ติดขัด” อุดกั้นเส้นลมปราณ ทำให้เกิดอาการปวด ตามทฤษฎี “หากชี่เลือดเดินไม่สะดวกจะทำให้เกิดอาการปวด”



การวินิจฉัยแยกกลุ่มอาการ
1. ภาวะ/กลุ่มอาการตับและถุงน้ำดีร้อนชื้น 
Liver-gallbladder dampness-heat
肝胆湿热证(肝膽濕熱證)龙胆泻肝汤 龙胆草 黄芩 栀子
เป็นภาวะที่มีความร้อนชื้นสะสมทำให้ตับและถุงน้ำดีไม่สามารถทำการระบายได้ตามปกติ มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปวดแน่นชายโครง เบื่ออาหาร เบื่ออาหารมัน ลิ้นแดงมีฝ้าเหลืองเหนียว ชีพจรตึงลื่นและเต้นเร็ว

วิธีการรักษา ระบายความร้อนตับ ลดความชื้น ขับพิษ

ตำรับยาที่เหมาะสม หลงต่านเซี่ยกานทัง (龙胆泻肝汤)

หลักการเลือกใช้ตำรับยา ภาวะตับร้อนชื้นมักมีปัญหาเชื่อมโยงไปถึงถุงน้ำดีเนื่องจากทั้งสองอวัยวะนี้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน จึงเลือกตำรับยาหลงต่านเซี่ยกานทัง ซึ่งมียา หลงต่านเฉ่า(龙胆草) หวงฉิน(黄芩) จือจื่อ(栀子) ที่สามารถระบายความร้อนชื้น และระบายไฟในตับได้ดี

เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีไฟแกร่งในตับและถุงน้ำดีรบกวนส่วนบนของร่างกาย ยาตำรับนี้จะทำให้ความร้อนชื้นลงสู่ส่วนล่างของร่างกาย ระบายความร้อน สงบจิตใจ ลดการอักเสบ ขับปัสสาวะ ลดความดัน(ที่เกิดจากภาวะตับร้อนชื้น)ได้ ยาตำรับนี้ไม่เหมาะในผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพราะอาหารเนื่องจากมีฤทธิ์ที่เย็นมาก


2.  ภาวะ/กลุ่มอาการม้ามพร่องถูกชื้นปิดล้อม 
Spleen deficiency with dampness encumbrance pattern/syndrome
脾虚湿困证(脾虛濕困證)
มีอาการแน่นท้อง เบื่ออาหาร มีเสียงลำไส้เคลื่อน คลื่นไส้ คอแห้งแต่ไม่กระหายน้ำ อ่อนเพลีย ลิ้นมีฝ้าเหนียว เป็นภาวะ/กลุ่มอาการเดียวกับภาวะม้ามพร่องและความชื้นสั่งสม

วิธีการรักษา บำรุงม้าม ขจัดชื้น ขับพิษ

ตำรับยาที่เหมาะสม ฉูซือเว่ยหลิงทัง (除湿胃苓汤)

หลักการเลือกใช้ตำรับยา ตำรับยาฉูซือเว่ยหลิงทัง เกิดจากยาตำรับผิงเว่ย์ส่าน(平胃散)กับอู่หลิงส่าน(五苓散)รวมกัน ซึ่งมีสรรพคุณในการขับความชื้น โดยตำรับยาผิงเว่ย์ส่านมีสรรพคุณเน้นไปทางบำรุงม้าม ประสานกระเพาะอาหาร ส่วนตำรับยาอู่หลิงส่านเน้นไปทางขับน้ำ ปรับสมดุลน้ำภายในร่ายกาย ผู้ที่มีภาวะม้ามพร่องมักมีปัญหาในการขจัดความชื้นและสารน้ำภายในร่ายกายไม่สมดุล ผู้ที่มีภาวะม้ามพร่องถูกชื้นปิดล้อมจึงเหมาะที่จะใช้ยาตำรับนี้ หากมีตุ่มน้ำขนาดใหญ่จำนวนมากสามารถเพิ่มยา ปี้เซี่ยะ(萆薢) และ เชอเฉียนเฉ่า(车前草)ได้


