หาหมอจีนทำไมต้องแมะ?

หาหมอจีนทำไมต้องแมะ?

หลายคนที่มาหาหมอจีนอาจสงสัยว่าทำไมเวลามาหาหมอจีนจะต้อง”แมะ”ที่ข้อมือด้วย บางคนถามว่า “คุณหมอฟังชีพจรอะไร?

”ชีพจรสองข้างนี่มันเหมือนกันหรือเปล่าคะ?”

“แมะแล้วบอกได้เลยหรือคะว่าเป็นโรคอะไร?”

บางคนก็บอกว่ามันน่าเชื่อถือหรือเปล่า เพียงแค่จับก็รู้เลยหรือว่าป่วยเป็นอะไร?

การแมะแท้จริงแล้วเป็นอย่างไรนั้นก็จะมาอธิบายให้ฟังกันนะคะ



“แมะ หรือ พะแมะ” ในภาษาจีนกลางก็คือ ม่าย(脉)มาจากคำว่า
ป่าม่าย(把脉)หรือ เชียะม่าย(切脉) ซึ่งก็หมายถึงการจับชีพจรในศาสตร์การแพทย์แผนจีน เป็นหนึ่งในวิธีการเพื่อวินิจฉัยโรคและกลุ่มอาการ โดยที่ชีพจรจะสะท้อนให้เห็นถึงสภาพร่างกายของผู้ป่วยที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ  


ชีพจรเกิดขึ้นได้อย่างไร?  ในทางแพทย์จีนกล่าวว่า ชีพจรเกิดจากการเต้นของหัวใจ ซึ่งอาศัยการทำงานของหยางหัวใจและชี่หัวใจ โดยมีเลือดและหยินหัวใจเป็นองค์ประกอบ  นอกจากนี้ยังต้องมีอวัยวะปอดเป็นตัวผลักดัน เกี่ยวข้องกับอวัยวะม้ามซึ่งควบคุมเลือดให้ไหลเวียนอยู่ภายในเส้นเลือด  อวัยวะตับเป็นแหล่งกักเก็บเลือด  อวัยวะไตเป็นแหล่งกักเก็บสารจิงซึ่งเป็นสารจำเป็นในร่างกายสามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเลือดได้ 

จากการที่ชีพจรมีส่วนเกี่ยวข้องกับอวัยวะดังที่กล่าวมานี้ การที่แพทย์จีนจับชีพจร (แมะ) จึงหมายถึงความเชื่อมโยงของระบบอวัยวะทั่วร่างกายได้


ดังนั้น เมื่ออวัยวะต่างๆทำงานไม่ปกติ หรือเลือดและลมปราณมีไม่เพียงพอ หรือไหลเวียนไม่สะดวก ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้รู้สึกว่าไม่สบายอะไรสักเท่าไหร่ หรือรู้สึกไม่สบายแต่ไปโรงพยาบาลตรวจร่างกายแล้วไม่พบปัญหาอะไร  แต่ว่ามันสามารถสะท้อนออกมาได้ในชีพจร หรือที่เรียกว่า “ชีพจรป่วยแต่คนยังไม่ป่วย (脉病人不病)”


นี่แหละคือเสน่ห์ของศาสตร์แพทย์จีน  ทำให้เราสามารถรับรู้ว่าตอนนี้เรามีความผิดปกติอย่างไร และสามารถป้องกันและดูแลตัวเองได้ก่อนที่จะเป็นโรคหนักๆ


