Last updated: 24 ก.ค. 2569 | 17 จำนวนผู้เข้าชม |
วัยเด็กเปรียบเสมือนต้นอ่อนของพืชที่กำลังแตกยอด หรือดั่งพระอาทิตย์ยามแรกขึ้น ร่างกายทุกส่วนอยู่ในกระบวนการเจริญเติบโตและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นลักษณะทางสรีรวิทยาที่แตกต่างจากผู้ใหญ่
คำว่า “การเจริญเติบโต” (生长) หมายถึง การพัฒนารูปร่างและการเพิ่มขึ้นของขนาดหรือปริมาณของร่างกาย
ส่วน “พัฒนาการ” (发育) หมายถึง การที่เนื้อเยื่อ อวัยวะ และการทำงานของร่างกายมีความสมบูรณ์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งครอบคลุมทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านคุณภาพและปริมาณแบบพลวัต
การเปรียบเทียบค่าทางสรีรวิทยาปกติของเด็กในแต่ละช่วงวัย สามารถช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติของการเจริญเติบโตและพัฒนาการได้
สาเหตุและกลไก (病因病机)
(1) ม้ามและกระเพาะอาหารบอบบาง ทำให้การบำรุงจากภายหลังคลอดไม่เพียงพอ(脾胃娇嫩,后天失养)
ตามทฤษฎีแพทย์แผนจีน ม้ามและกระเพาะอาหารเป็นรากฐานของพลังชีวิตหลังคลอด (后天之本) และเป็นแหล่งกำเนิดของชี่และเลือด ทำหน้าที่ย่อยและเปลี่ยนอาหารให้เป็นชี่และเลือด เพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายให้เติบโตและแข็งแรง
สารอาหารจากการย่อยจะถูกส่งไปยังปอดและกระจายหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย ดังที่ตำรา 《幼科发挥》 กล่าวว่า“กระเพาะอาหารมีหน้าที่รับและเก็บพักอาหาร ส่วนม้ามมีหน้าที่ย่อยและลำเลียงสารอาหารเมื่อม้ามและกระเพาะแข็งแรง แขนขาจะมั่นคงแข็งแรง แต่หากม้ามและกระเพาะอ่อนแอ โรคต่าง ๆ จะเกิดขึ้น ดังนั้น การรักษาม้ามและกระเพาะจึงเป็นหลักสำคัญของการแพทย์ การควบคุมอาหารที่เหมาะสมสามารถป้องกันโรคได้มากมาย”
ตำรา 《素问·痹论》 กล่าวว่า“การรับประทานอาหารโดยไม่รู้จักประมาณ ย่อมทำให้ม้ามและกระเพาะได้รับความเสียหาย” เด็กเล็กยังไม่สามารถควบคุมการรับประทานอาหารของตนเองได้ และมักมีการทำงานของม้ามกระเพาะที่ยังไม่สมบูรณ์ จึงทำให้เกิดภาวะอาหารตกค้างอาหารไม่ย่อย อาเจียน และท้องเสียได้ง่าย นอกจากนี้ ม้ามชอบความแห้งและเกลียดความชื้น ส่วนกระเพาะชอบความชุ่มชื้นและเกลียดความแห้ง หากเจ็บป่วยด้วยโรคอื่น การใช้ยารสขมหรือยาที่มีฤทธิ์อุ่นมากเกินไป หรือการดูแลฟื้นฟูหลังป่วยไม่เหมาะสม อาจรบกวนการทำงานปกติของม้ามและกระเพาะ ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต น้ำหนักตัว และพัฒนาการด้านร่างกายของเด็กได้
(2) พลังสารจำเป็นแต่กำเนิด (肾精) ไม่เพียงพอ ทำให้กำลังในการเจริญเติบโตลดลง(禀赋不足,生化乏力)