3. ภาวะ/กลุ่มอาการเลือดคั่งจากชี่ติดค้าง 
Qi stagnation and blood stasis
气滞血瘀证(氣滯血瘀證)
เกิดจากชี่ไหลเวียนไม่คล่องทำให้การไหลเวียนของเลือดติดขัดตามไปด้วย ที่บริเวณหน้าอก ชายโครง ใต้ลิ้นปี่ หรือท้องมีอาการตึงเจ็บ เจ็บแปลบ หรือมีก้อนเกิดขึ้นเป็นพักๆ ลิ้นมีสีม่วงหรือมีจุดจ้ำ ชีพจรตึงและเต้นแบบติดขัด

วิธีการรักษา ปรับการไหลเวียนชี่ สลายเลือดคั่ง ลดอาการปวด

ตำรับยาที่เหมาะสม ไฉหูซูกันส่าน(柴胡疏肝散) และ ซื่ออู้ทัง(四物汤)

หลักการเลือกใช้ตำรับยา เนื่องจากสาเหตุที่ทำให้เกิดงูสวัดเกี่ยวกับสภาวะทางอารมณ์โดยเฉพาะความเครียด ความกังวลเป็นหลัก ซึ่งมีความสัมพันธ์กับตับ นอกจากนี้ทฤษฎีแพทย์จีนยังมีคำกล่าวว่า “หากชี่เลือดเดินไม่สะดวกจะทำให้เกิดอาการปวด(不通则痛)”  

ไฉหูซูกันส่าน เป็นตำรับยาที่มีฤทธิ์ ในการปรับการไหลเวียนชี่ของตับ สลายเลือดคั่ง ลดอาการปวด โดยเน้นไปที่เส้นลมปราณตับ ตำรับยานี้เกิดจากยาตำรับ ซื่อหนี้ส่าน(四逆散) และตัวเพิ่มตัวยากลุ่มกระตุ้นการไหลเวียนชี่ของตับ เพื่อเพิ่มกำลังในการกระตุ้นการไหลเวียนของชี่ ส่วนตำรับยาซื่ออู้ทัง มีสรรพคุณในการบำรุงเลือด ปรับสมดุลเลือด หากผู้ป่วยมีภาวะเลือดคั่งมาก ลิ้นสีคล้ำเข้ม สามารถเพิ่มยา เถาเหริน(桃仁) และ หงฮวา(红花) เพื่อเพิ่มกำลังในการสลายเลือดคั่งและลดอาการปวด หากมีอาการปวดจนมีผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันสามารถเพิ่มตัวยา เหยียนหูสั่ว(延胡索) หรู่เซียง(乳香) ม่อเย่า(没药)ได้ ทั้งนี้ยาตำรับซื่ออู้ทังมีสรรพคุณในการสลายเลือดคั่ง หากผู้ป่วยมีการทานยาละลายลิ่มเลือดต้องระวังปริมาณการใช้ยา



ตัวอย่าง กรณีการรักษาผู้ป่วยอาการของการปวดปลายประสาทหลังจากเป็นงูสวัด
ที่คลินิกโรคผิวหนัง หัวเฉียวแพทย์แผนจีน


กรณีศึกษาที่ 1
ข้อมูลทั่วไป
ชื่อ-นามสกุล นาง พXXX เพศหญิง อายุ 59 ปี
เลขประจำตัวผู้ป่วย 293XXX
วันที่รับการรักษา 6 ตุลาคม 2561

อาการสำคัญ ปวดศีรษะด้านขวา 1เดือน

ประวัติการเจ็บป่วยปัจจุบัน
- 9 กันยายน 2561 มีอาการตุ่มน้ำขึ้นที่ศีรษะและหน้าผากด้านขวา ร่วมกับมีอาการปวด
- ผู้ป่วยไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น โรคงูสวัด
- แพทย์จ่ายยา Acyclovir มาให้ทาน
- ตุ่มน้ำค่อยๆแห้งลง อาการปวดเริ่มน้อยลง
- 28 กันยายน 2561 อาการปวดรุนแรงขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ผู้ป่วยไปพบแพทย์อีกครั้ง แพทย์ได้ทำการฉีดยา triamcinolone ให้เฉพาะที่
- ช่วงเวลาที่มีอาการปวดลดน้อยลง แต่เวลาที่มีอาการปวดก็ปวดรุนแรง