การแมะ เป็นการอาศัยความรู้สึกโดยการสัมผัสลักษณะการเต้นของชีพจร โดยที่ชีพจรในแต่ละตำแหน่งจะแตกต่างกันออกไป ซึ่งจะบ่งบอกถึงพลังของแต่ละอวัยวะ  โดยในการแมะคุณหมอจะใช้นิ้วมือทั้งสามนิ้ว (นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง) สัมผัสบริเวณใต้ข้อมือฝั่งนิ้วโป้ง  โดยใช้นิ้วกลางสัมผัสบริเวณปุ่มกระดูกนูนด้านในเป็นตำแหน่ง “กวน(关)” ก่อน จากนั้นนิ้วชี้อยู่เหนือกวน เป็นตำแหน่ง “ชุ่น(寸)”   และนิ้วนางอยู่ใต้กวนเป็นตำแหน่ง “ฉื่อ(尺)” สามนิ้วเรียงติดกันความห่างให้พอเหมาะกับแต่ละบุคคล เช่นคนอ้วน แขนยาวใหญ่ อาจจะห่างนิดนึง เป็นต้น 


นอกจากนี้การจับชีพจรที่ข้อมือซ้ายกับขวาก็มีความหมายแตกต่างกันไปอีก
ด้านขวาจะหมายถึง
ตำแหน่งชุ่น=ปอด  
ตำแหน่งกวน=ม้าม
ตำแหน่งฉื่อ=ไต(มิ่งเหมิน) 

ส่วนด้านซ้ายจะหมายถึง
ตำแหน่งชุ่น=หัวใจ  
ตำแหน่งกวน=ตับ ตำแหน่งฉื่อ=ไตหยิน


เทคนิคในการจับชีพจรจริงๆแล้วยังมีการวิเคราะห์อีกหลายวิธีด้วยกัน แต่สำหรับในที่นี้จะพูดถึงวิธีง่ายๆ และใช้กันทั่วไป เป็นพื้นฐานในการจับชีพจรและวินิจฉัยโรคและกลุ่มอาการ

ตำแหน่งด้านซ้ายด้านขวา
ชุ่น(寸)
หัวใจ (ลำไส้เล็ก)
ปอด (ลำไส้ใหญ่)
กวน(关)
ตับ (ถุงน้ำดี)
ม้าม (กระเพาะ)
ฉื่อ(尺)
ไตหยิน (กระเพาะปัสสาวะ)
ไตหยาง(มิ่งเหมิน)


เมื่อคุณหมอจับชีพจรแล้วสิ่งที่จะพิจารณาได้แก่

- ระดับการแมะ (อยู่ตื้น -ชีพจรลอย) (อยู่ลึก-ชีพจรจม)
- จังหวะการเต้น (เร็ว-ช้า สม่ำเสมอหรือไม่)
- ลักษณะของชีพจร (ชีพจรใหญ่-เล็ก นุ่ม-แข็งตึง) 
- ลักษณะการเต้น (มีแรง หรืออ่อนแรง การลื่นไหลไม่มีสะดุดหรือไม่) 

โดยชีพจรของคนปกติจะเรียกว่า “ผิงม่าย(平脉)” คือ ชีพจรจะไม่ลอยไม่จม เต้นสม่ำเสมอ ไม่เล็กไม่ใหญ่  ไม่แรงไม่อ่อน แต่ทั้งนี้ก็จะเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันไปตามอายุ เพศ ฤดูกาล ลักษณะรูปร่าง เช่น คนผอมชีพจรมักลอยหรืออยู่ตื้น คนอ้วนชีพจรมักจม แต่ถ้าหากพบชีพจรในทางกลับกันแสดงว่าเค้าเหล่านั้นมีความผิดปกติในร่างกายเกิดขึ้นแล้ว



ลักษณะการเต้นของชีพจรในทางแพทย์จีนมีระบุไว้ 28 ชนิดด้วยกัน ตัวอย่างเช่น ชีพจรแบบฝูม่าย(浮脉)หรือ ชีพจรลอย  ซึ่งจะมีลักษณะเหมือนท่อนไม้ลอยอยู่ผิวน้ำ เวลาแพทย์จีนกดจะจมเล็กน้อย ลักษณะชีพจรเช่นนี้ มักพบได้ในผู้ป่วยไข้หวัด บ่งบอกอาการเพิ่งเริ่มป่วย หรือ ปัจจัยก่อโรค (เสียชี่) มาจากภายนอก 

