Last updated: 15 ม.ค. 2569 | 74 จำนวนผู้เข้าชม |
ที่จริงแล้วประเด็นหัวข้อนี้มักเป็นที่สนใจและสอบถามจากคนไข้กันอยู่หลายครั้งว่า การรับประทานยาจีนมีความปลอดภัยแค่ไหน เป็นอันตรายต่อผู้รับประทานหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและผู้ป่วยหลายท่านก็ไม่กล้าถามคุณหมอตรง ๆ ดังนั้นวันนี้ผมขอเป็นตัวแทนแพทย์แผนจีนอีกหนึ่งท่าน ที่จะขออธิบายและแสดงความเห็นให้ทุกท่านได้ทำความเข้าใจไปด้วยกันนะครับ โดยผมขอเริ่มต้นจากประโยคเหล่านี้
“กินยาจีนแล้วหายเร็วมาก”
“กินแล้วหน้าบวม น้ำหนักขึ้น”
“พอหยุดยาแล้ว อาการกลับเป็นหนักกว่าเดิม”
ประโยคเหล่านี้เป็นประสบการณ์จริงของผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย และเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามสำคัญในสังคมว่า
ยาจีนมีสเตียรอยด์จริงหรือไม่ ซึ่งคำถามนี้ไม่ควรถูกตอบด้วยการปฏิเสธทันที และไม่ควรถูกใช้เพื่อโจมตีศาสตร์การแพทย์ใดศาสตร์หนึ่ง แต่ควรถูกอธิบายด้วย ความจริง ความเข้าใจ และความรับผิดชอบต่อผู้ป่วยเป็นสำคัญ ซึ่งคำอธิบายที่ผมเตรียมมาให้ทุกท่านมีดังต่อไปนี้ครับ
1. หลักการพื้นฐานของแพทย์แผนจีน: รักษาที่ต้นเหตุ (治本)
การแพทย์แผนจีนมีแนวคิดสำคัญคือ เมื่อร่างกายเจ็บป่วยต้องรักษา ก็ควรแก้ที่ต้นเหตุ(治病求本) ดังนั้นยาจีนจึงไม่ได้มุ่งไปที่การ “กดอาการ” แบบฉับพลัน (ถึงแม้ว่าจะมียาจีนหลากหลายชนิดที่ช่วยระงับอาการได้ก็ตาม) แต่กลับเน้นที่การ ปรับสมดุล อินหยาง ฟื้นฟูชี่ เลือด และทำให้อวัยวะภายใน (脏腑) กลับมาทำงานได้แข็งแรงขึ้นเสียมากกว่า ซึ่งหากมองตามหลักการนี้แล้วนั้น ก็สามารถกล่าวได้ว่า พื้นเพดั้งเดิมของแพทย์แผนจีนในการใช้ยาจีนนั้นไม่ได้มีการใช้สเตียรอยด์สังเคราะห์เป็นจุดประสงค์หลักตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพราะสเตียรอยด์เป็นการกดปฏิกิริยาของร่างกายชั่วคราว ช่วยระงับอาการได้ แต่ไม่ได้แก้ที่สมดุลพื้นฐานตามแนวคิดของแพทย์แผนจีนแต่อย่างใด
2. ความจริงในยุคปัจจุบัน: ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ศาสตร์การแพทย์แผนจีน” แต่อยู่ที่ “การนำมาใช้ที่ผิด”
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า มีบางกรณีที่พบการลักลอบผสมสเตียรอยด์สังเคราะห์หรือยาแผนปัจจุบันลงในยาที่อ้างว่าเป็นยาสมุนไพรจีนซึ่งมักพบในยาชุด ยาลูกกลอน ยาผงไม่มีฉลาก ยาที่ไม่สามารถอธิบายส่วนประกอบได้ ซึ่งการกระทำเช่นนี้ ไม่ใช่หลักการของการแพทย์แผนจีนตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
แต่เป็นปัญหาด้านจริยธรรมและการค้าเชิงพานิชย์ ที่นำชื่อแพทย์แผนจีนไปใช้ในทางที่ผิด เพื่อให้ผู้ป่วยเห็นแล้วรู้สึกว่าการรับประทานยาจีนจะเป็นยาวิเศษที่เห็นผลได้รวดเร็ว หรือสามารถเทียบเท่ากับยาแผนปัจจุบันได้ในทันที