ประวัติปัจจุบัน
- มีอาการปวดศีรษะด้านขวาเป็นเส้นยาวมาถึงหน้าผากซีกขวา จนถึงเบ้าตาด้านขวา
- เวลากลางคืนมีอาการปวดมากเป็นพิเศษ
- บางครั้งปวดจนน้ำตาไหล
- หงุดหงิดโมโหง่าย
- คอแห้งกระหายน้ำบ่อย
- ท้องผูก (ต้องทำd-tox)
- รับประทานอาหารได้ตามปกติ
- การนอนหลับปกติ

ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต - ไม่มี

การตรวจร่างกาย
ผิวบนหนังศีรษะมีร่อยรอยของผื่นที่ตอนนี้เหลือสีผิวคล้ำ ลิ้นสีแดงฝ้าสีเหลืองเหนียว ชีพจรตึงเล็ก

การวินิจฉัย แพทย์แผนจีน : งูสวัด แพทย์แผนปัจจุบัน : PHN

จากกลุ่มอาการเลือดคั่งจากชี่ติดขัด(气滞血瘀型)

การรักษา : รับประทานยาสมุนไพรจีน โดยแพทย์เลือกใช้ยาสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการปรับการไหลเวียนชี่เพิ่มการไหลเวียนเลือด ทะลวงเส้นขับความชื้นลดอาการปวด

คำแนะนำจากแพทย์จีน

1. ระวังไม่ให้โดนลมโดนตรง ไม่ว่าจะลมจากพัดลม ลมแอร์ หรือการนั่งมอเตอร์ไซด์
2. ปรับสภาพจิตใจให้แจ่มใส หลีกเลี่ยงการเครียด คิดมาก
3. พักผ่อนให้เพียงพอ
4. เน้นทานอาหารรสไม่จัด
5. รักษาโดยใช้การฝังเข็มควบคู่

หลังการประเมินผลการรักษา ครั้งที่ 1 วันที่ 20ตุลาคม 2561

- หลังการทานยาร่วมกับฝังเข็ม อาการปวดลดลง 50%
- บริเวณที่ปวดเหลือเพียงบนคิ้วด้านขวา
- อาการแสบร้อนไม่ชัดเจน
- ท้องผูก (ต้องทำd-tox)
- อาการกระหายน้ำลดลง
- นอนหลับดี
- ผู้ป่วยขอหยุดการฝังเข็มเนื่องจากไม่สะดวกเดินทาง
- ลิ้นสีแดง ฝ้าเหนียวสีเหลืองบาง ชีพจรเล็ก


หลังการประเมินผลการรักษาครั้งที่ 2 วันที่ 2 พฤศจิกายน 2561
- อาการปวดเหลือเพียง 20% หากมีการสัมผัสถึงมีอาการปวด
- กระหายน้ำบ่อย
- นอนหลับดี
- ลิ้นสีแดง ฝ้าเหนียวสีเหลืองบาง ชีพจรเล็ก

 
กรณีศึกษาที่ 2 
ข้อมูลทั่วไป
ชื่อ-นามสกุล นาย กXXX เพศชาย อายุ 33 ปี
เลขประจำตัวผู้ป่วย 291XXX
วันที่รับการรักษา 25 สิงหาคม 2561

อาการสำคัญ มีผื่นแดงขึ้นที่ศีรษะและหน้าผากด้านซ้ายและมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย 1 อาทิตย์

ประวัติการเจ็บป่วยปัจจุบัน
วันที่ 18 สิงหาคม เริ่มมีอาการปวดบริเวณศีรษะด้านซ้ายลักษณะเป็นเส้นจากด้านหลังศีรษะมาด้านหน้าจนถึงกระบอกตา วันที่ 21สิงหาคม เริ่มมีผื่นสีแดงขึ้นเป็นตุ่ม โดยมีขอบเขตชัดเจน มีอาการปวดแสบปวดร้อน ปวดเหมือนเข็มทิ่ม ผู้ป่วยได้รับการทานยา Acyclovir และผ่านการพบจักษุแพทย์แล้ว อาการปวดทุเลาลงเล็กน้อย  มีประวัติเครียด งานยุ่งและพักผ่อนน้อย ขับถ่ายทุกวัน นอนหลับปกติ

ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต - ไม่มี

การตรวจร่างกาย
ผิวบนหนังศีรษะและใบหน้าด้านซ้ายบริเวณหน้าผากยาวจนถึงจมูกมีสีแดงจัด มีตุ่มน้ำขนาดเล็กเกาะเป็นกลุ่ม ต่อกันเป็นเส้นคล้ายสร้อยไข่มุก บริเวณที่มีผิวสีแดงไม่เกินไปทางด้านขวา มีสีตัดกันชัดเจน ลิ้นสีแดงฝ้าสีเหลืองเหนียว ชีพจรตึงเร็ว

การวินิจฉัย แพทย์แผนปัจจุบัน / แพทย์แผนจีน : งูสวัด
จากกลุ่มอาการตับและถุงน้ำดีร้อนชื้น(肝胆湿热证)

การรักษาโดยวิธีแผนจีน รับประทานยาสมุนไพรจีน โดยแพทย์เลือกใช้ยาสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการระบายความร้อนตับ ลดความชื้น ขับพิษ ระงับอาการปวด พร้อมแนะนำให้ผู้ป่วยพักงาน


หลังการประเมินผลการรักษาครั้งที่1 วันที่ 1 กันยายน 2561
- หลังรับประทานยาสมุนไพร ตุ่มน้ำตกสะเก็ด อาการปวดแสบปวดร้อนไม่ชัดเจน สีผิวกลับมาเป็นสีปกติไม่แดง มีอาการชาบริเวณที่มีการปวดก่อนหน้า

 
หลังการประเมินผลการรักษาครั้งที่ 2 วันที่ 8 กันยายน 2561
- ผู้ป่วยกลับไปทำงาน เนื่องจากความเครียดจากงานทำให้มีอาการชา เจ็บเหมือนเข็มแทงกลับมา ลิ้นสีแดงออกคล้ำฝ้าเหนียว ชีพจรเล็กตึง

การรักษา รับประทานยาสมุนไพรจีน โดยแพทย์เลือกใช้ยาสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการทะลวงเส้น ปรับการไหลเวียนของเลือด ลดอาการปวด แนะนำผู้ป่วยหลีกเลี่ยงภาวะเครียด


หลังการประเมินผลการรักษาครั้งที่3 วันที่ 15 กันยายน 2561
ตกสะเก็ดเริ่มลอกออก อาการปวดและชาลดลง ไม่มีอาการชัดเจน

 สรุปผลการรักษา
จากทั้ง 2 กรณีตัวอย่าง จะเห็นว่าการรักษาด้วยยาจีนร่วมกับการฝังเข็มสามารถลดอาการปวดปลายประสาทหลังจากเป็นงูสวัดได้เป็นอย่างดี แนะนำว่าหากมีอาการควรรีบมารักษาไม่ควรทิ้งระยะนาน หากรีบมารักษาการรักษาก็จะใช้เวลาไม่นาน หากทิ้งไว้นานการรักษาก็จะยากยิ่งขึ้นและใช้เวลานานมากขึ้น

บันทึกข้อมูลการรักษาโดย
แพทย์จีน ณัฐฐิมา เตชะพิพัฒน์ชัย (เจิง ฉ่าย อิง)


กล่าวโดยสรุปเกี่ยวกับงูสวัดในปัจจุบัน ดังนี้

1. เชื้องูสวัดที่เป็น ไม่ได้ติดมาจากใคร แต่เป็นเชื้อเดียวกับโรคสุกใสที่เคยเป็นมาก่อนหน้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมาแต่เด็ก เชื้อไวรัสบางส่วนอาศัยแอบซ่อนอยู่ในปมประสาท และถูกกระตุ้นปลุกขึ้นมาใหม่ (reactivation) เมื่อมีปัจจัยที่เหมาะสม

2. งูสวัดเป็นโรคระบบประสาท โดยอาการทางผิวหนังเป็นเพียงอาการแสดงส่วนหนึ่งของโรค

3. อาการปวดประสาทจากงูสวัด มีความหลากหลาย อาจเป็นอาการถาวร ที่รักษาไม่หาย และอาจปวดรุนแรงมาก จนถึงกับไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป หรืออาการอาจเป็นชั่วคราวและหายเองได้

4. หากได้รับยาต้านไวรัส ในขนาดที่เหมาะสมและรวดเร็วเพียงพอ จะสามารถลดภาวะแทรกซ้อนจากโรคลงได้ ทั้งอาการปวดประสาท และความรุนแรงของผื่นผิวหนังและแผลเป็น