ชีพจรแบบเสียนม่าย(弦脉) หรือที่มักได้ยินคุณหมอบอกว่าชีพจรตึงนั่นเอง ชีพจรนี้เวลาจับจะรู้สึกเป็นเส้นยาว และตึงคล้ายกับเวลากดสายพิณ ใครบ้างที่จะมีลักษณะชีพจรแบบนี้ โดยมากมักจะมีปัญหาในเรื่องตับ




ในทางแพทย์จีนบอกว่าอาจจะมีลมปราณ (ชี่) ตับเกิดการติดขัด โดยมากมักจะพบว่ามีความเครียด ความดันสูงร่วมด้วย หรืออาจจะพบในผู้ที่มีอาการเจ็บปวด ถ้าหากว่าตึงด้วยเต็วเร็วด้วย แสดงว่านอกจากจะมีลมปราณตับติดขัดแล้ว อาจสะสมเป็นเวลานานจนทำให้เกิดไฟลุกโหมอยู่ภายใน หรือ อาจจะเคยได้ยินคุณหมอบอกว่า”ตับร้อน”นั่นเอง   แต่ถ้าชีพจรตึงแต่เป็นลักษณะเส้นเล็กๆ ก็แสดงถึงลมปราณตับติดขัดร่วมกับมีเลือดพร่อง หรือมีตับและไตหยินพร่อง เป็นต้น  


นอกจากนี้การแมะยังมีส่วนเฉพาะสำหรับเด็กเล็กๆอีกด้วย เด็กบางคนหรือพ่อแม่อาจจะสงสัยกันว่าทำไม่ผู้ใหญ่จับชีพจรที่ข้อมือ แล้วเด็กเล็กๆดูอะไรกันที่นิ้ว การดูร่องรอยที่นิ้ว เป็นการดูเส้นเลือดเล็กๆที่อยู่บริเวณนิ้วชี้บริเวณนอกโดยหงายฝ่ามือ มักจะใช้ดูในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 3 ขวบเนื่องจากชีพจรบริเวณข้อมือค่อนข้างเล็กจับได้ยาก โดยจะมีการแบ่งตำแหน่งออกเป็น ข้อแรกสุดเป็นเฟิงกวน(风关) ข้อถัดขึ้นไปเป็นชี่กวน(气关) และข้อนิ้วสุดท้ายเป็นมิ่งกวน(命关)ซึ่งแต่ละระดับจะบ่งบอกได้ถึงอาการหนัก-เบาของโรค ปัจจัยเสียก่อโรคยังอยู่ภายนอกหรือเข้าลึกสู่อวัยวะภายใน นอกจากนี้สีของเส้นเลือดที่นิ้วยังบ่งบอกได้ถึงว่ามีอาการร้อน-เย็น พร่อง-แกร่ง มีเสมหะอุดกั้น เลือดไหลเวียนไม่ดี เช่น สีแดงสดหมายถึงมีความร้อน สีแดงม่วงหมายถึงมีความร้อนมาก ไข้สูง สีอ่อนหมายถึงอาการพร่องเป็นต้น



เคยได้ยินหลายคนบอกว่าแมะแล้วรู้ว่าเป็นมะเร็ง
มีเนื้องอกตรงนั้นตรงนี้ จริงหรือไม่ ?


ประเด็นนี้หลายๆคนค่อนข้างเชื่อได้ยาก ผู้ป่วยมะเร็งนั้นพื้นฐานเดิมมีความซับซ้อนของโรคและกลไลการเกิด การดำเนินโรคแตกต่างกับไปแต่ละบุคคล แต่ละระยะของโรคก็มีความแตกต่างกันไป  และผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่ที่มาหาหมอจีนมักจะผ่านการรักษาสารพัดอย่างมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วดังนั้นชีพจรที่ปรากฏก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยอีกเช่นกัน 

