โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (ภูมิแพ้อากาศ)

โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (ภูมิแพ้อากาศ)

ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันจะเรียกว่า เยื่อจมูกอักเสบเหตุภูมิแพ้ , จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ , หวัดจากการแพ้อากาศ , โรคแพ้อากาศ อันหมายถึงเยื่อจมูกอักเสบที่เกิดจากปฎิกิริยาภูมิแพ้ของร่างกาย จัดเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่งซึ่งพบได้ในคนทุกวัย มักเริ่มแสดงอาการในช่วงวัยรุ่นหรือวัยเรียน พบได้ประมาณร้อยละ 10-25 ของคนทั่วไป

จากการศึกษาในบ้านเรา พบโรคนี้ในเด็กวัยเรียนประมาณร้อยละ 20-40 ผู้ป่วยมักมีประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัว (เช่น หืด ลมพิษ ผื่นคัน หวัดภูมิแพ้) และมักมีโรคภูมิแพ้อื่นๆ (ที่สำคัญ คือ โรคหืด) ร่วมด้วย โรคนี้มักมีอาการเป็นๆ หายๆ เรื้อรังเป็นแรมเดือน แรมปี น่ารำคาญ อาจมีอาการกำเริบเป็นบางฤดูกาล หรืออาจเป็นประจำตลอดทั้งปี ทั้งนี้ขึ้นกับสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุ ถ้าเกิดจากละอองเกสร หญ้า หรือวัชพืช เรียกว่า ไข้ละอองฟาง (hay fever)

สาเหตุการเกิดโรค
เกิดจากความผิดปกติที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ทำให้ร่างกายเกิดปฎิกิริยาภูมิแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้ต่างๆเป็นผลให้มีการหลั่งสารเคมีหลายชนิดออกมาทำให้เกิดอาการคัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล สารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อย ได้แก่ ละอองเกสร หญ้า วัชพืช สปอร์ของเชื้อราที่อยู่นอกบ้าน ทำให้เกิดอาการกำเริบในบางฤดูกาล ส่วนผู้ที่มีอาการตลอดปีมักเกิดจากสารก่อภูมิแพ้ภายในบ้าน เช่น ไรฝุ่นบ้าน แมลงสาบ สัตว์เลี้ยง ฝุ่นละออง เป็นต้น

นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการแพ้อาหาร (เช่นอาหารทะเล) ซึ่งมักจะพบร่วมกับโรคภูมิแพ้อื่นๆ เช่น หืด ลมพิษ ผื่นคัน ผู้ที่เป็นโรคหวัดภูมิแพ้ มักมีการตอบสนองไวเกิน  โรคภูมิแพ้ (allergic disorders) เกิดจากร่างกายมีปฎิกิริยาต่อสารก่อภูมิแพ้ (allergen) แล้วปล่อยสารเคมี เช่น ฮิสตามีน (histamine) ไคเมส (chymase) พรอสตาแกลนดิน (prostaglandin) ไซโตไคน์ (cytokine) ลิวโคทรีน (leukotriene) แบรดิไคนิน (bradykinin) เป็นต้น ออกมาถ้าสารเหล่านี้แสดงปฎิกิริยาที่ผิวหนังก็ทำให้เป็นโรคแพ้ทางผิวหนัง เช่น ลมพิษ ผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้  เป็นต้น

ถ้าแสดงออกที่ตาก็กลายเป็นโรคเยื่อตาขาวอักเสบ  ถ้าแสดงออกที่หลอดลมก็กลายเป็นหืด  โรคภูมิแพ้มักมีสาเหตุจากกรรมพันธุ์ คือ มีพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้องเป็นโรคภูมิแพ้อยู่ด้วย นอกจากนี้ ความเครียดทางจิตใจก็มีส่วนกระตุ้นให้อาการกำเริบได้ ผู้ป่วยโรคภูมแพ้อาจแสดงออกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายๆ อย่างพร้อมกันก็ได้ ในรายที่เกิดจากการแพ้อาหารอาจมีอาการปวดท้อง ท้องเดินร่วมด้วยได้

สารก่อภูมิแพ้ ได้แก่ ไรฝุ่นบ้าน (dust mites) เชื้อรา ละอองเกสร หญ้า วัชพืช สัตว์เลี้ยงในบ้าน (โดยเฉพาะแมว) อาหาร (เช่น นม ไข่ เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ถั่วลิสง สารกันบูด สีผสมอาหาร) ยา (แอสไพริน เพนิซิลลิน ซัลฟา ยาชา) ฝุ่นละออง ความเย็น ความร้อน แดด เชื้อแบคทีเรีย พยาธิ แมลง แมลงสาบ สารเคมี แอลกฮอล์ เป็นต้น