สเตียรอยด์ธรรมชาติ vs สเตียรอยด์สังเคราะห์: มุมมองแพทย์แผนจีน
การแพทย์แผนจีนมีแนวคิดสำคัญว่า เมื่อชี่พื้นฐานของร่างกายแข็งแรง โรคและปัจจัยก่อโรคย่อมรุกรานได้ยาก (正气存内,邪不可干) ซึ่งหากมองในแง่การแพทย์แผนตะวันตกแล้ว แนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเพียงนามธรรม เพราะในความเป็นจริง ร่างกายมนุษย์มีระบบป้องกันและปรับตัวของตนเองอยู่แล้ว หนึ่งในนั้นคือการสร้าง สเตียรอยด์ตามธรรมชาติ (endogenous steroids) ซึ่งร่างกายสร้างขึ้นได้เอง เช่น คอร์ติซอล จากต่อมหมวกไต ซึ่งมีหน้าที่ในการควบคุมการอักเสบไม่ให้รุนแรง ช่วยให้ร่างกายรับมือกับความเครียดทั้งทางกายและจิตใจ หรือแม้แต่รักษาสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน กล่าวคือ คอร์ติซอลคือส่วนหนึ่งของกลไกที่ร่างกายใช้รักษาสมดุลของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดแพทย์จีนเรื่องชี่พื้นฐาน (正气) ที่คอยพยุงร่างกายให้ดำรงอยู่ในภาวะสมดุลและในทางตรงกันข้าม สเตียรอยด์สังเคราะห์ ที่เป็นสารที่ถูกนำเข้าจากภายนอก มักมีฤทธิ์แรงและออกฤทธิ์รวดเร็ว แม้จะช่วยกดการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันได้ดีในระยะสั้น แต่หากใช้โดยไม่เหมาะสม อาจไปกดกลไกการปรับตัวตามธรรมชาติของร่างกาย ทำให้ระบบสร้างฮอร์โมนภายในอ่อนแอลง และเกิดผลข้างเคียงในระยะยาวได้
ในมุมมองของการแพทย์แผนจีน สภาวะเช่นนี้อาจเทียบได้กับการที่ชี่พื้นฐาน (正气) ถูกกดหรือถูกบั่นทอน แม้อาการภายนอกจะดีขึ้นชั่วคราว แต่สมดุลภายในกลับเสียไป ซึ่งขัดกับหลักการรักษาที่มุ่งเสริมชี่พื้นฐาน (正气) และฟื้นสมดุลของร่างกายอย่างยั่งยืน จึงไม่มีความจำเป็นที่แพทย์แผนจีนจะต้องเพิ่มเติมสเตียรอยด์สังเคราะห์เข้าไปในการรักษาแต่อย่างใด
4. สมุนไพรจีนกับฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับสเตียรอยด์
เมื่อกล่าวถึง “สเตียรอยด์” ในบริบทของยาจีน หลายคนมักเข้าใจว่าเป็นการเติมยาสเตียรอยด์จากภายนอกลงในตำรับยา อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง สมุนไพรจีนบางชนิดไม่ได้มีสเตียรอยด์สังเคราะห์อยู่ในตัวยา แต่มีสารสำคัญที่สามารถ สนับสนุนหรือปรับการทำงานของระบบฮอร์โมนตามธรรมชาติของร่างกาย ซึ่งรวมถึงระบบสเตียรอยด์ที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง เช่น คอร์ติซอล เป็นต้น ดังที่กล่าวไปข้างต้น กลไกการออกฤทธิ์ในลักษณะนี้เองที่ทำให้สมุนไพรจีนบางชนิดถูกเข้าใจผิดว่า “มีสเตียรอยด์” ทั้งที่แท้จริงแล้วเป็นการทำงานผ่านกลไกภายในของร่างกาย ไม่ใช่การเติมสเตียรอยด์จากภายนอก