ความทุกข์ทรมานของอาการปวดประสาทจากงูสวัด เป็นการยากที่จะอธิบายให้คนที่ไม่เคยเป็นเข้าใจได้ เพียงแค่เสื้อผ้าสัมผัสกับผิวหนังบริเวณที่เป็น (ซึ่งแผลหายแล้ว) ยังปวดมากจนต้องร้องไห้ เมื่อเชื้องูสวัดเพิ่มจำนวนออกมาจากปมประสาทจะทำให้เกิดการอักเสบไปตามรากประสาท เส้นประสาทไปถึงไหน อาการปวดก็ติดตามไปทุกที่ ตัวอย่าง รากประสาทบริเวณเอวจะไปเลี้ยงกล้ามเนื้อและผิวหนังของรอบเอว อาการปวดก็จะเกิดรอบ ๆ เอว จากผิวหนังลึกลงไปถึงกล้ามเนื้อชั้นใน อาการปวดอาจเป็นได้หลายแบบ เช่น ร้อนแสบเหมือนไฟลวก หรือเหมือนเอาพริกทา หรือปวดแปลบแบบไฟช็อต วิ่งไปตามรากประสาทหรือปวดเหมือนถูกเข็มแทงทีละหลาย ๆ เล่ม

ระยะแรก อาการปวดเกิดเฉพาะบริเวณที่รากประสาทนั้นเลี้ยงอยู่ ต่อมาอาจปวดในบริเวณข้างเคียง ทั้งด้านบนและล่างต่อรากประสาทที่รับผิดชอบอีก 2 - 3 ราก   รวมกันเป็นบริเวณปวดเป็นแถบกว้างขึ้นและรุนแรงขึ้นด้วย เมื่อมีอาการปวดต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาการปวดจะถูกบันทึกไว้อย่างถาวร ในระบบประสาทส่วน กลางระดับไขสันหลังและสมอง ซึ่งเป็นระยะที่การรักษาใด ๆ ก็มักจะไม่ได้ผล และอาการปวดจะเป็นไปตลอด แม้จะฉีดยาระงับความรู้สึกที่เส้นประสาท หรือตัดเส้นประสาทที่มีปัญหาออกอาการปวดก็ไม่หาย



เนื่องจากอาการปวดรุนแรง การใช้ยาแก้ปวดธรรมดามักไม่ได้ผล แพทย์มักต้องใช้ยาแก้ปวดอย่างแรง ซึ่งอาจเสพติดได้ เช่น Morphine, Pethidine และอาจต้องให้ยากันชักบางอย่างซึ่งมีฤทธิ์แก้ปวดประสาทได้ เช่น Gabapentin, Carbamazepine, Pregabalin, Oxcarbamazepine ยาเหล่านี้ เพียงช่วยบรรเทาอาการชั่วคราวแต่โรคไม่หาย มีราคาแพงและมีฤทธิ์แทรกซ้อนที่สำคัญ คือ กดการทำงานของสมอง ทำให้ง่วงซึมทำงานไม่ได้  แต่ผู้ป่วยก็จำเป็นต้องใช้ยา เพราะง่วงก็ยังดีกว่าปวด รวมทั้งยาบางชนิด เช่น Carbamazepine ยังอาจทำให้เกิดอาการผื่นแพ้ยาอย่างรุนแรงในผู้ใช้บางรายด้วย ผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็น ต้องใช้ยาในขนาดสูงจนกดการทำงานของไขกระดูก จนไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดได้ ทำให้เกิดโรคเลือด  


การฝังเข็มช่วยรักษาอาการปวดจากงูสวัดได้ดี แต่ต้องทำภายใน 4 สัปดาห์ หลังจากมีผื่นขึ้นที่ผิวหนัง คือต้องทำก่อนที่ร่างกายผู้ป่วยจะบันทึกความเจ็บปวดอย่างถาวร ไว้ในระบบประสาทส่วนกลาง เพราะผู้ป่วยที่มารับการรักษาในระยะที่ช้าไปจะเกิดอาการปวดภายในระบบประสาทได้ด้วยตัวของมันเอง  โดยไม่ต้องมีการกระตุ้นจากสิ่งอื่น จะนั่งจะนอนอยู่เฉย ๆ ก็มีอาการปวดขึ้นเอง เหมือนระบบประสาทเปิดเล่นเทปที่บันทึกอาการปวดไว้ออกมาเอง

