Last updated: 29 พ.ค. 2569 | 58 จำนวนผู้เข้าชม |
เราทุกคนต่างรู้ดีว่า 'บุหรี่ทำลายสุขภาพ' แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า ควันบุหรี่ที่สูดเข้าไปนั้น ไม่ได้ทำร้ายแค่ 'ปอด' เพียงอย่างเดียว ในความเป็นจริง บุหรี่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของโรคเรื้อรังหลายโรคด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดสมอง สารพิษจากบุหรี่ยังส่งผลกระทบต่อระบบต่อมไร้ท่อ ทำให้เกิดภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในเพศชาย และภาวะมีบุตรยากในเพศหญิง นอกจากนี้ การสูบบุหรี่ยังก่อให้เกิดอาการไอเรื้อรัง ฟันเหลืองคล้ำ หรือทำให้ผิวดูแห้งกร้านและหมองคล้ำก่อนวัย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังถูกทำลายจากภายในอย่างต่อเนื่อง
แล้วทำไมการสูบบุหรี่ถึงก่อให้เกิดโรคมากมายขนาดนี้? คำตอบคือในควันบุหรี่ไม่ได้มีเพียงแค่ควันจากการเผาไหม้ แต่เต็มไปด้วยสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างกายหลายชนิด เช่น:
- คาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon Monoxide): สารที่แย่งจับกับเม็ดเลือดแดงได้ดีกว่าออกซิเจนถึง 200-300 เท่า ทำให้เนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ในร่างกายขาดออกซิเจน และส่งผลทำลายหลอดเลือดโดยตรง
- ไนโตรซามีน (Nitrosamine) และโลหะหนักอย่างแคดเมียม: กลุ่มสารก่อมะเร็ง ที่กระตุ้นให้เซลล์ในร่างกายเกิดการกลายพันธุ์
- ฟอร์มาลดีไฮด์ และไฮโดรเจนไซยาไนด์: สารพิษที่คอยกัดกร่อนและทำลายเยื่อบุหลอดลมให้เสื่อมสภาพ
นอกจากสารเคมีเหล่านี้แล้ว ยังมีอีกปัจจัยที่หลายคนอาจมองข้าม นั่นคือ "สารกัมมันตภาพรังสี" ในมวนบุหรี่ เช่น โพโลเนียม-210 (Polonium-210) และตะกั่ว-210 (Lead-210) มีงานวิจัยพบว่า การสูบบุหรี่วันละ 1 ซองครึ่ง เทียบเท่ากับการได้รับการฉายรังสีเอ็กซเรย์ (X-ray) 1 ครั้งเลยทีเดียว [1] ซึ่งการที่ร่างกายได้รับรังสีสะสมอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์ได้
สำหรับสารประกอบหลักที่ทำให้คนเราติดบุหรี่ก็คือ "นิโคติน" (Nicotine) แม้จะเป็นสารใสไร้สี แต่สามารถแทรกซึมผ่านระบบทางเดินหายใจและผิวหนังเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว เมื่อนิโคตินเข้าสู่กระแสเลือด จะพุ่งตรงไปจับกับตัวรับในสมอง และเข้ายึดครอง "ระบบให้รางวัลของสมอง" (Reward System) ซึ่งตามปกติแล้ว ระบบนี้มีหน้าที่สร้างความรู้สึกพึงพอใจเพื่อเป็นรางวัลกระตุ้นให้เราทำพฤติกรรมต่างๆ ซ้ำๆ การถูกยึดครองนี้จะสั่งการให้สมองหลั่งสารแห่งความสุข หรือ "โดปามีน" (Dopamine) ออกมาในปริมาณมหาศาลและรวดเร็ว
การพุ่งทะยานของโดปามีน จะทำให้ผู้สูบรู้สึกมีความสุขและผ่อนคลายเกินกว่าระดับปกติ แต่เมื่อสูบติดต่อกันไปนานๆ สมองจะเริ่มชินชาและหมดความสนใจในความสุขจากเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน (เช่น การได้กินอาหารอร่อย หรือการทำงานอดิเรก) ร่างกายจะโหยหาและพึ่งพาเพียงความสุขที่ได้รับจากนิโคตินเท่านั้น และนี่เองคือกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดการเสพติดอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