ผู้ป่วยมักจะแพ้สารได้หลายๆอย่าง และมีโอกาสแพ้ยาได้ง่ายกว่าผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคภูมิแพ้ จึงควรระมัดระวังในการใช้ยาสำหรับผู้ป่วยโรคนี้ การแพ้อาจเกิดขึ้นโดยการสัมผัส สูดดม กิน หรือฉีดเข้างร่างกายมางใดทางหนึ่ง โรคภูมิแพ้ทุกชนิดรวมกันแล้ว พบได้ประมาณร้อยละ 30 ของคนทั่วไปต่อสิ่งกระตุ้น (สิ่งระคายเครือง) เช่น กลิ่นฉุนๆ บุหรี่ ควัน อาหารเผ็ด แอลกอฮอล์ อากาศเปลี่ยน ความชื้น ทั้งนี้โดยไม่เกี่ยวกับปฎิกิริยาภูมิแพ้แบบสัมผัสสารก่อภูมิแพ้

อาการ
มีอาการเป็นหวัด คัดจมูก จามบ่อย น้ำมูกมีลักษณะใสๆ มักมีอาการคันในจมูก คันคอ คันตา น้ำตาไหล เจ็บคอ แสบคอ หรือไอแห้งๆ (แบบระคายคอ) ร่วมด้วย บางรายอาจมีอาการปวดตื้อตรงบริเวณหน้าผากหือหัวคิ้ว หรือปวดศีรษะ หูอื้อ หรือมีเสียงดังในหู (เนื่องจากท่ออยู่สเตเซียนตีบ) การรับรู้กลิ่นน้อยลง หรือหายใจมีกลิ่นเหม็น อาการมักเกิดเวลาถูกอากาศเย็น ควัน ฝุ่นละอองสารก่อภูมิแพ้ หรือสิ่งกระตุ้นๆอื่นๆ บางรายอาจมีอาการตอนช่วงเช้าๆ พอสายๆ ก็ทุเลาไปได้เอง ในรายที่เป็นมากอาจมีอาการอ่อนเพลีย นอนไม่หลับ บางรายอาจมีอาการของโรคหืด  ร่วมด้วยหายใจมีเสียงดังวี้ด หรือรู้สึกแน่นอึดอัดในหน้าอก

สิ่งที่ตรวจพบ
เยื่อจมูกบวมและซีด หรือเป็นสีม่วงอ่อนๆ ต่างจากไข้หวัด  หรือไซนัสอักเสบ ซึ่งเยื่อจมูกจะมีลักษณะบวมและออกสีแดง มักพบน้ำมูกลักษณะใสๆ (ถ้าน้ำมูกมีสีเหลืองหรือเขียว แสดงว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม หรือเป็นไซนัสอักเสบ)  บางรายอาจพบเยื่อตาขาวออกแดงเล็กน้อยในเด็กที่มีอาการคันจมูก จะยกมือขึ้นขยี้จมูกบ่อยๆอาจทำให้เกิดรอยย่นที่สันจมูก (เรียกว่า allergicnasal line) อาจพบผิวหนังบริเวณขอบตาล่างบวมและมีสีคล้ำ (เรียกว่า allergic shiners) บางรายอาจพบติ่งเนื้อเมือกจมูก  ใช้เครื่องฟังตรวจปอดมีเสียงวี้ด (wheezing)

ภาวะแทรกซ้อน
โดยทั่วไปมักไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงในรายที่มีอาการรุนแรง อาจทำให้อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต การเรียน การทำงาน บางรายอาจเป็นโรคหืด ร่วมด้วย ในรายที่เป็นเรื้อรัง อาจกลายเป็นไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หรือติ่งเนื้อเมือกจมูก เด็กบางรายอาจมีอาการนอนกรน และเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ข้อแนะนำ
1. โรคนี้มักเป็นเรื้อรัง ไม่ค่อยหายขาด
ถ้ามีอาการไม่มากพอทนได้ ก็ไม่จำเป็นต้องกินยาอะไรทั้งสิ้น ถ้าจำเป็นแนะนำให้ผู้ป่วยกินยาแก้แพ้ แก้คัดจมูก แก้ไอ ไม่ควรซื้อยาชุดหรือยาลูกกลอนกินเอง อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงแทรกซ้อนได้