วันนี้ผมขอยกตัวอย่างสมุนไพรอย่าง โสมคน (人参) และ ชะเอมเทศ (甘草) ที่เป็นตัวอย่างสำคัญที่ช่วยอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างภูมิปัญญาแพทย์แผนจีนกับความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
4.1 โสมคน 人参 (Ginseng)
โสมคนนั้น ในทางการแพทย์แผนจีนจัดว่าเป็นสมุนไพรประเภทบำรุงที่สำคัญ โดยโสมคน มีรสหวาน ฤทธิค่อนข้างอุ่น สรรพคุณหลักได้แก่ เสริมพลังชีวิตขั้นพื้นฐาน บำรุงปอดและเพิ่มสารน้ำ ช่วยสงบจิตใจและเสริมสมาธิ ในเชิงเภสัชวิทยาสมัยใหม่ สารออกฤทธิ์หลักคือ ginsenosides ซึ่งเป็นกลุ่ม triterpene saponins ที่มีโครงสร้างแบบสี่วงคล้ายสเตียรอยด์ และมีรายงานว่าสามารถออกฤทธิ์ผ่านตัวรับฮอร์โมนสเตียรอยด์บางชนิด เช่น Glucocorticoid Receptor (GR) และ Estrogen Receptor (ER) โดยเฉพาะ Rg1 และ Re มีหลักฐานสนับสนุนว่ามีพฤติกรรมแบบ partial agonist ต่อ GR ขณะที่ Rb1 และ Rh1 แสดงฤทธิ์กระตุ้น ER ในงานทดลอง โดยกลไกการออกฤทธิ์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการ “ปรับ” มากกว่าการ “กด” ระบบฮอร์โมนในร่างกาย อย่างไรก็ตาม ผลทางคลินิกยังจำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับขนาดการใช้ การดูดซึม และการเผาผลาญที่แท้จริงในร่างกาย ซึ่งเป็นไปตามรูปแบบการรักษาและควรอยู่ภายใต้ความดูแลของแพทย์แผนจีนด้วยเช่นกัน
4.2 ชะเอมเทศ 甘草 (Glycyrrhiza glabra)
ชะเอมเทศ เป็นสมุนไพรสำคัญในการแพทย์แผนจีน มีรสหวาน โดยสรรพคุณหลักได้แก่ เสริมชี่ของกระเพาะม้าม บำรุงปอดและลดอาการไอ คลายพิษและลดการอักเสบ รวมถึงช่วยประสานตัวยาในตำรับให้ทำงานสอดคล้องกันมากขึ้น ในกรอบแนวคิดแพทย์แผนจีน ตัวชะเอมเทศมักสะท้อนถึงหลักการอาศัยพลังการปรับตัวของร่างกายเอง ไม่ใช่การกดหรือควบคุมจากภายนอก อย่างไรก็ตาม หากใช้ชะเอมเทศในปริมาณสูงและต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจแสดงออกเป็นอาการบวมน้ำหรือความดันโลหิตสูงได้ ดังนั้นจึงมักใช้ในขนาดพอเหมาะและอยู่ในตำรับยามากกว่าการใช้เชิงเดี่ยว โดยชะเอมเทศมีสารสำคัญคือ glycyrrhizin ซึ่งจะถูกจุลชีพในลำไส้เปลี่ยนเป็น glycyrrhetinic acid โดยสารนี้สามารถยับยั้งเอนไซม์ 11β-HSD2 ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยน cortisol ให้เป็น cortisone ส่งผลให้ cortisol ในเนื้อเยื่อเป้าหมาย เช่น ไต ถูกทำให้หมดฤทธิ์ลดลง และไปกระตุ้น mineralocorticoid receptor ได้มากขึ้น จึงเกิดผลในลักษณะ mineralocorticoid-like เช่น บวม ความดันสูง และโพแทสเซียมต่ำ โดยเฉพาะเมื่อใช้ขนาดสูงหรือใช้ต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับคำอธิบายในกรอบของการแพทย์แผนจีนว่าการใช้ชะเอมเทศต้องอยู่ภายใต้หลักการปรับสมดุล มิใช่การเร่งหรือกดกลไกร่างกาย จึงเป็นที่มาว่าทำไมเราจึงควรรับประทานยาสมุนไพรจีนภายใต้การดูแลของแพทย์แผนจีนที่มีความเชี่ยวชาญมากพอ