เมื่อตัดสินใจหักดิบหรือหยุดสูบ ระดับโดปามีนในสมองจะดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับนิโคตินมีค่าครึ่งชีวิต (Half-life) ในร่างกายเพียง 2 ชั่วโมง นั่นหมายความว่า "อาการลงแดง หรือ ภาวะถอนยา" จะเริ่มขึ้นภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมงหลังสูบมวนสุดท้าย โดยผู้ป่วยจะเผชิญกับอาการถอนยาทางกาย เช่น นอนไม่หลับ เวียนศีรษะ ปวดหัว อ่อนเพลีย ไอหรือมีเสมหะมากขึ้น การขับถ่ายผิดปกติ และกินจุขึ้น ควบคู่ไปกับอาการติดทางใจ ทั้งความวิตกกังวล หงุดหงิด กระสับกระส่าย โมโหง่าย และมีความอยากสูบบุหรี่อย่างรุนแรง ซึ่งอาการเหล่านี้จะพุ่งขึ้นสูงสุดในช่วง 1-3 วันแรก และจะค่อยๆ เบาลงหลังผ่านไป 14 วัน แต่บางอาการอาจตกค้างอยู่ได้นานกว่า 1 ปีเลยทีเดียว
แรกเริ่มเดิมที การแพทย์แผนจีนในสมัยก่อนมองว่ายาสูบเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์อุ่น ช่วยทะลวงลมปราณ ขับความชื้นและบรรเทาปวด ในช่วงแรกที่สูบ บุหรี่จะไปกระตุ้นพลังหยางในร่างกาย ทำให้ตื่นตัวและรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเสพติด ในภายหลังจึงค้นพบว่า ยาสูบมี "พิษ" และถ้าสูบมากไป จะทำให้เวียนศีรษะ ปวดหัว และมีอาการมึนเมาได้
การสูบบุหรี่ติดต่อกันเป็นเวลานาน พิษและความร้อนจากบุหรี่จะเข้าไปแผดเผาอวัยวะภายใน ทำลายลมปราณ (ชี่) เลือด และสารน้ำ (จินเย่) ในร่างกาย ทำให้อินหยางเสียสมดุล โดยส่งผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆ ดังนี้:
-ปอดและลำไส้ใหญ่: ควันพิษเข้าไปกระทบปอดเป็นด่านแรก ทำให้ปอดแห้ง เกิดอาการไอ คอแห้ง เสียงแหบ และเมื่อความร้อนสะสมเป็นเวลานานจะเผาผลาญสารน้ำในร่างกายจนกลายเป็นเสมหะ ทำให้แน่นหน้าอก หายใจหอบ นอกจากนี้ ปอดและลำไส้ใหญ่มีความสัมพันธ์กัน เมื่อระบบน้ำในปอดเสียสมดุล จะส่งผลให้ลำไส้ทำงานผิดปกติ เกิดอาการท้องผูกหรือท้องเสียได้ง่าย และมักมีอาการมากขึ้นในช่วงเริ่มเลิกบุหรี่
- ม้ามและกระเพาะอาหาร: พิษบุหรี่ทำลายระบบย่อยอาหาร ทำให้เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ท้องอืด และเมื่อม้ามทำงานแย่ลง จะเกิดความชื้นสะสมกลายเป็นเสมหะร่วมด้วย
- ตับ: ควันบุหรี่ขัดขวางการไหลเวียนของลมปราณตับ ทำให้ลมปราณติดขัด ผู้ป่วยจะรู้สึกอึดอัด แน่นหน้าอก รู้สึกซึมเศร้า หากติดขัดนานเข้าจะกลายเป็น "ความร้อน" ทำให้หงุดหงิด โมโหง่าย และนอนไม่หลับ
- ไต: เมื่อปอดอ่อนแอลง จะลุกลามไปถึงไต ทำให้ไตพร่อง เหนื่อยง่าย หายใจตื้น ปวดเมื่อยเอวและเข่า
- หัวใจ: พิษบุหรี่จะเข้าไปรบกวนจิตใจและทำลายเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ทำให้ใจสั่น อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ ฝันบ่อย และหากพิษทำให้เกิดเลือดคั่ง จะส่งผลให้เกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