ไตเป็นรากฐานของพลังแต่กำเนิด ทำหน้าที่เก็บสะสมสารจำเป็น (精) และควบคุมการเจริญเติบโตและพัฒนาการ เด็กจะมีการเจริญเติบโตและพัฒนาตามปกติได้ ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของอินและหยางของไต โดยไตอินช่วยหล่อเลี้ยงอวัยวะภายในทั้งห้า และไตหยางช่วยให้ความอบอุ่นและกระตุ้นการทำงานของอวัยวะทั้งห้า หากสารจำเป็นแต่กำเนิดของไตไม่เพียงพอ จะทำให้พลังในการสร้างและพัฒนาอ่อนแอลง
ตำรา 《素问·灵兰秘典》 กล่าวว่า“ไตเป็นอวัยวะแห่งความแข็งแรงและความสามารถ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของทักษะและความชำนาญ” ซึ่งหมายความว่า ความสามารถในการเคลื่อนไหวและพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของสารจำเป็นแต่กำเนิดในไต หากสารจำเป็นของไตพร่อง จะทำให้การเจริญเติบโตและพัฒนาการล่าช้า เช่น
พัฒนาการล่าช้าทั้ง 5
• นั่งช้า
• ยืนช้า
• เดินช้า
• ฟันขึ้นช้า
• พูดช้า
อาการอ่อนทั้ง 5
• ศีรษะอ่อน
• ปากอ่อน
• มืออ่อน
• เท้าอ่อน
• กล้ามเนื้ออ่อนแรง
การวินิจฉัยแยกกลุ่มอาการ (辨证分型)
1. กลุ่มม้ามและกระเพาะพร่อง (脾胃亏虚)
อาการแสดง
• รับประทานอาหารได้น้อย
• เลือกกินอาหาร
• สีหน้าไม่สดใส
• อ่อนเพลียง่าย
• รูปร่างผอม
• ท้องอืด
• อุจจาระเหลว หรือมีอาหารที่ย่อยไม่หมดปะปน
2. กลุ่มสารจำเป็นของไตพร่อง (肾精不足)
อาการแสดง
• กระดูกและกล้ามเนื้ออ่อนแรง
• ศีรษะโตหรือกะโหลกปิดช้า
• พัฒนาการล่าช้า
• คลาน นั่ง ยืน เดิน และการงอกของฟัน ช้ากว่าเด็กวัยเดียวกันอย่างชัดเจน
เทคนิคการนวดทุยหนาสำหรับการเจริญเติบโตร่างกายของเด็ก
1.ท่านวด “บำรุงม้าม” (补脾经)

ตำแหน่ง: ด้านนิ้วหัวแม่มือของเด็ก บริเวณโคนนิ้วถึงปลายนิ้วด้านฝ่ามือ
วิธีทำ
• ใช้นิ้วโป้งของผู้ปกครองถูจาก ปลายนิ้วหัวแม่มือ → โคนนิ้วหัวแม่มือ
• ทำช้า ๆ สม่ำเสมอ
• 100–300 ครั้ง
ประโยชน์
• ช่วยเสริมการทำงานของม้ามและกระเพาะ
• กระตุ้นความอยากอาหาร
• ช่วยการย่อยและการดูดซึมสารอาหาร
• เหมาะกับเด็กที่กินน้อย น้ำหนักขึ้นช้า
2. ท่านวด “ลูบท้องตามเข็มนาฬิกา” (摩腹)
ตำแหน่ง: บริเวณรอบสะดือ
วิธีทำ
• ใช้ฝ่ามือหรือนิ้วมือวางบนหน้าท้อง
• นวดเป็นวงกลม ตามเข็มนาฬิกา
• นวดเบา ๆ ประมาณ 3–5 นาที
ประโยชน์
• ช่วยกระตุ้นการทำงานของกระเพาะและลำไส้
• ลดอาการท้องอืด ท้องผูก
• ช่วยให้การย่อยอาหารดีขึ้น
• ส่งเสริมการดูดซึมสารอาหารเพื่อการเจริญเติบโต
ข้อควรระวัง: ไม่ควรนวดขณะเด็กมีไข้สูง อาเจียนเฉียบพลัน ปวดท้องรุนแรง หรือมีการติดเชื้อเฉียบพลัน ทำวันละ 1 ครั้ง ก่อนนอน หรือหลังอาหารอย่างน้อย 1 ชั่วโมง
เอกสารอ้างอิง
张伯礼, 郭义, 王金贵, 编. 图解小儿推拿. 北京: 中国中医药出版社; [2018.1].
____________________________________________
บทความโดย
แพทย์จีน กัญธิมา วุฒิ (กาน ตี๋ หม่า)
甘迪玛 中医师
TCM. Dr. Kanthima Wutthi (Gan Di Ma)