จากประสบการณ์ การรักษาผู้ป่วยที่ปวดจากงูสวัดประมาณ 80 ราย พบว่า ได้ผลดีโดยการฝังเข็มบริเวณรอบ ๆ รอยผื่นและตุ่มที่ผิวหนัง (แต่ไม่ได้แทงเข็มตรงบริเวณที่เป็นแผล) การฝังเข็มบริเวณจุดข้าง ๆ กระดูกสันหลังที่มีรากประสาทที่ส่งเส้นประสาทมาเลี้ยงผิวหนังที่บริเวณที่เป็นแผลประมาณ 4 - 5 จุด จากนั้นกระตุ้นเข็มด้วยไฟฟ้า ในความถี่สูง ประมาณ 200 เฮิร์ซ พบว่า อาการปวดมักจะลดลงตั้งแต่การฝังเข็มครั้งแรก บางครั้งลดลงร้อยละ 20 – 30 จากอาการเดิม ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น สามารถทำนายได้ว่าจะประสบความสำเร็จในการรักษาในที่สุด

อาการปวดจากโรคงูสวัด เป็นอาการที่รักษายาก จึงจำเป็นต้องใช้เวลานานทำการรักษาหลายครั้งจึงจะสำเร็จ   โดยทั่วไปแนะนำให้ทำฝังเข็มครั้งละ 30 นาที โดยแบ่งระยะการรักษาเป็น 3 รอบการรักษา รอบละ 10 ครั้ง โดยรอบการรักษาแรก ฝังเข็มสัปดาห์ละ 3 ครั้ง, รอบการรักษาที่ 2 ฝังเข็มสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และรอบการรักษาที่ 3 ฝังเข็มสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จากประสบการณ์ หากผู้ป่วยมารับการรักษาภายใน 4 สัปดาห์ (1 เดือน) นับจากเริ่มเกิดผื่น พบว่า ผู้ป่วยทุกรายหายเป็นปกติ คือสามารถค่อย ๆ ถอนการใช้ยารับประทานที่เคยใช้อยู่ได้หมด นับว่าเป็นการรักษาที่ดีที่สุด ในการจัดการกับอาการปวดประสาทจากงูสวัด

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดประสาทมานานหลายเดือน หรือเป็นปี การรักษาจะได้ผลไม่ดี และไม่แนะนำให้ทำการรักษาด้วยการฝังเข็ม ดังนั้นการเป็นงูสวัดและมีอาการปวด ควรนึกถึงแพทย์ฝังเข็มและมารับการรักษาโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ การฝังเข็มรักษาผู้ป่วยงูสวัดในระยะเฉียบพลัน ที่เริ่มมีผื่นหรือตุ่มใสจะได้ผลดียิ่งขึ้น โดยผื่น ตุ่มพอง และแผลอักเสบต่าง ๆ กลับแห้งและหายเร็วขึ้นมาก ผู้ป่วยที่เริ่มเป็นงูสวัดไม่จำเป็นต้องรอให้มีอาการปวดก่อนแล้วจึงมาฝังเข็ม สามารถให้การฝังเข็มได้เลย แผลจะหายเร็วและไม่มีอาการปวดติดตามมา  และอาจไม่ต้องทำการรักษาถึง 30 ครั้ง

 

ตัวอย่างผู้ป่วยเพิ่มเติม

- ผู้ป่วยรายแรก หญิงไทย อายุ 29 ปี มีอาการแทรกซ้อนจากงูสวัด ที่เรียกว่า Ramsay-Hunt syndrome   คือ เป็นงูสวัดบริเวณหูแล้วเข้าทำลายเส้นประสาทสมองเส้นที่ 5, 7 และ 8  โดยมีอาการปวดใบหน้า ปากเบี้ยว  และสูญเสียการได้ยิน (หูดับ) หลังให้การรักษาด้วยการฝังเข็ม 10 ครั้ง อาการหายเป็นปกติ