การฝังเข็มจะเข้าไปกระตุ้นจุดต่างๆบนเส้นลมปราณ เพื่อฟื้นฟูและปรับสมดุลการทำงานของอวัยวะภายในที่เสียไปจากการสูบบุหรี่ให้กลับมาแข็งแรง ซึ่งไม่เพียงช่วยบรรเทาอาการถอนยา เช่น ความหงุดหงิด กระสับกระส่าย ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย และนอนไม่หลับ เพื่อให้ผู้ป่วยผ่านช่วงหักดิบไปได้ง่ายขึ้นเท่านั้น การฝังเข็มยังช่วยฟื้นฟูการรับรสและกลิ่นให้ดีขึ้น ในบางรายหากผู้ป่วยกลับไปสูบ จะรู้สึกว่าบุหรี่มีรสเผ็ด จืด ขม หรือเหม็นฉุนจนไม่อยากสูบอีกต่อไป กลไกนี้จึงมีส่วนช่วยในการลดความอยากบุหรี่ของผู้ป่วยลงได้[2]
กรณีศึกษาการฝังเข็มรักษาอาการติดบุหรี่
ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย
ชื่อ : XXX
เพศ : ชาย
อายุ : 36 ปี
รหัสผู้ป่วย : 440xxx
อุณหภูมิ : 36°C
ชีพจร : 87/min
ความดันโลหิต : 125/76 mmHg
น้ำหนัก: 73.3 kg
เข้ารับการรักษาเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2568
อาการสำคัญ :
ผู้ป่วยมีความต้องการเลิกบุหรี่
ประวัติการเจ็บป่วย :
ผู้ป่วยมีประวัติสูบบุหรี่มานานกว่า 10 ปี ปริมาณวันละประมาณ 40 มวน เคยพยายามเลิกด้วยตัวเองหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ จึงตัดสินใจมาฝังเข็มเพื่อช่วยในการเลิกบุหรี่ โดยกำหนดวันเริ่มหยุดสูบบุหรี่เป็นวันที่มารับการรักษาครั้งแรก ผู้ป่วยมีอาการนอนหลับยาก หลับไม่สนิท มีอาการไอแห้ง ขี้ร้อน อารมณ์คงที่ ระบบขับถ่ายและความอยากอาหารปกติ
การตรวจร่างกาย :
ลิ้นแดงมีฝ้าเหลืองหนา ชีพจรลื่นและเร็ว (舌红,苔黄厚,脉滑数)
การวินิจฉัย :
กลุ่มอาการเลิกบุหรี่ (戒烟综合症)
กลุ่มอาการ :
ความร้อนชื้นสะสมภายใน (湿热内蕴)
การวิเคราะห์กลุ่มอาการตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน :
ผู้ป่วยสูบบุหรี่ในปริมาณมากต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน พิษและความร้อนจากบุหรี่เข้าไปทำลายปอดและอวัยวะภายใน ส่งผลให้ปอดสูญเสียสารน้ำและพลังอิน จึงทำให้เกิดอาการไอแห้ง พิษบุหรี่ที่สะสมนานวันเข้าได้แปรเปลี่ยนเป็นความร้อนเข้าไปรบกวนจิตใจ ส่งผลให้มีอาการนอนหลับยาก หลับไม่สนิทและขี้ร้อน นอกจากนี้ ภาวะความร้อนชื้นที่สะสมอยู่ภายในยังไปขัดขวางการไหลเวียนของชี่ จึงแสดงลักษณะลิ้นแดง ฝ้าเหลืองหนา ชีพจรลื่นและเร็ว
แนวทางการรักษา :
ทะลวงเส้นลมปราณตูและปรับสมดุลจิตใจ ระบายความร้อนและขับความชื้น
จุดฝังเข็มที่ใช้ :
百会 (BaiHui, DU20) 四神聪 (SiShenCong, EX-HN1) 印堂 (YinTang, EX-HN3)
神门 (ShenMen, HT7) 内关 (NeiGuan, PC6) 曲池 (QuChi, LI11)
合谷 (HeGu, LI4) 甜美 (TianMei) 足三里 (ZuSanLi, ST36)
阴陵泉 (YinLingQuan, SP9) 丰隆 (FengLong, ST40) 三阴交 (SanYinJiao, SP6)
太冲 (TaiChong, LR3)
ผลการรักษา :
หลังการรักษาครั้งที่ 1 (10 พฤศจิกายน 2568)
- ผู้ป่วยเริ่มมีความอยากสูบบุหรี่ และเผลอสูบบุหรี่ไป 1-2 มวน
- มีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ไอมีเสมหะสีขาว แต่อาการนอนหลับเริ่มดีขึ้น