2. การใช้ยาปฎิชีวะนะ ไม่มีความจำเป็นในการรักษาโรคนี้
ยกเว้นในรายที่น้ำกมูกเหลืองหรือเขียว หรือสงสัยเป็นไซนัสอักเสบ หรือหูชั้นกลางอักเสบ

3. ถ้าจำเป็นต้องใช้ยาพ่นจมูก ควรให้แพทย์เป็นผู้พิจารณา เพราะยาบางชนิดที่เข้ายาแก้แพ้หรือแก้คัดจมูก เมื่อหยอดย่อยเกินไป ก็อาจทำให้เยื่อจมูกอักเสบมากยิ่งขึ้น

4. รักษาสุขภาพทั่วไปให้แข็งแรง โดยการบำรุงอาหารสุขภาพ (กินผักผลไม้ให้มากๆ) ออกกำลังกายเป็นประจำ (เช่น วิ่งเหยาะ เดินเร็ว ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ) นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และผ่อนคลายความเครียด (เช่น ฝึกโยคะ รำมวยจีน สวดมนต์ ฝึกสมาธิ ฟังเพลง) ก้อาจมีส่วนช่วยให้โรคทุเลาได้

5. ในกรณีเป็นหวัด คัดจมูก โดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน นานเกิน 2 สัปดาห์ ควรให้แพทย์ตรวจหาสาเหตุ




โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ในมุมมองแพทย์แผนจีน
เกิดจากร่างกายสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ แล้วร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองโดยการสร้างโปรตีนชนิดหนึ่ง เพื่อไปจับกับสารก่อภูมิแพ้ และหลั่งสารฮิสตามีน ซึ่งเป็นสารที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการอักเสบซึ่งเป็นกระบวนการต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย  เมื่อร่างกายเข้าใจว่าสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ เป็นสิ่งแปลกปลอม เช่น เกสรดอกไม้ ฝุ่น ควัน น้ำหอม ขนหรือรังแคสัตว์ต่างๆ ก็จะจามเพื่อขับสิ่งแปลกปลอมนั้นออกไป เมื่อสัมผัสกับเนื้อเยื่ออวัยวะในระบบทางเดินหายใจ จะส่งผลให้เกิดการแพ้ การอักเสบ ทำให้เกิดอาการไอ เซลล์เยื่อเมือกจะสร้างน้ำมูกมากขึ้น  เส้นเลือดบริเวณจมูกขยาย ทำให้คัน บวม คัดจมูก เมื่อสัมผัสกับเนื้อเยื่อตาทำให้ระคายเคืองตา น้ำตาไหล  ซึ่งบางคนก็จะเข้าใจว่าตัวเองนั้นเป็นหวัด ทำให้รักษาไม่ตรงจุด จึงเป็นๆหายๆ



ในร่างกายคนปกติจะแพ้สารก่อภูมิแพ้ได้น้อยมากหรืออาจจะไม่มีอาการ แต่ผู้ป่วยจมูกอักเสบจากภูมิแพ้นั้นร่างกายจะตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ไวเกินไป จากสถิติของสมาคมโรคภูมิแพ้และอิมมูโนวิทยาแห่งประเทศไทย พบว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคภูมิแพ้มากขึ้นถึง 3-4 เท่า เมื่อเทียบกับ 10 ปีที่ผ่านมา พบในเด็ก 38% และพบในผู้ใหญ่ประมาณ 20%  สาเหตุหลักคือ กรรมพันธุ์ การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ อาหารการกินในปัจจุบัน 

ส่วนสาเหตุตามแพทย์แผนจีนของจมูกอักเสบจากภูมิแพ้นั้น มีสองสาเหตุหลัก คือ สาเหตุภายใน และ สาเหตุภายนอก สาเหตุภายนอกมักเกิดจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง มลพิษ ลมเย็น หรือ ความร้อนต่างๆ ส่วน สาเหตุภายในนั้นได้แก่ การทำงานที่เสียสมดุลของอวัยวะ ปอด ม้าม ไตเนื่องจาก จมูก คือ ทวารเปิดของปอด ดังนั้น หากปอดทำงานผิดปกติ พลังปอดไม่แข็งแรง ก็มักจะได้รับสาเหตุก่อโรคจากภายนอก ทำให้เกิดการติดขัดของของเหลวต่างๆ เกิดอาการคัดจมูก คันจมูก น้ำมูกไหล ม้ามเป็นต้นกำเนิดของเลือดและลมปราณ ไตเป็นรากฐานของพลังปอด ดังนั้น เมื่อสองอวัยวะนี้พร่องลง ย่อมส่งผลให้การทำงานต่างๆนั้นผิดปกติไป และทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ขึ้น