- ผู้ป่วยรายที่สอง วิสัญญีแพทย์ชาย อายุ 65 ปี นอกจากมีอาการ Ramsay-Hunt syndrome คือปวดใบหน้า อัมพฤกษ์ที่ใบหน้า และหูดับแล้ว ยังทำให้สมองน้อยอักเสบ (cerebellitis) มีอาการมึนศีรษะ เดินเซ เสียการทรงตัว  หลังให้การรักษาด้วยการฝังเข็ม 9 ครั้ง พบว่าอาการปวดใบหน้าหายไป ปากเบี้ยวน้อยลง อาการเดินเซยังมีเล็กน้อย ผลตรวจการได้ยิน (audiogram) เปรียบเทียบกับก่อนการรักษาดีขึ้นจนเกือบปกติ

- ผู้ป่วยรายที่สาม นักศึกษาแพทย์ชาย อายุ 23 ปี เป็นผื่นงูสวัดที่หน้าผาก 4 วัน และเริ่มมีอาการปวด หลังให้การรักษาด้วยการฝังเข็ม 4 ครั้ง อาการปวดหายไป และ แผลแห้งตกสะเก็ดอย่างรวดเร็ว

- ผู้ป่วยรายที่สี่ พยาบาลหญิง อายุ 28 ปี เป็นงูสวัดที่เท้า 6 วัน จึงเริ่มมีอาการปวด หลังให้การรักษาด้วยการฝังเข็ม 2 วัน แผลดีขึ้นอย่างรวดเร็วและอาการปวดหายไป และไม่เกิดขึ้นอีก

ผลการรักษาในผู้ป่วยรายที่สามและสี่ แสดงให้เห็นว่า ผู้ป่วยงูสวัดที่ได้รับรักษาด้วยการฝังเข็มในระยะเฉียบพลัน จะได้ผลในการรักษาที่ดีขึ้น คือ ทำให้แผลหายเร็วขึ้น มีแผลเป็นน้อย ลดความเสี่ยงในการเกิดอาการปวดประสาทถาวร และใช้จำนวนการฝังเข็มน้อยลง

 

เพิ่มเติม : การฝังเข็มสามารถรักษาอาการปวดประสาทจากงูสวัดได้อย่างไร ?

จากการศึกษา พบว่า การฝังเข็มช่วยลดการอักเสบได้เช่นเดียวกับการใช้ยาต้านอับเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) รวมทั้งการฝังเข็มยังกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารสเตียรอยด์ นอกจากนี้การฝังเข็มยังมีผลยับยั้งการหลั่งสารที่กระตุ้นการอักเสบ ได้แก่ ไซโตคายน์ชนิดต่าง ๆ  

การฝังเข็มยังเพิ่มการไหลเวียนในบริเวณที่มีปัญหา ทำให้เร่งกระบวนการดูดซับของเสียและสารสื่อความเจ็บปวด (pain mediators) อาการปวดจึงลดลง และทำให้เกิดการซ่อมแซมเนื้อเยื่ออย่างรวดเร็ว  ผื่นและตุ่มพองจะยุบฝ่อลง แผลจึงหายได้ดีกว่าและรวดเร็วขึ้น

เส้นประสาทที่อักเสบและบวมอยู่จะยุบบวมลงอย่างรวดเร็ว ทำให้อาการปวดทุเลา  การฝังเข็มร่วมกับเครื่องกระตุ้นเข็มไฟฟ้า โดยใช้ความถี่สูง ทำให้ลดความไวต่อการกระตุ้นของระบบประสาทรับความรู้สึก (hypersensitivity) และกระตุ้นการหลั่ง encephalin ซึ่งเป็น endorphine ที่ร่างกายสร้างขึ้น เพื่อระงับความเจ็บปวดในระบบประสาท ทั้งในระดับรากประสาท ไขสันหลัง และในสมอง การฝังเข็มจึงมีผลระงับความเจ็บปวดที่มีประสิทธิภาพสูง เพราะมีผลระงับปวดที่ระบบประสาททุกระดับ  อย่างไรก็ตาม การรักษาโดยวิธีการของแพทย์แผนจีน จะใช้วิธีผสมผสานกัน ตั้งแต่กระบวนการตรวจวินิจฉัย การประเมินการรักษา ทั้งการใช้ยาจีน การฝังเข็ม หรือหัตถการเสริมอื่นๆ  และในการรักษาควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ 





 

ข้อมูลประกอบบทความ
การฝังเข็มรมยา เล่ม 3
กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
ISBN 978-616-11-10728-4