ในความเป็นจริงแล้วในทางศาสตร์การแพทย์แผนจีนในอดีตไม่ได้มีการระบุถึงโรคมะเร็งแต่อย่างใด แต่สามารถจะบอกได้ว่าอวัยวะต่างๆในร่างกายของเราทำงานปกติหรือไม่ เลือดและลมปราณเพียงพอ และไหลเวียนสะดวกติดขัดหรือไม่ อินและหยางในร่างกายสมดุลหรือไม่ มีเสมหะหรือปัจจัยเสียก่อโรคอยู่ภายในร่างกายหรือไม่ เป็นต้น

 

ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละถ้าหากไม่ป้องกันรักษา ปล่อยทิ้งไว้นานวันเข้าก็จะทำให้มีโรคต่างๆตามมาได้ ไม่เพียงแต่โรคมะเร็ง  ซึ่งทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ยาวนานของคุณหมอ มีความชำนาญในการวิเคราะห์โรคด้วยจึงจะประเมินอาการล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำถูกต้อง  


แต่ในตำราแพทย์จีนในอดีตก็มีบันทึกไว้อยู่เหมือนกันที่อาจจะคล้ายคลึงกับโรคมะเร็งอย่างในสมัยราชวงศ์ชิงมีหมอท่านหนึ่งชื่อว่า”หวงหยวนยวู่黄元御” เขียนไว้ในตำรา ”จินคุ่ยเสวียนเจี่ย”《金匮悬解》ในบท”จีจูวี้(积聚) หรือ อาการสะสมหมักหมมจนเกิดเป็นก้อนขึ้นมาในร่างกาย” ได้กล่าวถึงชีพจรที่มีลักษณะเป็นเส้นเล็ก และคล้ายกับมีตุ่มกระดูกโผล่ขึ้นมา ลักษณะเช่นนี้แสดงว่ามีอาการ”จีจู้ย” หรือบางท่านอาจเคยได้ยินในแพทย์จีนยุคใหม่ๆ บอกว่าชีพจรคล้ายกับมีเม็ดถั่วเขียวนั่นเอง


วิธีการตรวจวินิจฉัยโรคโดยการตรวจชีพจร

แพทย์จีนที่ทำการตรวจวินิจฉัยโรคโดยวิธีนี้ ต้องอาศัยสมาธิและจิตใจที่สงบนิ่ง กำหนดลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมออย่างเป็นธรรมชาติ  โดยนิ้วมือที่สัมผัสชีพจรของผู้ป่วยต้องมีจังหวะการกดเบาหนักและแรงที่ถูกต้อง การตรวจชีพจรจำเป็นต้องให้ผู้ป่วยนั่งพักสักครู่ เพื่อให้จิตใจสงบก่อนและไม่มีสิ่งใดมารบกวน จึงจะส่งผลให้ตรวจพบชีพจรที่แท้จริงได้มากขึ้น 

ในระหว่างการตรวจชีพจร แพทย์จีนจะให้ผู้ป่วยนั่งตัวตรงในท่าที่สบาย ยื่นแขนออกมาในลักษณะหงายฝ่ามือขึ้น โดยวางแขนบนโต๊ะให้อยู่ในระดับเดียวกับตำแหน่งหัวใจ  

ในการวินิจฉัยโรคแต่ละครั้งควรใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 นาที เพื่อให้แพทย์จีนมีเวลาวินิจฉัยการเปลี่ยนแปลงของชีพจร ลักษณะชีพจรของคนปกติ 

คือ การหายใจเข้าออกแต่ละครั้ง ชีพจรจะเต้น 4~5 ครั้ง หรือ 72~80 ครั้ง/นาที 
ตำแหน่งชีพจรจะอยู่ที่กึ่งกลาง ไม่ลอย ไม่จม ไม่ยาว ไม่สั้น จังหวะการเต้นสม่ำเสมอ ราบรื่น มีแรงสม่ำเสมอทั้งตำแหน่งชุ่น กวน ฉื่อ  เมื่อใช้นิ้วกดจมลงหาชีพจรก็ยังมีชีพจรเต้นอยู่