หลังการรักษาครั้งที่ 2 (13 พฤศจิกายน 2568)
- ผู้ป่วยไม่ได้สูบบุหรี่แล้ว แต่ยังมีความอยากสูบหลงเหลืออยู่บ้าง
- อาการปวดเมื่อยตามตัวหายไป นอนหลับได้สนิท อารมณ์คงที่
- ขับถ่ายบ่อยขึ้น ความอยากอาหารมากกว่าปกติ ยังคงมีอาการไอและเสมหะสีขาว
หลังการรักษาครั้งที่ 3 (17 พฤศจิกายน 2568)
- ผู้ป่วยไม่กลับไปสูบบุหรี่อีก นานๆครั้งจะมีความอยากสูบบุหรี่บ้าง
- อารมณ์คงที่ นอนหลับสบาย ระบบขับถ่ายและรับประทานอาหารเป็นปกติ
หลังการรักษา 8 ครั้ง (23 พฤศจิกายน - 22 ธันวาคม 2568)
- ผู้ป่วยสามารถเลิกบุหรี่ได้อย่างต่อเนื่อง
- ผู้ป่วยให้ข้อมูลว่ารู้สึกเหม็นกลิ่นบุหรี่ และไม่มีความรู้สึกอยากสูบอีกต่อไป
- อารมณ์คงที่ นอนหลับสบาย ระบบขับถ่ายและการรับประทานอาหารเป็นปกติ
ผลการติดตาม 3 เดือนหลังจบการรักษา (3 เมษายน 2569)
- ผู้ป่วยไม่กลับไปสูบบุหรี่ซ้ำ สามารถเลิกได้อย่างเด็ดขาด และไม่มีอาการอยากบุหรี่หลงเหลืออยู่ สุขภาพร่างกายโดยรวมฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติ
การสูบบุหรี่ติดต่อกันเป็นเวลานานส่งผลให้พิษและความร้อนเข้าไปทำลายสมดุลอวัยวะภายใน ชี่ เลือด และความสมดุลของอินหยาง เมื่อตัดสินใจหยุดสูบทำให้ผู้ป่วยต้องเผชิญกับอาการ "ลงแดง" หรือภาวะถอนยาอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่น ความอยากบุหรี่ กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ และอารมณ์แปรปรวน
การฝังเข็มสามารถช่วยฟื้นฟูและปรับสมดุลการทำงานของร่างกาย บรรเทาความทรมานจากอาการถอนยา และช่วยลดความอยากสูบบุหรี่ได้ เพื่อให้การรักษาเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผู้ป่วยควรฝังเข็มอย่างต่อเนื่องสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เป็นเวลาอย่างน้อย 2 เดือน ทั้งนี้ ผลลัพธ์และระยะเวลาในการรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาด้วยการฝังเข็มควรทำควบคู่ไปกับความตั้งใจจริงของผู้ป่วยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้ก้าวผ่านช่วงเวลาถอนยาได้อย่างราบรื่น ลดโอกาสกลับไปเสพซ้ำ และฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง
เอกสารอ้างอิง
1.Kubalek D, Serša G, Štrok M, Benedik L, Jeran Z. Radioactivity of cigarettes and the importance of (210) Po and thorium isotopes for radiation dose assessment due to smoking. J Environ Radioact. 2016 May;155-156:97-104.
2. Xinyu X ,Ailin L ,Ranran D , et al. Observation on the efficacy of electroacupuncture in the treatment of nicotine dependence [J]. Shanghai Journal of Acupuncture and Moxibustion, 2024, 43 (08): 864-869. DOI:10.13460/j.issn.1005-0957.2024.08.0864.
__________________________________________
บทความโดย
แพทย์จีน ณภัทร คงศิริธุวงศ์ (หมอจีนสวี่ กุ้ย หัว)
许桂华 中医师
TCM. Dr. Napat Kongsirituwong (Xu Gui Hua)
29 พ.ค. 2569
27 ส.ค. 2568
23 ก.ย. 2568