การรักษาด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีนนั้นถือว่าได้ผลที่น่าพอใจ คนไข้ที่มีอาการกำเริบรุนแรงจำนวนมากสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ การรักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้โดยศาสตร์การแพทย์แผนจีนมีมาอย่างยาวนานเป็นพันปี แพทย์แผนจีนมีวิธีการรักษาต่างๆมากมาย เช่น การใช้ตำรับยาจีน ซึ่งยาจีนมีตัวยาที่ปัจจุบันวิจัยมาแล้วว่ามีสรรพคุณช่วยเรื่องภูมิแพ้จมูกอักเสบ เช่น ซินอี๋ฮวา ชางเอ๋อจึ ประกอบกันตัวยาชนิดอื่นขึ้นมาเป็นตำรับให้เหมาะกับคนไข้คนนั้นๆ ก็จะทำให้ร่างกายเข้าสู่สมดุล แข็งแรงขึ้น ไม่ตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ไวเกินไป ซึ่งทางคลินิกได้นำชางเอ๋อจึมาทำยาหยอดจมูกด้วย


ซินอี๋ฮวา Xin Yi Hua 辛夷花  หรือ ดอกแมกโนเลีย

ซินอี๋ฮวา Xin Yi Hua 辛夷花  หรือ ดอกแมกโนเลีย
สรรพคุณ :  มีกลิ่นหอม ฤทธิ์อุ่น  เข้าเส้นลมปราณ  ปอด และ กระเพาะ  ขจัดลม ทะลวงจมูก ช่วยรักษาอาการปวดศีรษะ ไซนัสได้ดี




ชางเอ๋อจึ Cang Er Zi 苍耳子
สรรพคุณ : มีฤทธิ์อุ่น เผ็ด เข้าเส้นลมปราณปอด มีพิษเล็กน้อย ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์
ระบายลมและความเย็น ทะลวงจมูก ขับลมและความชื้น จึงช่วยบรรเทาอาการปวดได้

ส่วนหัตถการต่างๆที่ช่วยส่งเสริมการรักษา เช่น การฝังเข็มตัว การฝังเข็มหู การรมยา การกดจุด ก็ใช้การวินิจฉัยแบบแพทย์แผนจีนในการเลือกจุดทำหัตถการ  ในการรักษาแบบแพทย์แผนจีนนั้นให้ความสำคัญกับการรมยามาก เนื่องจากการรมยาสามารถอุ่นเส้นลมปราณและเสริมสร้างสุขภาพได้ ซึ่งเหมาะกับผู้ที่เจออากาศเย็น ตื่นนอนตอนเช้า แล้วมีอาการกำเริบ




อ่าน - การรมยาด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน

นอกจากนี้ ยังมีวิธีการรักษาด้วยการกดจุด เพื่อกระตุ้นเลือดลมในร่างกาย จุดที่สำคัญ ได้แก่

จุดยิ่นถาง ซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างคิ้วทั้งสองข้าง


Cr.Photo : www.popo.cn


จุดหยิงเซียง ที่อยู่ตรงร่องแก้ม ตรงกับแนวกึ่งกลางปีกจมูก  กดทุกวัน วันละ 50ครั้ง

Cr.Photo : m.sohu.com

ส่วนการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวัน ขั้นแรกผู้ป่วยต้องควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้อาการกำเริบต่างๆก่อนไม่ว่าจะเป็น ฝุ่นผง มลพิษทางอากาศ เกสรดอกไม้ ฯลฯ และในขณะที่อาการยังไม่กำเริบก็ควรจะออกกำลังกาย หรือ วิ่งเหยาะๆ เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน ส่วนในเรื่องอาหารก็ควรจะเลี่ยงอาหารทะเลหรือของแสลงต่างๆที่คนมักจะแพ้ และไม่ควรทานของเย็น รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ

บทความโดย  แพทย์จีน คณิฏฐ์ษา จิรัฐิติกาล (เซี่ย กุ้ย อิง) 
แผนกอายุรกรรมผิวหนัง