5.สุดท้ายแล้วประชาชนควรแยกแยะอย่างไร
ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นสำคัญของคำถามนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่า “ยาจีนมีสเตียรอยด์หรือไม่” แต่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การพิจารณาอย่างรอบด้านว่าการรักษานั้นสมเหตุสมผลและปลอดภัยหรือไม่ ผู้ป่วยควรตั้งคำถามว่าการรักษานั้นทำให้อาการดีขึ้นรวดเร็วแบบผิดหูผิดตาหรือเปล่า เมื่อหยุดยาแล้วอาการทรุดลงอย่างรุนแรงเลยหรือไม่ และแพทย์แผนจีนผู้ทำการรักษาสามารถอธิบายเหตุผลในการเลือกใช้ยาและแนวคิดการรักษาได้อย่างชัดเจนหรือไม่ อีกทั้งตัวยามีแหล่งที่มาโปร่งใส ตรวจสอบได้หรือไม่
ดังนั้นยาจีนที่ดีจึงไม่ควรอาศัยเพียงผลลัพธ์ที่รวดเร็วเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ป่วย แต่ควรตั้งอยู่บนความเข้าใจ กลไกที่อธิบายได้ และความเคารพต่อการทำงานตามธรรมชาติของร่างกายผู้ป่วยเป็นสำคัญ ซึ่งก็จะส่งผลต่อความปลอดภัยต่อตัวผู้ป่วยด้วยนั่นเอง
Reference
1.Kwon YJ, Son DH, Chung TH, Lee YJ. A Review of the Pharmacological Efficacy and Safety of Licorice Root from Corroborative Clinical Trial Findings. J Med Food. 2020 Jan;23(1):12-20.https://www.liebertpub.com/doi/10.1089/jmf.2019.4459
2.Pastorino G, Cornara L, Soares S, Rodrigues F, Oliveira MBPP. Liquorice (Glycyrrhiza glabra): A phytochemical and pharmacological review. Phytother Res. 2018 Dec;32(12):2323-2339.https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC7167772
3.Leung KW, Wong AS. Pharmacology of ginsenosides: a literature review. Chin Med. 2010 Jun 11;5(20):1-7. https://d-nb.info/1198605669/34
4.Nah SY. Ginseng ginsenoside pharmacology in the nervous system: involvement in the regulation of ion channels and receptors. Front Physiol. 2014 Mar 19;5:98.1-13.https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC3958645
5.Linn Yeh Ching. Did the Herb Cause This? - Myths and Facts about Chinese Herbs. [EB/OL] sma. 2019 APR;5-7.https://www.sma.org.sg/news/2019/April/did-the-herb-cause-this---myths-and-facts-about-chinese-herbs
__________________________________
บทความโดย
แพทย์จีน ต้นสกุล สังข์ทอง (หมอจีน ซ่ง เซียน เนี่ยน)
宋先念 中医师
TCM. Dr. Tonsakul Sungthong (Song Xian Nian)