การเปลี่ยนแปลงของชีพจรโดยธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงในร่างกายและสิ่งแวดล้อม ชีพจรของร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวข้องกับสภาพร่างกาย สิ่งแวดล้อม อายุ เพศ ลักษณะภายนอก (อ้วนหรือผอม) ลักษณะการกินอยู่ และอารมณ์จิตใจ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันทั้งสิ้น เช่น เด็ก ๆ หายใจเข้าออกหนึ่งครั้งชีพจรจะเต้นถึง 7 ครั้ง หนุ่มสาวปกติการเต้นของชีพจรจะราบลื่นไม่ติดขัด ผู้สูงอายุชีพจรจะตึงและแข็ง 


ผู้หญิงเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ชาย ชีพจรจะอ่อนนุ่มเล็กเร็วกว่าปกติเล็กน้อย หญิงตั้งครรภ์ชีพจรจะลื่นและเร็ว คนอ้วนชีพจรจะจมเล็ก คนผอมชีพจรจะลอยใหญ่ คนสูงชีพจรจะยาว คนเตี้ยชีพจรจะสั้น การออกกำลังกายหลังรับประทานอาหารและหลังดื่มแอลกอฮอล์ 
ชีพจรจะลื่นเร็วมีแรง ความหิวจะทำให้ชีพจรอ่อนนุ่มไม่มีแรง คนที่นั่งสมาธิปฏิบัติธรรมชีพจรจะอ่อนนุ่ม


เมื่อจิตใจอารมณ์เปลี่ยนแปลงชีพจรก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย เช่น ความโกรธ
ส่งผลกระทบต่อตับ ชีพจรจะตึงเล็ก ความตกใจกลัวทำให้ชีพจรเต้นไม่เป็นจังหวะ
เพราะฉะนั้น คนที่อยู่ระหว่างกลัว ตกใจ ดีใจ หรือ เสียใจ ตื่นเต้น เครียดมาก กังวล 



ทั้งหมดนี้ทำให้ชีพจรเปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์ เมื่ออารมณ์กลับสู่ภาวะปกติแล้ว ชีพจรจะเต้นกลับคืนสู่ปกติ ฤดูกาลทั้ง 4 ก็มีผลทำให้การเต้นของชีพจรเปลี่ยนแปลงไป เช่น ฤดูใบไม้ผลิทำให้ชีพจรตึง ฤดูร้อนชีพจรเต้นใหญ่ ฤดูใบไม้ร่วงชีพจรจะเต้นเบาเล็ก 


ฤดูหนาวชีพจรจะจมแน่น ระหว่างกลางวันและกลางคืนจะมีการเปลี่ยนแปลง กลางวันชีพจรจะลอยและแรง ส่วนกลางคืนชีพจรจะจมเล็กช้า 


ส่วนมากคนที่อยู่เมืองหนาวมักชอบรับประทานอาหารประเภทปิ้งย่าง การเต้นของชีพจรจะจม แกร่ง ถ้าคนอยู่เมืองร้อน อากาศจะร้อนอบอ้าว รูขุมขนจะขยายตัว ภายในและภายนอกกล้ามเนื้อจะผ่อนคลาย การเต้นของชีพจรจะเร็วและอ่อนนุ่มกว่าเล็กน้อย

 

บทความโดย แพทย์จีน อรกช มหาดิลกรัตน์
แผนกอายุรกรรมมะเร็ง

 

 

หมายเหตุ : เอกสารนี้เป็นลิขสิทธิ์และทรัพท์สินทางปัญญาของหัวเฉียวแพทย์แผนจีน
ใช้เผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานความรู้แก่ประชาชน 
ห้ามมิให้คัดลอกในเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาตทุกกรณี

注意:这份文件的版权和知识产权属于华侨中医院,仅对外宣传和传播科普知识所用。
禁止擅自用于任何形式的商业谋利。


Attention:  The copyright and intellectual assets are belonged to the Hua Chiew (TCM) Clinic  for public knowledge only. It is prohibit to copy for commercial purposes in all cases without permission.





 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง